• Mie Dyasha 🍦

How Mie applied to Macquarie University 🇦🇺 and Victoria University of Wellington 🇳🇿 ?

Updated: Aug 11

G'day Mate and Kia Ora ! 😘


การทักทายวันนี้อาจจะแปลก ๆ หน่อย เพราะเป็นการทักทายแบบออสซี่และกีวี่ตามลำดับนั่นเองค่ะ

มี่กลับมาแล้วจ้า! ขอโทษที่แอบดองบล็อคทั้งที่มันเป็นช่วงกักตัวแบบ WFH (work from home) และในอนาคตเรากำลังจะ study from home ด้วยแล้วจ้า 55555 เพราะว่า MUIC ออนไลน์ทั้งเทอมแรกค่ะ 🤣

ตอนแรกกะว่าจะรวมบล็อคสมัคร 3 ยู (มหาลัย) เป็นบล็อคเดียวแต่สรุปแล้วมันไม่พออะเนอะ ก็เลยย้ายมาอัพบล็อคตรงนี้เพิ่มค่ะ ^^ นอกจาก MUIC แล้วก็ได้รับ offer จาก Macquarie University ที่ Sydney, Australia 🇦🇺 และ Victoria University of Wellington ที่ Wellington, New Zealand 🇳🇿 ด้วยค่ะ

 สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจจะสมัครปริญญาตรี (หลักสูตรนานาชาติ) ในไทยด้วยอย่างมหิดลอินเตอร์ หรือที่เรียนสั้น ๆ ว่า MUIC (มิวอิค) สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้ ที่นี่ หรือ copy: https://www.askmie-dyshamasixth.com/post/howtoapplyto-muic-in-thailand-by-mie เลยนะคะ
ความจริงตอนแรกมี่ตั้งใจจะรวมเป็นบล็อคเดียวกันค่ะ แต่ที่ไม่พอแย้วนะ อ่านแยกเอานะ 🤣
ภาพการได้รับ university offers จาก MQ และ VUW ค่ะ 😘

มี่ขอลงตอนที่มี่ได้ offers จาก 2 ยูในต่างประเทศ (ประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย) ด้วยน้า 😆

เกริ่นก่อนเลยนะว่า... มหาลัยทั้งหมด 3 ที่ของมี่ มี่เลือกมาแนว ๆ Media หรือ Film หมดเลยนะ สำหรับรายละเอียดของแต่ละมหาลัยสามารถอ่านข้างล่างได้เลยจ้า

1. MUIC : Bachelor of Communication Arts in Media and Communication 🇹🇭

2. Victoria University of Wellington : Bachelor of Arts in Film and Theatre🇳🇿

3. Macquarie University : Bachelor of Media and Communications in Moving Image and Sound Studies 🇦🇺

📚 พื้นหลังการศึกษาและพื้นฐานภาษาอังกฤษของมี่ตอนมี่สมัครเรียนที่ MQ และ VUW:

- เรียนโรงเรียนเอกชนคาทอลิกมา 12 ปี เป็นโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร (ไม่ต้องเดา เราไม่บอกจ้า 555) แผนการเรียนภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ไม่เคยไปแลกเปลี่ยนระยะยาวแต่เคยไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศอังกฤษ (3 สัปดาห์) และนิวซีแลนด์ (1 เดือน)

โดยเรียนหลักสูตรไทย โรงเรียนไทย ไม่ใช่ EP หรืออินเตอร์แต่อย่างใดค่ะ ผลการเรียนเฉลี่ย 6 เทอมของมี่ได้ 3.15 ค่ะ เกรดเฉลี่ยสูงสุดที่ได้คือ 3.48 และเกรดม.6 เทอม 2 (เทอมสุดท้าย) 3.41 ค่ะ

- ภาษาอังกฤษจากการสอบ IELTS ได้ Overall 6.5, Listening 6.5, Reading 6.5, Speaking 6.5 แต่ Writing 5.5 ส่วนการสอบ IELTS รอบแรกของเรานั้นเราสอบเพื่อหาที่เรียนภาษาอังกฤษต่อนั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นมันเป็นรอบแรกของเราจริง แต่เรายังไม่ได้รู้จักข้อสอบดีพอหรือเตรียมตัว/ทำแบบฝึกหัดอย่างทุ่มเทและจริงจังขนาดนั้น เราไปสอบเล่นๆ มากกว่าเพราะป้าเราเค้าบอกว่าไปสอบ IELTS เลยมันดีกว่าตรงที่เวลาจะหาที่ติวต่อ เค้าจะได้ไม่พยายามกดเลเวลเราให้ต่ำลงด้วยการใช้ Placement Test ของทางสถาบันค่ะ (แต่เราไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้นะคะ เพราะว่าบางคนอาจจะมองว่าเสียเงินเปล่าได้ และไม่ควรไปสอบถ้าไม่รู้จักข้อสอบจริงๆ ค่ะ) ใครอยากจะนับว่าเคยสอบมาแล้วก็นับไปค่ะ แต่ข้อสอบรอบแรกเราขอพูดตรงๆ ว่าครูที่เค้ารู้จักระดับภาษาของเรา (ทั้งคนไทยและต่างชาติ) และข้อสอบบอกว่ามันยังวัด Potential เราไม่เต็มที่ค่ะ

- ในด้านทักษะการเขียน (Writing Essay) ภายหลังจากที่เราสอบ IELTS ตอน April 2019 เราขึ้นมาม.6 พอดี ที่โรงเรียนเราจะมีอาจารย์พิเศษท่านนึงมาสอนภาษาอังกฤษ ประวัติเค้าคือที่เคยทำงานที่ UN เรียนจบป.ตรีจากธรรมศาสตร์ สาขาวรรณคดีอังกฤษ (English Literature) มาและได้ทุนเรียนต่อป.โทเต็มจำนวนที่ Rice University Texas ที่อเมริกาด้านการสอนภาษาอังกฤษ และเป็นผู้แปลหนังสือหลายเล่ม อาจารย์ตรวจงานเขียนเราแล้วให้ B+ ตลอดมาค่ะพร้อมกับ positive comments ตลอดค่ะ เราเลยเบาใจไปได้แล้วด้วยส่วนนึงในเรื่องการเตรียมตัวสอบเขียน

- ในทักษะการพูดภาษาอังกฤษของเราหรือการสัมภาษณ์ไม่ได้เป็นปัญหาของเราค่ะ เพราะเคยได้ Cambridge: Preliminary English Test (PET B1) ได้ Full Score in Speaking 170 คะแนน เทียบเท่า IELTS 6.0 ค่ะและ IELTS Speaking 6.5 ซึ่งอยู่ในระดับ B2 Upper-intermediate to C1 Advanced ค่ะ

- ภาษาอังกฤษของมี่เพียงพอที่จะสอบ GED (General Educational Development) หรือ US High School Equivalency Diploma ผ่านได้ในรอบเดียวหลังจากที่รุ่นพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัยรัฐ หลักสูตรนานาชาติแต่เรียนจบไปแล้ว (เคยเรียนนิวซีแลนด์ตอนม.ปลาย) มาช่วยติวให้ แม้จะไม่เคยไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกาหรือเรียนต่างประเทศมาและเรียนโรงเรียนไทย หลักสูตรฝั่งไทยมาตลอดชีวิตค่ะ

พาร์ทที่ 1: Victoria University of Wellington,

Wellington, New Zealand 🇳🇿

ใบ offer ให้เรียน Fast Track Foundation 6 เดือนจาก UP Education 📖

ถ้าสอบ IELTS ผ่านแล้ว (Overall 6.0, each section 5.5 or more) และผลการเรียน 3.0+ จะได้เรียนเป็น Fast Track Foundation ค่ะ จะใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 เดือน

ถ้าผลการเรียนจากโรงเรียนหรือผลการทดสอบภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์อาจจะโดนเรียนปรับพื้นฐานมากขึ้นไปอีกค่ะ อาจจะ 9 เดือน (3 เทอม) หรือ 12 เดือน (4 เทอม) เพราะที่นี่ก็ใช้ระบบ Trimester เหมือนกันค่ะ ระยะเทอมจะสั้นลงกว่าแบบ 2 semesters

ที่เด็กจากระบบโรงเรียนไทยต้องเรียนปรับพื้นฐานเพราะว่าของเราเป็นม.6 มันเป็นเกรด 12 แต่นิวซีแลนด์มีถึง Year 13 ค่ะ

*จะมีเขียนเหตุผลทั้งหมดแบบละเอียดข้างล่างนะคะ เลื่อนไปอ่านค่าาาา 🥺

ใบ conditional offer จาก Victoria University of Wellington 🇳🇿

1. Victoria University of Wellington (VUW), Wellington, New Zealand 🇳🇿 : Bachelor of Arts in Film and Theatre มี่ได้ offer มา 14 Nov 2019

ที่ VUW จะเรียนปริญญาตรีทั้งหมด 3 ปีและ Fast Track Foundation 6 เดือนกับทาง UP Education - เรียนทั้งหมด 3 ปีครึ่งค่ะ 


- ทำไมมี่ถึงสมัครสาขา Film and Theatre ที่ VUW ล่ะ?

🍦ตอนเมษาปี 2018 มี่มีโอกาสได้มาเรียนภาษาอังกฤษที่ NZLC อ๊อคแลนด์, นิวซีแลนด์ 🇳🇿 ทำให้มี่รู้ว่ามี่ชอบนิวซีแลนด์มาก ๆ เลยนะ แต่คิดว่า Wellington น่าจะดีกว่า Auckland ทั้งที่ไม่เคยไปหรอก (อย่าเข้าใจผิดนะ เมืองหลวงของนิวซีแลนด์คือ Wellington และเมืองที่ใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์คือ Auckland อ่านว่า "อ๊อค-แลนด์" ไม่ใช่ "โอ๊ค-แลนด์" อันนั้นมันชื่อเมือง Oakland ใน California ในอเมริกาแล้วจ้า คนไทยออกเสียงผิดเยอะมาก)

มี่อยู่แต่ในตัวเมือง Auckland และชานเมืองอย่าง Glenfield และไปเที่ยว Rotorua มา มี่สนใจด้านสาย Arts มากกว่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อาจจะเพราะตัวเราเองเรียนสายภาษามาด้วย และมีโอกาสได้คุยกับคนกีวีก็คือ Teachers ที่สอนมี่ที่ NZLC ด้วย เค้าบอกว่า "ถ้าสนใจแนว Arts หรือ Media เงี้ย Victoria University of Wellington มันดังกว่า University of Auckland (คนที่นี่เรียกว่า UoA) อยู่แล้ว เพราะผลงานในตลาดมันเยอะกว่า แต่ถ้าจะเข้าพวกสายวิชาการจ๋าแบบ Law, Engineering, Education อะ UoA ดังกว่า และเหมือน Asian University มากเพราะเด็กเอเชียนเต็มไปหมด โดยเฉพาะเด็กจีน 5555555"

ละที่มี่รู้สึกคือนิวซีแลนด์มันเหมาะกับเราอะ เพราะว่าเราเป็นคนชอบธรรมชาติ ออกแนว introvert หน่อย ไม่ค่อยชอบวุ่นวายกับคนมาก ๆ เพราะเราเหนื่อย โลกส่วนตัวเรามันสูงด้วยแต่เราทำงานร่วมกับคนหมู่มากให้ได้ด้วย ละประเทศนี้มันไม่ได้มีแสงสีเยอะมากมายแบบอเมริกา,อังกฤษอะไรแบบนี้ไง มี่เลยคิดว่ามันน่าจะโอเคแหละถ้าที่บ้านจะปล่อยเราไปเรียนต่างประเทศจริง ๆ    


ละที่มี่เลือกสาขานี้...เพราะว่าตอนนั้นย้อนไปตอนปี 2014 มี่ชอบดูหนังของจักรวาล MCU (Marvel Cinematic Universe) มาก ๆ คือ Marvel Studios นั่นแหละ เริ่มชอบมาจาก Captain America: The Winter Soldier ละชอบเคมีของ Scarlett Johansson กับ Chris Evans มาก เลยกลายเป็น Evansson กับ Romanogers ไปโดยปริยาย และตอนนั้นที่มี่ดู Thor: Ragnarok หรือภาค 3 ในปี 2017 มา มี่รู้สึกว่าโทนภาคนี้มันเตะตามากเพราะภาคก่อน ๆ ของ Thor จะออกแนวหม่น ๆ หน่อย เลยสงสัยว่าใครกำกับ Thor 3 (และในอนาคตจะกำกับ Thor 4 หรือ Thor: Love and Thunder ที่ฉายในปี 2021 ด้วย) คนนั้นก็คือ Taika Waititi นั่นเองค่ะ ค้นไปค้นมาก็เจอว่าแกเป็นคนนิวซีแลนด์ (เป็นคนกีวี แต่มีเชื้อสายเมารีและ White ด้วย) ลุงไทก้าเรียนจบจาก VUW มา สาขา Theatre เหมือนกัน ลุงแกก็เลยเป็น inspiration ให้มี่อยากเรียนที่นี่ เพราะดูประวัติลุงแกมาก็ไม่ธรรมดาเลยนะ คือลุงแก directing, screenwriting, acting, ทำ motion capture ก็เป็น คนมันต้องเทพเบอร์ไหนถึงทำได้เกือบทุกอย่างแล้วมีพวก le sens de l'humour ได้ด้วยอะ (ภาษาอังกฤษเค้าเรียก sense of humour) มี่เลยรู้สึกแบบ... เห้ย เราอยากเก่ง ๆ แบบลุงไทก้าบ้างอะ เลยรู้สึกว่าลุงแก talented มากและด้วยเพราะทาง Alma Mater แกเปิดกว้างทางด้านความคิดมากกว่ามหาลัยในไทยอย่างแน่นอน มี่เลยคิดว่าเราควรไปเรียนที่ไหนที่ส่งเสริม potential เราให้ไปถึงฝันด้วยหรือเปล่า เพราะตัวมี่เองเป็นคนที่เวลาชอบอะไรมาก ๆ แล้วคือทุ่มสุดตัวไปเลยอยากอยู่ที่ ๆ เค้าสนับสนุนเราและเราพร้อมที่จะก้าวหน้าและพัฒนาตัวเองไปกับเค้าด้วย

นี่คือ Taika Waititi ดูจากรูปก็น่าจะรู้แล้วว่าติสท์แตก 😁

นี่คือ Taika Waititi จ้า ดูแต่ละรูปก็น่าจะรู้แล้วว่าเป็นคนติงต๊องหน่อย ๆ กาวนิด ๆ ตลกหน่อย ๆ ต้องติดตามไอจี (แจก @taikawaititi) ละจะรู้ว่าสตอรี่แต่ละอันนั้นแบบว่า .... ฮ่า ๆๆๆ 😂

เป็นภาพที่นักแสดงสาวอย่าง Brie Larson แอบถ่ายไว้ตอนไทก้ากลับมาที่นั่งพร้อม Oscars 🤪

หลังจากได้ offer มาเดือนพ.ย. 2019 มี่ก็รอดูงาน The Oscars (Academy Award) 2020 ตอนเดือนกุมภา ปีนี้เรื่องของลุงไทก้าได้เข้าชิงคือ Jojo Rabbit ที่มีแม่เค้าเองงง อย่าง Scarlett Johansson มารับบทด้วย สรุปคือลุงแกปังมาก!!! ลุงไทก้าแกได้ Best Adapted Screenplay กลับบ้านแกที่นิวซีแลนด์เว้ย!!

🇳🇿 The Oscar goes to "Taika Waititi" ❤️

ละมีคลิปที่แม่ Brie เราถ่ายมาคือเหมือนลุงแกซ้อมเอารางวัล Oscars วางไว้ที่พื้นละขยับตัวไปมา เหมือนซ้อมเอารางวัลนั่งเครื่องบินเพื่อกลับบ้านอะ (อเมริกาและนิวซีแลนด์มีไฟล์ทบินตรงระหว่างประเทศของ Air New Zealand จ้า ตอนนั้นที่เราอยู่อ๊อคแลนด์เราเจอป้ายเต็มไปหมดว่ามีเที่ยวบินตรงถึง 32 เที่ยวบินต่ออาทิตย์ 55555) ตอนมี่เห็นคลิปคือขำมาก 55555 ติสแตกกว่านี้ไม่มีอีกแล้วเด้อ มี่รู้สึกแบบดีใจกับลุงไทก้ามาก ๆ และความฝันเราตอนนั้นคือเราต้องเจอกับลุงแกให้ได้แล้วเราอยากทำหนังติสแตกไปกับแกด้วย 555555

📼 สำหรับข่าวและวิดีโอของไทก้าจาก Dailymail: ที่นี่ เลื่อนไปนาทีที่ 2.19 เลยจ้า นักข่าวได้กล่าวว่าอิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าเอารางวัลไปไว้ใต้ที่นั่งทำไม 55555


- ทำไมในนิวซีแลนด์เราต้องเรียน Foundation ด้วย?

🍦คืออย่างงี้นะ ในไทยเราเรียนภาคบังคับแค่ 12 ปีไง เราจบแค่ม.6 ซึ่งมันคือ Grade 12 แต่ในเด็กนิวซีแลนด์เค้าเรียนกันถึง Year 13 ถ้าจะต่อมหาลัยอะ ระบบนิวซีแลนด์จะคล้ายอังกฤษคือเรียน Year 13+ตรี 3 ปี แต่ไทยเราใช้ระบบอิงอเมริกันคือเรียน 12 ปีและมหาลัย 4 ปี แต่ถ้าจะเข้าพวกสายแนวอาชีวะหน่อยมันจะเป็น Institute of Technology แทน ที่ดัง ๆ ก็พวก Unitec เด็กนิวก็เรียนถึงแค่ Year 12 ละต่อมหาลัยเลยก็ได้  เพราะฉะนั้นเด็กจากโรงเรียนไทยจ๋าแบบเราก็ต้องเข้า Foundation กับ UP Education แต่ดีที่ว่าเกณฑ์ภาษาอังกฤษของมี่เกินเกณฑ์เค้าไปเกือบหมดเลย คือ VUW ขอ Overall 6.0 with no elements lower than 5.5 ซึ่งมี่เอง Overall 6.5 และทุกพาร์ท 6.5 ยกเว้น Writing ได้ 5.5 ซึ่งก็ผ่านเกณฑ์ไปหมดแล้ว แปลว่าเค้ามั่นใจว่าภาษาเราเรียนได้แน่นอน มี่เลยได้เรียน Fast Track Foundation คือฟาวด์สั้นสุดแค่ 6 เดือนเลย เท่ากับเรียนทั้งหมด 3 ปีครึ่งคือจบตรีแล้วอะ 

แต่!!! ถ้าใครสนใจจะเข้า University of Auckland (UoA) และจบจากโรงเรียนไทย ยังไงก็ต้องเข้า Foundation Track แบบเดียวคือระยะเวลา 10 เดือน (1 ปีการศึกษา) เท่านั้นนะ เพราะเค้าต้องการปรับให้เด็กเป็นหัวกะทิจริง ๆ ก่อนเข้ามหาลัยอีก 3 ปี ทั้งหมดก็ 4 ปีเต็มแบบมหาลัยในไทยเลยจ้า

ส่วน U อื่น ๆ ยังพอมีอีกวิธีคือเรียนม.6 ต่อป.ตรี 1 ปีถึงสมัครเข้าเรียน Undergraduate ได้เลยจ้า เหมือนว่าเอามาแทน Foundation ก็ได้


- สำหรับ Victoria University of Wellington มี่ใช้เอกสารอะไรในการสมัครเรียนบ้าง?

🍦สำหรับตัวมี่เอง มี่เป็นเด็กจากโรงเรียนไทย ภาคไทยปกติเลยค่ะ จะใช้เอกสารดังนี้ค่ะ

1. เรียนจบม.6 มาจะมีใบ Diploma ที่เป็นภาษาอังกฤษจากโรงเรียนและใบประกาศนียบัตรจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.2) จากกระทรวงศึกษาธิการค่ะ 🎓

2. ใบแสดงผลการเรียน (Transcript ภาษาอังกฤษคู่กับปพ. 1 ภาษาไทย) เกรดไทยใช้ระบบอเมริกันคือบน 4.0 scale อยู่แล้ว สาขาที่มี่เข้า ขอเกรดแค่ 2.3 ค่ะ แต่มี่ได้ 3.15 ค่ะ 😁

*สำหรับผลการเรียนม.6 ถ้าเกรดไม่ถึงตามที่สาขาต่าง ๆ กำหนด จะต้องเรียนปรับพื้นฐานหรือ Foundation ของมหาลัยด้วยนะคะ

3. ใบผลสอบเทียบวุฒิการศึกษาม.ปลายระบบอเมริกัน GED Transcript และ Diploma 😆

*อันนี้ไม่จำเป็นต้องยื่นก็ได้ค่ะ optional แต่มี่ยื่นไปเพราะมีผลสอบเฉย ๆ ค่ะ

4. Portfolio แสดงผลงานที่เกี่ยวกับสื่อต่าง ๆ ทั้งผลงานการทำบล็อค, ผลสอบต่าง ๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศพร้อมผลงาน Advertisement ต่าง ๆ ด้านการทำสื่อที่เป็นงาน Project เกี่ยวกับ Media ที่โรงเรียนด้วยค่ะ เพื่อแสดงให้มหาลัยเห็นว่าเรามี passion ในสาขาที่เราจะเข้าจริง ๆ

5. ผลสอบ IELTS Academic overall 6.5, each component 6.5 ยกเว้น Writing พาร์ทเดียวที่ได้ 5.5 เพราะมหาลัยขอ IELTS overall 6.0 & subscores 5.5 ด้วยค่ะ

6. หน้าพาสปอร์ตที่มี personal information ค่ะ (หน้าแรก)

พาร์ทที่ 2: Macquarie University, Sydney (North Ryde Campus),

New South Wales (NSW), Australia 🇦🇺

รูปรวมของ Macquarie University จ้า 🇦🇺

2. Macquarie University (MQ), Sydney (North Ryde Campus), New South Wales, Australia 🇦🇺 : Bachelor of Media and Communication in Moving Image and Sound Studies มี่ได้ offer มาวันที่ 18 Nov 2019

ที่ MQ จะเรียนตรีทั้งหมด 3 ปีค่ะ แต่ว่า IELTS Writing มี่ต่ำกว่า 6.0 เลยต้องเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ 10 สัปดาห์ที่ English Language Centre (ELC) ของ Macquarie เองค่ะ

มี่จะใช้เวลาเรียนปริญญาตรีและปรับภาษาทั้งหมดที่ MQ เพียง 3 ปีกับ 2 เดือนครึ่งเท่านั้นค่ะ

Email ที่ทางมหาวิทยาลัยส่งมาหาในเช้าวันที่ 21/04/2020 ❤️

วันนี้เป็นวันที่ดีมาก เพราะว่าเป็นทั้งวันเกิดแม่และวันที่มี่ได้อีเมลยืนยันมาจาก Macquarie University 😘

Letter of Offer จาก Macquarie University 🇦🇺

Offer นี้เพิ่งได้มาสด ๆ ร้อน ๆ ตอนเช้าวันที่เขียนบล็อคนี้เลยค่ะ คือวันที่ 21 เมษายน 2020 (ตรงกับวันเกิดของแม่ของมี่พอดีเลยค่ะ 55555) 🥺

หน้าที่ 2 ของ Letter of Offer 🥳

- ทำไมมี่ถึงสมัครที่ Macquarie University ด้วย?

🍦ตอนนั้นมี่มีโอกาสได้อ่านข่าวของ Macquarie จากเอเจนซี่ที่นึงตอนช่วงปิดเทอมเล็กเดือนต.ค.แล้วมี่ก็สมัครไปเลยตั้งแต่ตอนนั้นค่ะ ใช้เวลารอ offer ประมาณ 3 สัปดาห์ และระหว่างรอผลสมัครมี่ก็ไปเดินงาน กพ. (OCSC 2019) ที่สยามพารากอนกับเพื่อนสนิทเราค่ะ (ตี้/ช่านั่นเอง) แล้วเพื่อนเราคุยกับเจ้าหน้าที่มาเค้าบอกว่า "ปีนี้มหาลัยเค้าแจกทุนให้เด็กที่ถือสัญชาติไทยทุกคนจริง ๆ นักเรียนจะได้ส่วนลดค่าเรียน 10,000 AUD ต่อปีการศึกษา (ประมาณ 195,000 บาทต่อปี) จากค่าเทอม 33,000 AUD (ประมาณ 643,000 บาท) ต่อปี จะอยู่ที่แค่ 23,000 AUD (448,000 บาท) ต่อปี โดยแบ่งทุนเป็น 5,000 AUD เพื่อจ่ายสำหรับ 2 เทอม และข้อดีอีกอย่างคือถ้าเรียนที่นี่ก็เรียนป.ตรีแค่ 3 ปีด้วย เท่ากับเราจะได้เก็บส่วนต่างทั้งหมด 30,000 AUD (ประมาณ 585,000 บาท) มาเป็นค่า pocket money, living expenses, accommodation ได้สบาย ๆ เลยค่ะ"

แถมที่ออสเตรเลียให้สิทธิ์นักศึกษาทำงานในระยะเวลา 2 อาทิตย์ได้ 40 ชม. คือเราจะแบ่งอาทิตย์นี้ทำ 22 ชม. อาทิตย์ถัดไป 18 ชม.ก็ได้ค่ะ (ถ้าทำไหวและไม่ตายก่อนอะนะ)

มี่เลือกที่นี่เพราะว่าค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและใช้เวลาเรียนป.ตรีน้อยค่ะ แถมอันดับของมหาลัยเองก็ถือว่าสูงเลยคือตามหลังเครือ Group of Eight (Go8 Universities) ในออสเตรเลีย Macquarie เป็นอันดับที่ 9 ค่ะ นอกจากนี้ Facilities ของมหาลัยเองในด้านการผลิตภาพยนตร์คือเค้ามีโรง IMAX ถึง 2 โรงเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกใช้อุปกรณ์อย่างเต็มที่ด้วยค่ะ

(อันนี้มีคนบอกมาว่ามีมหาลัยรัฐอีกแห่งนึงใน Sydney ที่มาขอใช้โรง IMAX ร่วมกับ Macquarie ด้วย)

ปล. เผา MUIC คือค่าเรียนเบ็ดเสร็จทั้งหมดของ MUIC สาขาเราคือ 1,063,000 บาทตลอดหลักสูตร

คือเพิ่มเงินอีก 400,000 บาท เราสามารถเรียนใน Top 1% University และจบใน 3 ปีกว่าได้เลยอะ

เหมือนจ่ายเงินเพิ่มอีกหน่อยได้มหาลัยระดับสูงกว่าในไทยและซื้อเวลาที่เรียนจบเร็วกว่าเกือบ 1 ปี

จดหมายต้อนรับจาก VC มหาลัยจ้า

ใครที่ขั้นตอนการสมัครเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดแล้วจะได้จดหมายนี้จากมหาลัยจ้า

Scholarship Award ที่มหาลัยจะให้เด็กนักเรียนไทย 🇹🇭

- ทำไมมี่ยังต้องเข้าเรียนภาษาอังกฤษ English Language Centre (ELC) ของมหาลัยอยู่?

🍦 เพราะว่ามหาลัยรัฐในออสเตรเลีย 99% ขอผลสอบ IELTS Overall 6.5 และ each component 6.0 ค่ะ ผลสอบของมี่ section อื่น ๆ ผ่าน English Requirement หมดแต่ตัวมี่เองไม่รอด Writing แค่ตัวเดียวที่ได้ 5.5 เรียนต้องปรับพื้นฐานด้านการเขียน (Writing) ก่อนจะเรียนหลักสูตรปริญญาตรีค่ะ เลยต้องเรียนปรับพื้นฐานการเขียนอีก 10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 20 ชม. ทั้งหมดเป็น 200 ชม.ค่ะ

มี่ยอมรับอย่างแรงว่าตัวเองแทบไม่ถูกกับ Academic Writing เลยค่ะ เพราะเขียนตามหลักภาษาอังกฤษไม่ค่อยถูกว่าต้องเขียนยังไง มันค่อนข้างจะต่างจากภาษาไทยตอนที่ต้องเขียนบทความหรือเรียงความส่งมาก ๆ เลยค่ะ ฉะนั้นคือ Writing เป็นจุดอ่อนของมี่โดยที่ไม่ปฏิเสธเลยค่ะ

แต่คิดว่าการที่เสียเวลาเรียน Writing มหาลัยก็ถือว่าดูคุ้มดีนะคะ เพราะว่ามี่จะได้ปรับแนวคิดของเราเป็นแนวคิดแบบที่มหาลัยต้องการให้เราเขียนและสื่อออกมาด้วย และเสียเวลาเรียนปรับพื้นฐานเฉพาะด้านการเขียนอย่างเดียวแค่ 2 เดือนครึ่งเอง ถือว่าน้อยมาก ๆ ค่ะ และก็ยังจบเร็วกว่าเฉพาะปริญญาตรีของมหาลัยในไทยอยู่ดีค่ะ

(ที่ MUIC หรือมหิดลอินเตอร์ในไทย ถ้าโดนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษส่วนมากจะโดนปรับเลเวลละ 3 เดือนค่ะ เด็กติด PC เลเวล 1-2 กัน คือปรับ 12 เดือนมากที่สุดและ 9 เดือนรองลงมาค่ะ เท่ากับป.ตรี+ปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษจะอยู่ที่เกือบ 5 ปีหรือ 5 ปีกว่าค่ะ เพราะบางคนถ้าสอบตกวิชาเดียวคือโดน repeat เลเวลนั้นซ้ำเลยค่ะ ส่วน PC 3 เรียน 6 เดือนและ PC 4 เรียน 3 เดือนแต่เด็กติด PC 4 มีน้อยมากค่ะ)

ในกรณีที่ยื่นผลสอบ IELTS มาคะแนนน้อยกว่านั้นอีกก็จะโดนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษด้านต่าง ๆ เรียนนานขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ค่ะ อาจจะนานถึง 1 ปีหรือปีกว่าก็ได้เช่นกันค่ะ

แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะเคยคุยกับเจ้าหน้าที่มหาลัย เค้าบอกว่าเด็กไทยที่จบจากหลักสูตรไทยมาทั้งม.ปลาย (ต่อตรี) และปริญญาตรี (ต่อโท) จะมาตายกันตรง no section below than 6.0 เยอะมากโดยเฉพาะตรง Writing ซึ่งมี่ก็คือ 1 ในนั้นค่ะ 55555 ส่วนอีกพาร์ทคือ Speaking ค่ะ แต่อันนี้มี่ผ่าน

(ซึ่งอย่างที่บอกก็คือไม่แปลกค่ะ เพราะเด็กอินเตอร์ไปสอบ Writing มาก็ได้ 6.0 พอดีเป๊ะค่ะ)


- สำหรับ Macquarie University มี่ใช้เอกสารอะไรในการสมัครเรียนบ้าง?

🍦สำหรับตัวมี่เอง มี่เป็นเด็กจากโรงเรียนไทย ภาคไทยปกติเลยค่ะ จะใช้เอกสารดังนี้ค่ะ

1. เรียนจบม.6 มาจะมีใบ Diploma ที่เป็นภาษาอังกฤษจากโรงเรียนและใบประกาศนียบัตรจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.2) จากกระทรวงศึกษาธิการค่ะ 🎓

2. ใบแสดงผลการเรียน (Transcript ภาษาอังกฤษคู่กับปพ. 1 ภาษาไทย) เกรดไทยใช้ระบบอเมริกันคือบน 4.0 scale อยู่แล้ว สาขาที่มี่เข้า ขอเกรดแค่ 2.3 ค่ะ แต่มี่ได้ 3.15 ค่ะ 😁

*สำหรับผลการเรียนม.6 ถ้าเกรดไม่ถึงตามที่สาขาต่าง ๆ กำหนด จะต้องเรียนปรับพื้นฐานหรือ Foundation ของมหาลัยด้วยนะคะ

3. ใบผลสอบเทียบวุฒิการศึกษาม.ปลายระบบอเมริกัน GED Transcript และ Diploma 😆

*อันนี้ไม่จำเป็นต้องยื่นก็ได้ค่ะ optional แต่มี่ยื่นไปเพราะมีผลสอบเฉย ๆ ค่ะ

4. Portfolio แสดงผลงานที่เกี่ยวกับสื่อต่าง ๆ ทั้งผลงานการทำบล็อค, ผลสอบต่าง ๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศพร้อมผลงาน Advertisement ต่าง ๆ ด้านการทำสื่อที่เป็นงาน Project เกี่ยวกับ Media ที่โรงเรียนด้วยค่ะ เพื่อแสดงให้มหาลัยเห็นว่าเรามี passion ในสาขาที่เราจะเข้าจริง ๆ

5. ผลสอบ IELTS Academic overall 6.5, each component 6.5 ยกเว้น Writing พาร์ทเดียวที่ได้ 5.5 เพราะมหาลัยขอ IELTS overall 6.5 & subscores 6.0 ด้วยค่ะ

6. หน้าพาสปอร์ตที่มี personal information ค่ะ (หน้าแรก)

คำถามเพิ่มเติมเผื่อมีคนจะถามละกันน้าาา 🥰


- อะไรที่ทำให้ตัวมี่มั่นใจว่าสายนี้ (Film and Theatre) มันใช่ตัวมี่เองจริง ๆ?

🍦 ตัวมี่เองมารู้ตัวว่าอยากเรียนด้านฟิล์มตอนประมาณม.5 เทอม 2 และแน่ใจขึ้นมาก ๆ ตอนม.6 เทอม 1 ว่ามันต้องใช่เราแน่เพราะเรามีโอกาสได้ทำพวกคลิปโฆษณา,หนังสั้น,ละครสั้นอะไรแบบนี้ หน้าที่เราหลัก ๆ เป็นคนเขียนบทและเค้าโครงเรื่องคร่าว ๆ (screenwriter) คู่กับเรียงสถานการณ์ว่าจะให้อันไหนมาก่อนมาหลัง (screenplay) แล้วก็มีหน้าที่สื่อสารกับเพื่อนว่าอยากให้การแสดงออกมาเป็นแบบไหนด้วย ส่วนพีชจะทำหน้าที่เป็น director กับตัดต่อ (editor) เพราะพีชเป็นคนตัดงานเร็วมากกว่ามี่ เลยให้พีชมาช่วยตรงนี้แทน

และตอนหลังมาช่วงก่อนปิดเทอมม.6 มี่ได้ทุนเรียนด้านการแสดงฟรี 1 คอร์ส (Conduct in English) จาก Teacher Loni Berry ด้วยค่ะ (Teacher. Loni จบด้านการแสดงป.ตรีจาก Brown University และป.โทจาก Yale School of Drama ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League ระดับท็อปของโลกและอเมริกาค่ะ เคยเป็น Instructor ที่ MUIC แต่ลาออกมา 6 ปีแล้วค่ะ) 

ประกอบด้วยมี่เป็นคนชอบเขียนเล่าเรื่องราวอยู่แล้ว เพราะมี่ทำบล็อคลง minimore มาตั้งแต่ม.4 แล้วก็ยังทำมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันเพียงแต่ว่ามี่มาทำเว็บไซต์ของตัวเองแทนแล้ว

ตอนมี่ทำงานพวกนี้กับเพื่อน ๆ ก็คือสนุกมาก ๆ เลยนะประกอบกับเหตุผลข้างบนคือมี่เป็นคนชอบดูหนังมากกก ดูอาทิตย์ละ 1-2 เรื่องเลยอะ บางทีถ้าหนักหน่อยอาจจะดูได้ถึง 4 เรื่องเลย 5555 ละบ้านอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลด้วยแค่เดินออกจากบ้านมา 7 นาทีก็ถึงห้างแล้ว ไม่ต้องต่อรถหรือนั่งมอเตอร์ไซค์เลย มี่เลยสมัคร MPass ไว้คือใช้คุ้มมาก อิอิ และมี่ก็ทำเป็นสมุดสะสมตั๋วหนังเลย  ถ้าเรื่องไหนชอบมากก็ดูขั้นต่ำ 3 รอบ แต่ปีที่แล้วสถิติสูงสุดคือได้ Avengers: Endgame 5 รอบ ต่อมาด้วย Midway 4 รอบ ดูจนคนที่บ้านถามว่า "ไปดูอะไรเยอะแยะขนาดนั้น รวยมากหรือไง ไปช่วยเพิ่มเงินให้คนทำหนังหรอ เค้ารวยกว่าเราอยู่แล้วนะ ;_;" ก็คนมันชอบปะล่ะ แหม เหน็บเก่งจริงแม่คุณ 55555


- แล้วถ้าเลือกได้จริง ๆ ระหว่าง 3 มหาวิทยาลัยนี้แบบไม่มีเงื่อนไขสักอย่างทั้งเรื่องความเป็นห่วงของที่บ้าน ค่าเทอมต่าง ๆ มี่จะเลือกไปที่ไหน?

🍦 มี่เลือกไปที่ Victoria University of Wellington แน่นอนค่ะ เพราะว่ามี่ชอบสภาพแวดล้อมของนิวซีแลนด์มากที่สุดใน 3 ประเทศนี้ และนิวซีแลนด์เป็น Windy City ค่ะ Wellington นี่ถือว่าเป็น The Windiest City In The World เลยค่ะ ลมอยู่ที่ 29.6 km/hour ค่ะ และยังเป็นเมืองหลวงที่อยู่ทางใต้ประเทศมากที่สุดในโลกอีกด้วย มี่ชอบอยู่ที่ ๆ อากาศเย็น ๆ ค่ะ และตัวสภาพแวดล้อมเองหรือผู้คนในดินแดนแกะแห่งนี้ยังมีความเป็นมิตรสูงมากอีกด้วยนะคะ เค้าแทบไม่ racist คนต่างชาติพันธุ์เยอะแบบประเทศอื่น ๆ อาจจะเป็นเพราะประเทศเค้าคน White กับ Maori อยู่ร่วมกันอย่างมิตรฉันท์ได้ (มี่เคยเรียนที่โรงเรียนมาคือตอนที่พวกผิวขาวเข้ามาอยู่ เค้าขอเซ็นสัญญากับชาวเมารีโดยจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและพัฒนาประเทศไปพร้อม ๆ กันค่ะ) เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยค่าถ้าเห็นทั้งคนผิวขาวและชาวเมารีเป็นเพื่อนกัน เรียนด้วยกัน ไม่แบ่งแยกกันเลย มี่ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ นะคะ และอีกอย่างนึงคือเพื่อนมี่ที่เป็นคนเอเชียน (ญี่ปุ่น,เกาหลี) เค้าเรียนต่อ High School ที่นิวซีแลนด์ 3 ปีค่ะแต่เค้าจะกลับไปต่อมหาลัยในญี่ปุ่นนะคะ เพื่อนเล่าให้ฟังว่าสนุกมากค่ะ ตั้งแต่เค้าอยู่มา 2 ปีกว่ายังไม่เจอการถูกเหยียดอะไรเลยค่ะ

แล้วอีกอย่างคือ.. อยากตามรอย Taika Waititi ค่ะ เผื่อลุงแกมาเป็น Special Guest หรือ Lecturer ที่มหาลัย อยากเจอมาก ๆ 🤓


- ถ้าอยากอ่านประสบการณ์เรียนภาษาอังกฤษที่ NZLC Auckland, New Zealand ของมี่จะอ่านได้ที่ไหน?

🍦สามารถอ่านประสบการณ์เรียนภาษาอังกฤษใน Auckland, New Zealand ได้ ที่นี่ เลยค่ะ

และถ้าสนใจจะอ่านประสบการณ์ของตัวมี่เองตอนไปเรียนภาษาอังกฤษที่ Canterbury, Kent, the UK ก็สามารถอ่านได้ ที่นี่ เช่นกันนะคะ

ฝากกดไลก์และกดแชร์เพจของมี่บนเฟสบุ๊กที่ Askmiemasi ด้วยนะคะ

*ถ้าคลิกหาลิงก์แล้วเข้าไม่ได้ ให้ search หาชื่อเพจใน Facebook Application เอาน้า


- ระดับภาษาอังกฤษประมาณไหนถึงสามารถสมัครเข้าหลักสูตรนานาชาติในไทยและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ด้วย?

🍦มี่สอบ IELTS Academic ตอนก่อนเปิดเทอมม.6 (เดือนเมษายน 2019) ก็คือพร้อมมาประมาณนึงแล้วค่ะ มี่ได้ overall 6.5 (CEFR B2 Upper-intermediate และเป็น borderline กับ C1 Advanced) มี่ได้ Listening 6.5, Reading 6.5, Speaking 6.5 และ Writing 5.5 ค่ะ ด้าน Writing มี่ไม่ถึงเกณฑ์ Fast track ของ MUIC ก็เลยเข้าสอบ Writing Essay ของมหาลัยโดยตรงค่ะ มี่สอบข้อเขียนมหาลัยมาทั้ง 2 ครั้งก็คือติด College เลยทั้ง 2 รอบค่ะ เพราะ MUIC เป็นมหาลัยรัฐบาลที่เดียวที่มีแบ่งว่าติด Pre-college (ปรับพื้นฐานภาษา) หรือติด IC (เข้าเรียน College ไม่ต้องปรับพื้นฐาน) เป็นระบบมหาลัยของต่างประเทศค่ะ เป็นอินเตอร์เต็มสูบเลย และมี่ก็สอบ GED (General Educational Development) หรือสอบเทียบวุฒิระบบอเมริกันผ่านควบคู่กับเรียนในระบบโรงเรียนไทยไปด้วยค่ะ มี่เลยคิดว่าตัวมี่เองก็คงมีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษที่ดีอยู่แล้วพอสมควร ส่วนพื้นฐานด้านการเขียนของมี่เองไม่ถนัดด้าน Academic Writing มากนักค่ะ แต่ก็พยายามฝึกเขียนมาเรื่อย ๆ นะคะ 


- สุดท้ายแล้วมี่ได้เรียนต่อปริญญาตรีที่ไหน?

🍦ตามที่มี่เล่าเลยน้าาาา คือที่บ้านมี่เป็นห่วงมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะว่ามี่เองเป็นเด็กผู้หญิงและเค้าเลี้ยงมาเหมือนไข่ในหินอะ 55555 มี่ก็คงได้เรียนในไทยไปก่อนนี่แหละ ก็คือ Mahidol University International College (MUIC) หรือมหิดลอินเตอร์นั่นเองค่ะ สาขา Media and Communication ค่าาาา ที่โชคดีมากคือ... "MUIC เป็น Partner Universities กับทั้ง Victoria University of Wellington และ Macquarie University นั่นเองค่ะ!!!"

ที่นี่สามารถเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้สูงสุด 2 ปีค่ะ แต่ไม่ได้ Dual Degree นะคะ ได้แค่ของ MUIC ที่เดียวค่ะ ตัวเกรดจะมีทั้งของ MUIC และ Host University ที่เราไปแลกเปลี่ยนค่ะ

ยังไงก็ตามมี่ลองถามคุณป้ามาว่าถ้าสมมุติตอนนั้นมี่สามารถ make sure ให้เค้ามั่นใจได้แล้วว่ามี่ดูแลตัวเองได้แล้วจริง ๆ คุณป้าโอเคให้ไปที่ไหน

คุณป้าบอกว่า.. "โอเคกับแค่อังกฤษกับนิวซีแลนด์ค่ะ เพราะเค้าเห็นว่ามี่เคยไป 2 ประเทศนี้มาแล้วและคุณป้าของมี่เคยอยู่ที่เมือง Exeter ถึง 1 ปีเลยค่ะ"

  ถ้าในอังกฤษที่เป็น Partner Universities กับ MUIC มี่ดูไว้ 3 ยูคือ 
1. University of Sussex 
2. Oxford Brookes University 
3. Northumbria University ค่ะ 
เพราะ 3 ที่นี้ถือว่ามีชื่อเสียงด้าน Film มากค่ะ และทางเจ้าหน้าที่ ual ก็แนะนำมี่ไว้ด้วย   

สารภาพจากใจจริงนะ มี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมอาปัคบอย (ลุง) กับป๊า (พ่อ) มี่ถึงได้ไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่ยังไม่จบปริญญาตรี อาปัคบอยไป Florida ที่อเมริกาตอนป.ตรี ส่วนป๊าไปเรียนต่อ High School ที่สิงคโปร์ค่ะ แต่กู๊ (ป้า) ได้ไปอังกฤษหลังจากจบป.ตรีในไทยแล้ว 555555

(เรากำลังตามรอยป้าอ่อ...)

ส่วนน้องสาวของมี่ ตอนนี้กำลังเรียนโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษค่ะ เป็นโรงเรียนเครือ Cognita บอกแค่นี้แล้วกันนะคะ ไม่เจาะจงสาขาน้า ขอให้น้องได้ไปเรียนต่อต่างประเทศตอน High School หรือ Undergraduate แล้วกันค่ะ 🥰


- หลังจากจบปริญญาตรีแล้วมี่มีแพลนจะเรียนต่อปริญญาโทด้วยมั้ย?

🍦มี่มีแพลนจะต่ออย่างแน่นอนแล้วค่ะ เพราะว่าคุณป้าเค้าสัญญาไว้ตั้งแต่ม.2 แล้วว่ายังไงปริญญาโทเค้าให้ไปต่อต่างประเทศแน่นอน อยากจะเรียนอีกกี่ใบก็เรียนไปเลยค่ะ (ถ้าตัวมี่เองเรียนไหวนะ) เค้าถามด้วยว่าจะต่อถึงเอกเลยมั้ย และป้าเค้าก็ตัดบทว่า "แบบมี่คงไม่ต่อถึงเอกหรอก คงเรียนโท 2 ใบมากกว่า" ซึ่งจริงค่ะ 55555 เพราะยังไม่รู้เลยว่าถ้าจะต่อเอกจะเลือกเรียนอะไรดี

มี่มีแพลนจะต่อโทที่ University of the Arts London, London, the UK ประเทศอังกฤษค่ะ

ที่นี่ (ual) แบ่งเป็น 6 colleges ได้แก่ Camberwell College of Arts, Central Saint Martins, Chelsea College fo Arts, London College of Communication, London College of Fashion และ Wimbledon College of Arts ค่ะ แต่ถือเป็น 1 university คือ ual เท่านั้นค่ะ

มี่สนใจจะเข้าอยู่แค่ 2 colleges แต่ก็มีหลายสาขานะคะ ส่วนมากก็วนเวียนอยู่ในภาพยนตร์นั่นแหละค่ะ 55555 :

1. London College of Communication (เรียกย่อว่า "ual: lcc" นะคะ) เป็น College ที่รวมศูนย์สาขาของนิเทศศาสตร์เลยค่ะ

สาขาที่มี่สนใจคือ MA Film| MA Screenwriting| MA Sound Arts|MA Media, Communications and Critical Practice เรียนทั้งหมด 1 ปีกับ 3 เดือน 

2. Central Saint Martins (เรียกย่อว่า "ual: csm" นะคะ) เป็น College ที่ถือว่าดังทั้งด้าน Fashion (หรือพวก Fashion Communication แต่ตัวมี่เองจะมาทางสายภาพยนตร์จ๋าเลยซะมากกว่าค่ะ) และ Acting ค่ะ ดาราชาวอังกฤษหลายคนก็จบมาจาก Drama Centre London, CSM เช่นกันค่ะ audition นี่ถือว่าโหดมากแต่ยังอาจจะสู้พวก CSSD หรือ Guildhall (GSMD) ไม่ได้ 

มี่สนใจ MRes Art: Moving Image หรือ MA Dramatic Writing เรียน 2 ปี| MA Screen: Directing เรียน 1 ปี ค่ะ

ส่วนในอเมริกาเอง มี่สนใจเป็น American Film Institute (AFI), NYU TISCH ค่ะ แต่คงได้ไปอังกฤษมากกว่าเพราะว่าคนจ่ายเงินเค้าไม่ค่อยชอบอเมริกาเท่าไหร่ค่ะ 55555


สำหรับใครที่มีคำถามหรืออยากให้ใส่ข้อมูลอะไรเพิ่มในนี้ บอกกันได้นะคะ
- Facebook Page: Askmiemasi (click) ฝากกดไลก์เพจกับโพสต์ และกดแชร์บล็อคที่ชอบด้วยนะคะ
- Twitter: @askmiemimimi (click) ติดตามหน่อยนะคะ จะรีทวิตหรือกดหัวใจก็ได้ค่ะ
- Instagram: askmiemasi_th (click) ขอฟอลมาก่อนนะคะ ถึงจะสามารถ direct มาถามได้ค่ะ

  ช่วงนี้อาจจะมีตอบช้าหรือตอบไม่ทันใจลูกเพจบางคนนะคะ 
 ช่วงนี้เราไม่ค่อยอยากเข้ามาเช็ค social media บ่อย ๆ แล้วค่ะ เราคุยกับใครแล้วเรารู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย รู้สึกว่าคนเหล่านั้นดึง energy เราไปเยอะมากบอกไม่ถูก ขอทำอะไรที่รู้สึกสบายใจก่อนนะคะ แล้วอาจจะกลับมา active กว่านี้ค่ะ ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ 🥰

วันที่อัพบล็อค: 21 เมษายน 2020

อัพเดทข้อมูล: 24 เมษายน 2020


- เจ้ามี่ -

🍦

©2018 - present

askmiemasi_th or mie dyasha 🍦

proudly created by mie dyasha