©2018 - Present by Askmiemasi_th (Mie Dyasha).

Proudly created with Wix.com 🍦

  • Mie_Dyasha

How to apply for MUIC & FAQ 🇹🇭 (Macquarie 🇦🇺 and Victoria U of Wellington aussi! 🇳🇿)

Updated: Mar 24


ภาพ university offers ของมี่เองค่ะ 🥳

มาเริ่มกันเลย!

ภาพอาคารอทิตยาทร ตึกเรียนนานาชาติของมหิดล (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

สวัสดีค่ะทุกๆ คน :) วันนี้มี่กลับมากับการสอบเข้าเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในหลักสูตรนานาชาติหรือ International Programme ที่ "วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล" หรือคนอาจจะเรียกว่า "MUIC" (มูอิค/มิวอิค/เอ็มยูไอซี) ย่อมาจาก Mahidol University International College ในประเทศไทยนั่นเองค่ะ ^^

สำหรับตัวมี่เอง มีโอกาสได้สอบเข้าที่นี่ถึง 2 รอบเลยค่ะ โดยรอบแรกมี่ใช้วุฒิ GED หรือ General Educational Development คือการสอบเทียบวุฒิของระบบอเมริกัน (แต่สละสิทธิ์เพื่อกลับมาศึกษาต่อชั้นม.6 ให้จบ) และอีกรอบโดยการใช้วุฒิการศึกษาตอนปลาย

หรือวุฒิม.6 เหมือนเด็กโรงเรียนไทยปกตินั่นเองค่ะ ก็เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆ หรือน้องๆ ที่จะสอบเข้าที่นี่ในอนาคตที่นี่ได้อ่านกันค่ะ

ภาพภายในตึกเรียน MUIC 😃 (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

สำหรับการสอบเข้าที่นี่หลักๆ จะใช้แค่ผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ (IELTS, TOEFL IBT หรือ Pearson PTE Academic) และการวัดทักษะทางคณิตศาสตร์ (SAT Math หรือ ACT ก็ได้) สำหรับรายละเอียดจะขอพูดถึงตรงข้างล่างนะคะ และจะพูดถึงการปรับพื้นฐานที่เรียกว่า Pre-college (PC) สำหรับภาษาอังกฤษและ The Mathematical Foundations Programme (MP) สำหรับวิชาคณิตศาสตร์ในสาขาที่ต้องใช้เลขด้วยค่ะ

โดยที่มี่เลือกเข้าที่ MUIC เพราะเป็นนานาชาติในไทยที่เป็นระบบนานาชาติอย่างเต็มสูบมากกว่าที่อื่นๆ ค่ะ และชื่อเสียงของฝั่งนานาชาติมีมายาวนานมากที่สุดค่ะ (เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราเองนะคะ ไม่ต้องมาทะเลาะกับเราค่ะ 5555)

ปล. น้อง ๆ ที่จะเข้า MUIC หรือเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่เรียนอยู่ MUIC มารวมตัวกันที่นี่ได้เลย แต่ต้องตอบคำถามพี่ให้ครบ 3 ข้อและกด agree กฎกลุ่มด้วย ไม่งั้นไม่รับทุกกรณีเด้อ อย่าคิดแต่กดส่ง ๆ มาละเราให้เข้าหมดนะ เรา decline รัว ๆ อย่างเดียวเท่านั้นจ้าเข้ามารวมตัวที่ กลุ่มนี้ ได้เลยนะคะ

นอกจากนี้จะมาแชร์ประสบการณ์การยื่นเข้าศึกษาต่อที่ Macquarie University (Sydney, Australia) 🇦🇺 และ Victoria University of Wellington (Wellington, New Zealand) 🇳🇿 ด้วยค่ะ แต่คงได้เรียนในไทยก่อน 555 แล้วค่อยไปเรียนต่อต่างประเทศตอนป.โทแทนค่ะ ที่บ้านบอกว่าจะเรียนโทกี่ใบ จะต่อเอกไปเลยถ้าเรียนไหวก็ไม่มีใครว่าค่ะ อิอิ และเรารู้แล้วว่าตอนโทเราจะต่ออะไรที่ไหน และ MUIC คงสามารถพัฒนาศักยภาพของเราให้ไปถึงเป้าหมายของมี่ในอนาคตได้ค่ะ


พื้นหลังการศึกษาและพื้นฐานภาษาอังกฤษของมี่ตอนมี่สอบเข้า MUIC ทั้ง 2 รอบ :


- เรียนโรงเรียนเอกชนคาทอลิกมา 12 ปี เป็นโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร (ไม่ต้องเดา เราไม่บอกจ้า 555) แผนการเรียนภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ไม่เคยไปแลกเปลี่ยนระยะยาวแต่เคยไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศอังกฤษ (3 สัปดาห์) และนิวซีแลนด์ (1 เดือน) โดยเรียนหลักสูตรไทย โรงเรียนไทย ไม่ใช่ EP หรืออินเตอร์แต่อย่างใดค่ะ

- ภาษาอังกฤษจากการสอบ IELTS ได้ Overall 6.5, Listening 6.5, Reading 6.5, Speaking 6.5 แต่ Writing 5.5 ส่วนการสอบ IELTS รอบแรกของเรานั้นเราสอบเพื่อหาที่เรียนภาษาอังกฤษต่อนั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นมันเป็นรอบแรกของเราจริง แต่เรายังไม่ได้รู้จักข้อสอบดีพอหรือเตรียมตัว/ทำแบบฝึกหัดอย่างทุ่มเทและจริงจังขนาดนั้น เราไปสอบเล่นๆ มากกว่าเพราะป้าเราเค้าบอกว่าไปสอบ IELTS เลยมันดีกว่าตรงที่เวลาจะหาที่ติวต่อ เค้าจะได้ไม่พยายามกดเลเวลเราให้ต่ำลงด้วยการใช้ Placement Test ของทางสถาบันค่ะ (แต่เราไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้นะคะ เพราะว่าบางคนอาจจะมองว่าเสียเงินเปล่าได้ และไม่ควรไปสอบถ้าไม่รู้จักข้อสอบจริงๆ ค่ะ) ใครอยากจะนับว่าเคยสอบมาแล้วก็นับไปค่ะ แต่ข้อสอบรอบแรกเราขอพูดตรงๆ ว่าครูที่เค้ารู้จักระดับภาษาของเรา (ทั้งคนไทยและต่างชาติ) และข้อสอบบอกว่ามันยังวัด Potential เราไม่เต็มที่ค่ะ

- ในด้านทักษะการเขียน (Writing Essay) ภายหลังที่โรงเรียนเราจะมีอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านนึงที่เคยทำงานที่ UN เรียนจบป.ตรีจากธรรมศาสตร์ สาขาวรรณคดีอังกฤษมาและได้ทุนเรียนต่อป.โทเต็มจำนวนที่ Rice University Texas ที่อเมริกาด้านการสอนภาษาอังกฤษ ตรวจงานเขียนเราแล้วให้ B+ ตลอดมาค่ะพร้อมกับ positive comments ตลอดค่ะ เราเลยเบาใจไปได้แล้วด้วยส่วนนึง

- ในทักษะการพูดภาษาอังกฤษของเราหรือการสัมภาษณ์ไม่ได้เป็นปัญหาของเราค่ะ เพราะเคยได้ Cambridge: Preliminary English Test (PET B1) ได้ Full Score in Speaking 170 คะแนน เทียบเท่า IELTS 6.0 ค่ะและ IELTS Speaking 6.5 ซึ่งอยู่ในระดับ B2 Upper-intermediate to C1 Advanced ค่ะ

- ภาษาอังกฤษของมี่ดีพอที่จะสอบ GED (General Educational Development) หรือ US High School Equivalency Diploma ผ่านได้ในรอบเดียวหลังจากที่รุ่นพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัยรัฐ หลักสูตรนานาชาติแต่เรียนจบไปแล้ว (เคยเรียนนิวซีแลนด์ตอนม.ปลาย) มาช่วยติวให้ แม้จะไม่เคยไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกาหรือเรียนต่างประเทศมาและเรียนโรงเรียนไทย หลักสูตรฝั่งไทยมาตลอดชีวิตค่ะ

เกริ่นก่อนเลยนะว่า... มหาลัยทั้งหมด 3 ที่ของมี่ มี่เลือกมาแนว ๆ Media หรือ Film หมดเลยนะ สำหรับรายละเอียดของแต่ละมหาลัยสามารถอ่านข้างล่างได้เลยจ้า

1. MUIC : Bachelor of Communication Arts in Media and Communication

2. Victoria University of Wellington : Bachelor of Arts in Film and Theatre

3. Macquarie University : Bachelor of Media and Communication in Moving Image and Sound Studies 


ก่อนที่จะอ่านรีวิวทั้งหมดเกี่ยวกับ MUIC มี่ขอลงตอนที่มี่ได้ offers จาก 2 ยูในต่างประเทศ (ประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย) ด้วยน้า 

1. Victoria University of Wellington (VUW), Wellington, New Zealand 🇳🇿 : Bachelor of Arts in Film and Theatre มี่ได้ offer มา 14 Nov 2019 ที่ VUW จะเรียนปริญญาตรีทั้งหมด 3 ปีและ Fast Track Foundation 6 เดือนกับทาง UP Education - เรียนทั้งหมด 3 ปีครึ่งค่ะ  - ทำไมมี่ถึงสมัครสาขา Film and Theatre ที่ VUW ล่ะ? 🍦ตอนเมษาปี 2018 มี่มีโอกาสได้มาเรียนภาษาอังกฤษที่ NZLC อ๊อคแลนด์, นิวซีแลนด์ 🇳🇿 ทำให้มี่รู้ว่ามี่ชอบนิวซีแลนด์มาก ๆ เลยนะ แต่คิดว่า Wellington น่าจะดีกว่า Auckland ทั้งที่ไม่เคยไปหรอก (อย่าเข้าใจผิดนะ เมืองหลวงของนิวซีแลนด์คือ Wellington และเมืองที่ใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์คือ Auckland อ่านว่า "อ๊อค-แลนด์" ไม่ใช่ "โอ๊ค-แลนด์" อันนั้นมันชื่อเมือง Oakland ใน California ในอเมริกาแล้วจ้า คนไทยออกเสียงผิดเยอะมาก) มี่อยู่แต่ในตัวเมือง Auckland และชานเมืองอย่าง Glenfield และไปเที่ยว Rotorua มา มี่สนใจด้านสาย Arts มากกว่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อาจจะเพราะตัวเราเองเรียนสายภาษามาด้วย และมีโอกาสได้คุยกับคนกีวีก็คือ Teachers ที่สอนมี่ที่ NZLC ด้วย เค้าบอกว่าถ้าสนใจแนว Arts หรือ Media เงี้ย Victoria University of Wellington มันดังกว่า University of Auckland (คนที่นี่เรียกว่า UoA) อยู่แล้ว เพราะผลงานในตลาดมันเยอะกว่า แต่ถ้าจะเข้าพวกสายวิชาการจ๋าแบบ Law, Engineering, Education อะ UoA ดังกว่า และเหมือน Asian University มากเพราะเด็กเอเชียนเต็มไปหมด โดยเฉพาะเด็กจีน 5555555 ละที่มี่รู้สึกคือนิวซีแลนด์มันเหมาะกับเราอะ เพราะว่าเราเป็นคนชอบธรรมชาติ ออกแนว introvert หน่อย ไม่ค่อยชอบวุ่นวายกับคนมาก ๆ เพราะเราเหนื่อย โลกส่วนตัวเรามันสูงด้วยแต่เราทำงานร่วมกับคนหมู่มากด้วย ละประเทศนี้มันไม่ได้มีแสงสีเยอะมากมายแบบอเมริกา,อังกฤษอะไรแบบนี้ไง มี่เลยคิดว่ามันน่าจะโอเคแหละถ้าที่บ้านจะปล่อยเราไปเรียนต่างประเทศจริง ๆ    ละที่มี่เลือกสายนี้...เพราะว่าตอนนั้นย้อนไปตอนปี 2014 มี่ชอบดูหนังของจักรวาล MCU มาก ๆ (Marvel Studios) นั่นแหละ เริ่มชอบมาจาก Captain America: The Winter Soldier ละชอบเคมีของ Scarlett Johansson กับ Chris Evans มาก เลยกลายเป็น Evansson กับ Romanogers ไปโดยปริยาย และตอนนั้นที่มี่ดู Thor: Ragnarok หรือภาค 3 ในปี 2017 มา มี่รู้สึกว่าโทนภาคนี้มันเตะตามากเพราะภาคก่อน ๆ ของ Thor จะออกแนวหม่น ๆ หน่อย เลยสงสัยว่าใครกำกับ Thor 3 (และในอนาคตจะกำกับ Thor 4 ที่ฉายในปี 2021 ด้วย) คนนั้นก็คือ Taika Waititi นั่นเองค่ะ ค้นไปค้นมาก็เจอว่าแกเป็นคนนิวซีแลนด์ (เป็นคนกีวี แต่มีเชื้อสายเมารีและ white ด้วย) ลุงไทก้าเรียนจบจาก VUW มา สาขา Theatre เหมือนกัน ลุงแกก็เลยเป็น inspiration ให้มี่อยากเรียนที่นี่ เพราะดูประวัติลุงแกมาก็ไม่ธรรมดาเลยนะ คือลุงแก directing, screenwriting, acting, ทำ motion capture ก็เป็น คนมันต้องเทพเบอร์ไหนถึงทำได้เกือบทุกอย่างแล้วมีพวก le sens de l'humour ได้ด้วยอะ (ภาษาอังกฤษเค้าเรียก sense of humour) มี่เลยรู้สึกแบบ... เห้ย เราอยากเก่ง ๆ แบบลุงไทก้าบ้างอะ เลยรู้สึกว่าลุงแก talented มากและด้วยเพราะทาง alma mater แกเปิดกว้างทางด้านความคิดมากกว่ามหาลัยในไทยอย่างแน่นอน มี่เลยคิดว่าเราควรไปเรียนที่ไหนที่ส่งเสริม potential เราให้ไปถึงฝันด้วยหรือเปล่า เพราะตัวมี่เองเป็นคนที่เวลาชอบอะไรมาก ๆ แล้วคือทุ่มสุดตัวไปเลยอยากอยู่ที่ ๆ เค้าสนับสนุนเราและเราพร้อมที่จะก้าวหน้าและพัฒนาตัวเองไปกับเค้าด้วย

นี่คือ Taika Waititi กับ Oscars และบทของลุงแกใน Jojo Rabbit

   หลังจากได้ offer มาเดือนพ.ย. 2019 มี่ก็รอดูงาน The Oscars (Academy Award) 2020 ตอนเดือนกุมภา ปีนี้เรื่องของลุงไทก้าได้เข้าชิงคือ Jojo Rabbit ที่มีแม่เค้าเองงง อย่าง Scarlett Johansson มารับบทด้วย สรุปคือลุงแกปังมาก!!! ลุงไทก้าแกได้ Best Adapted Screenplay กลับบ้านแกที่นิวซีแลนด์เว้ย!! ละมีคลิปที่แม่ Brie เราถ่ายมาคือเหมือนลุงแกซ้อมเอารางวัล Oscars วางไว้ที่พื้นละขยับตัวไปมา เหมือนซ้อมเอารางวัลนั่งเครื่องบินเพื่อกลับบ้านอะ (อเมริกาและนิวซีแลนด์มีไฟล์ทบินตรงระหว่างประเทศของ Air New Zealand จ้า ตอนนั้นที่เราอยู่อ๊อคแลนด์เราเจอป้ายเต็มไปหมดว่ามีเที่ยวบินตรงถึง 32 เที่ยวบินต่ออาทิตย์ 55555) ตอนมี่เห็นคลิปคือขำมาก 55555 ติสแตกกว่านี้ไม่มีอีกแล้วเด้อ มี่รู้สึกแบบดีใจกับลุงไทก้ามาก ๆ และความฝันเราตอนนั้นคือเราต้องเจอกับลุงแกให้ได้แล้วเราอยากทำหนังติสแตกไปกับแกด้วย 555555

- ทำไมในนิวซีแลนด์เราต้องเรียน Foundation ด้วย?

🍦คืออย่างงี้นะ ในไทยเราเรียนภาคบังคับแค่ 12 ปีไง เราจบแค่ม.6 ซึ่งมันคือ Grade 12 แต่ในเด็กนิวซีแลนด์เค้าเรียนกันถึง Year 13 ถ้าจะต่อมหาลัยอะ ระบบนิวซีแลนด์จะคล้ายอังกฤษคือเรียน Year 13+ตรี 3 ปี แต่ไทยเราใช้ระบบอิงอเมริกันคือเรียน 12 ปีและมหาลัย 4 ปี แต่ถ้าจะเข้าพวกสายแนวอาชีวะหน่อยมันจะเป็น Institute of Technology แทน ที่ดัง ๆ ก็พวก Unitec เด็กนิวก็เรียนถึงแค่ Year 12 ละต่อมหาลัยเลยก็ได้  เพราะฉะนั้นเด็กจากโรงเรียนไทยจ๋าแบบเราก็ต้องเข้า Foundation กับ UP Education แต่ดีที่ว่าเกณฑ์ภาษาอังกฤษของมี่เกินเกณฑ์เค้าไปเกือบหมดเลย คือ VUW ขอ Overall 6.0 with no elements lower than 5.5 ซึ่งมี่เอง Overall 6.5 และทุกพาร์ท 6.5 ยกเว้น Writing ได้ 5.5 ซึ่งก็ผ่านเกณฑ์ไปหมดแล้ว แปลว่าเค้ามั่นใจว่าภาษาเราเรียนได้แน่นอน มี่เลยได้เรียน Fast Track Foundation คือฟาวด์สั้นสุดแค่ 6 เดือนเลย เท่ากับเรียนทั้งหมด 3 ปีครึ่งคือจบตรีแล้วอะ  แต่!!! ถ้าใครสนใจจะเข้า UoA คือมี Fast Track แบบเดียวคือระยะเวลา 10 เดือน (1 ปีการศึกษา) เท่านั้นนะ เพราะเค้าต้องการปรับให้เด็กเป็นหัวกะทิจริง ๆ ก่อนเข้ามหาลัยอีก 3 ปี ทั้งหมดก็ 4 ปีเต็มแบบมหาลัยในไทยเลยจ้า

2. Macquarie University (MQ), Sydney (North Ryde Campus), New South Wales, Australia 🇦🇺 : Bachelor of Media and Communication in Moving Image and Sound Studies มี่ได้ offer มาวันที่ 18 Nov 2019 ที่ MQ จะเรียนตรีทั้งหมด 3 ปีค่ะ แต่ว่า IELTS Writing มี่ต่ำกว่า 6.0 เลยต้องเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ 10 สัปดาห์ที่ English Language Centre (ELC) ของ Macquarie เองค่ะ

- มี่จะใช้เวลาเรียนปริญญาตรีและปรับภาษาทั้งหมดที่ MQ เพียง 3 ปีกับ 2 เดือนครึ่งเท่านั้นเองค่ะ - ทำไมมี่ถึงสมัครที่ Macquarie University ด้วย? 🍦ตอนนั้นมี่มีโอกาสได้อ่านข่าวของ Macquarie จากเอเจนซี่ที่นึงตอนช่วงปิดเทอมเล็กเดือนต.ค.แล้วมี่ก็สมัครไปเลยตั้งแต่ตอนนั้นค่ะ ใช้เวลารอ offer ประมาณ 3 สัปดาห์ และระหว่างรอผลสมัครมี่ก็ไปเดินงานกพ. (OCSC 2019) ที่สยามพารากอนกับเพื่อนสนิทเราค่ะ (ตี้นั่นเอง) แล้วเพื่อนเราคุยกับเจ้าหน้าที่มาเค้าบอกว่าปีนี้เค้าแจกทุนให้เด็กที่ถือสัญชาติไทยทุกคนจริง ๆ นักเรียนจะได้ส่วนลดค่าเรียน 10,000 AUD ต่อปีการศึกษา (ประมาณ 195,000 บาทต่อปี) จากค่าเทอม 33,000 AUD (ประมาณ 643,000 บาท) ต่อปี จะอยู่ที่แค่ 23,000 AUD (448,000 บาท) ต่อปี โดยแบ่งทุนเป็น 5,000 AUD เพื่อจ่ายสำหรับ 2 เทอม และข้อดีอีกอย่างคือถ้าเรียนที่นี่ก็เรียนป.ตรีแค่ 3 ปีด้วย เท่ากับเราจะได้เก็บส่วนต่างทั้งหมด 30,000 AUD (ประมาณ 585,000 บาท) มาเป็นค่า pocket money, living expenses, accommodation ได้สบาย ๆ เลยค่ะ แถมที่ออสเตรเลียให้สิทธิ์นักศึกษาทำงานในระยะเวลา 2 อาทิตย์ได้ 20 ชม. คือเราจะแบ่งอาทิตย์นี้ทำ 8 ชม. อาทิตย์ถัดไป 12 ชม.ก็ได้ค่ะ มี่เลือกที่นี่เพราะว่าค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและใช้เวลาเรียนป.ตรีน้อยค่ะ แถมอันดับชองมหาลัยเองก็ถือว่าสูงเลยคือตาม Group of Eight (Go8 Universities) เป็นอันดับที่ 9 ค่ะ นอกจากนี้ Facilities ของมหาลัยเองในด้านการผลิตภาพยนตร์คือเค้ามีโรง IMAX ถึง 2 โรงเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกใช้อุปกรณ์อย่างเต็มที่ด้วยค่ะ 

คำถามเพิ่มเติมเผื่อมีคนจะถามละกันน้าาา 

- อะไรที่ทำให้ตัวมี่มั่นใจว่าสายนี้ (Film and Theatre) มันใช่ตัวมี่เองจริง ๆ? ตัวมี่เองมารู้ตัวว่าอยากเรียนด้านฟิล์มตอนประมาณม.5 เทอม 2 และแน่ใจขึ้นมาก ๆ ตอนม.6 เทอม 1 ว่ามันต้องใช่เราแน่เพราะเรามีโอกาสได้ทำพวกคลิปโฆษณา,หนังสั้น,ละครสั้นอะไรแบบนี้ หน้าที่เราหลัก ๆ เป็นคนเขียนบทและเค้าโครงเรื่องคร่าว ๆ (screenwriter) คู่กับเรียงสถานการณ์ว่าจะให้อันไหนมาก่อนมาหลัง (screenplay) แล้วก็มีหน้าที่สื่อสารกับเพื่อนว่าอยากให้การแสดงออกมาเป็นแบบไหนด้วย ส่วนพีชจะทำหน้าที่เป็น director กับตัดต่อ (editor) เพราะพีชเป็นคนตัดงานเร็วมากกว่ามี่ เลยให้พีชมาช่วยตรงนี้แทน และตอนหลังมาช่วงก่อนปิดเทอมม.6 มี่ได้ทุนเรียนด้านการแสดงฟรี 1 คอร์ส (Conduct in English) จาก Mr. Loni Berry ด้วยค่ะ (Mr. Loni จบด้านการแสดงป.ตรีจาก Brown University และป.โทจาก Yale School of Drama ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League ระดับท็อปของโลกและอเมริกาค่ะ เคยเป็น Instructor ที่ MUIC แต่ลาออกแล้วค่ะ)  ประกอบด้วยมี่เป็นคนชอบเขียนเล่าเรื่องราวอยู่แล้ว เพราะมี่ทำบล็อคลง minimore มาตั้งแต่ม.4 แล้วก็ยังทำมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันเพียงแต่ว่ามี่มาทำเว็บไซต์ของตัวเองแทนแล้ว    ตอนมี่ทำงานพวกนี้กับเพื่อน ๆ ก็คือสนุกมาก ๆ เลยนะประกอบกับเหตุผลข้างบนคือมี่เป็นคนชอบดูหนังมากกก ดูอาทิตย์ละ 1-2 เรื่องเลยอะ ละบ้านอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลด้วยแค่เดินออกจากบ้านมา 7 นาทีก็ถึงห้างแล้ว ไม่ต้องต่อรถหรือนั่งมอเตอร์ไซค์เลย มี่เลยสมัคร MPass ไว้คือใช้คุ้มมาก อิอิ และมี่ก็ทำเป็นสมุดสะสมตั๋วหนังเลย  ถ้าเรื่องไหนชอบมากก็ดูขั้นต่ำ 3 รอบ แต่ปีที่แล้วสถิติสูงสุดคือได้ Avengers: Endgame 5 รอบ ต่อมาด้วย Midway 4 รอบ ดูจนคนที่บ้านถามว่าไปดูอะไรเยอะแยะขนาดนั้น รวยมากหรือไง ;_; ก็คนมันชอบปะล่ะ แหม - แล้วถ้าเลือกได้จริง ๆ ระหว่าง 3 มหาวิทยาลัยนี้แบบไม่มีเงื่อนไขสักอย่างทั้งเรื่องความเป็นห่วงของที่บ้าน ค่าเทอมต่าง ๆ มี่จะเลือกไปที่ไหน? มี่เลือกไปที่ Victoria University of Wellington แน่นอนค่ะ เพราะว่ามี่ชอบสภาพแวดล้อมของนิวซีแลนด์มากที่สุดใน 3 ประเทศนี้ และนิวซีแลนด์เป็น Windy City ค่ะ Wellington นี่ถือว่าเป็น The Windiest City In The World เลยค่ะ ลมอยู่ที่ 29.6 km/hour ค่ะ และยังเป็นเมืองหลวงที่อยู่ทางใต้ประเทศมากที่สุดในโลกอีกด้วย มี่ชอบอยู่ที่ ๆ อากาศเย็น ๆ ค่ะ และตัวสภาพแวดล้อมเองหรือผู้คนในดินแดนแกะแห่งนี้ยังมีความเป็นมิตรสูงมากอีกด้วยนะคะ เค้าไม่ racist คนต่างชาติพันธุ์เยอะแบบประเทศอื่น ๆ อาจจะเป็นเพราะประเทศเค้าคน White กับ Maori อยู่ร่วมกันอย่างมิตรฉันท์ได้ (มี่เคยเรียนที่โรงเรียนมาคือตอนที่พวกผิวขาวเข้ามาอยู่ เค้าขอเซ็นสัญญากับชาวเมารีโดยจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและพัฒนาประเทศไปพร้อม ๆ กันค่ะ) เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยค่าถ้าเห็นทั้งคนผิวขาวและชาวเมารีเป็นเพื่อนกัน เรียนด้วยกัน ไม่แบ่งแยกกันเลย มี่ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ นะคะ และอีกอย่างนึงคือเพื่อนมี่ที่เป็นคนเอเชียน (ญี่ปุ่น,เกาหลี) เค้าเรียนต่อ High School ที่นิวซีแลนด์ 3 ปีค่ะแต่เค้าจะกลับไปต่อมหาลัยในญี่ปุ่นนะคะ เพื่อนเล่าให้ฟังว่าสนุกมากค่ะ ตั้งแต่เค้าอยู่มา 2 ปีกว่ายังไม่เจอการถูกเหยียดอะไรเลยค่ะ  - ถ้าอยากอ่านประสบการณ์เรียนภาษาอังกฤษที่ NZLC Auckland, New Zealand ของมี่จะอ่านได้ที่ไหน? สามารถอ่านได้ ที่นี่ เลยค่ะ และถ้าสนใจจะอ่านประสบการณ์ของตัวมี่เองตอนไปเรียนภาษาอังกฤษที่ Canterbury, Kent, the UK ก็สามารถอ่านได้ ที่นี่ เช่นกันนะคะ ฝากกดไลก์และกดแชร์เพจของมี่บนเฟสบุ๊กที่ Askmiemasi ด้วยนะคะ  - ระดับภาษาอังกฤษประมาณไหนถึงสามารถสมัครเข้าหลักสูตรนานาชาติในไทยและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ด้วย? มี่สอบ IELTS Academic ตอนก่อนเปิดเทอมม.6 (เดือนเมษายน 2019) ก็คือพร้อมมาประมาณนึงแล้วค่ะ มี่ได้ overall 6.5 (CEFR B2 Upper-intermediate และเป็น borderline กับ C1 Advanced) มี่ได้ Listening 6.5, Reading 6.5, Speaking 6.5 และ Writing 5.5 ค่ะ ด้าน Writing มี่ไม่ถึงเกณฑ์ Fast track ของ MUIC ก็เลยเข้าสอบ Writing Essay ของมหาลัยโดยตรงค่ะ มี่สอบข้อเขียนมหาลัยมาทั้ง 2 ครั้งก็คือติด College เลยทั้ง 2 รอบค่ะ เพราะ MUIC เป็นที่เดียวที่มีแบ่งว่าติด Pre-college (ปรับภาษา) หรือติด IC (College ไม่ต้องปรับพื้นฐาน) เป็นระบบมหาลัยของต่างประเทศค่ะ เป็นอินเตอร์เต็มสูบเลย และมี่ก็สอบ GED (General Educational Development) หรือสอบเทียบวุฒิระบบอเมริกันผ่านควบคู่กับเรียนในระบบโรงเรียนไทยไปด้วยค่ะ มี่เลยคิดว่าตัวมี่เองก็คงมีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษที่ดีอยู่แล้วพอสมควร ส่วนพื้นฐานด้านการเขียนของมี่เองไม่ถนัดด้าน Academic Writing มากนักค่ะ แต่ก็พยายามฝึกเขียนมาเรื่อย ๆ นะคะ  - สุดท้ายแล้วมี่ได้เรียนต่อปริญญาตรีที่ไหน? ตามที่มี่เล่าเลยน้าาาา คือที่บ้านมี่เป็นห่วงมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะว่ามี่เองเป็นเด็กผู้หญิงและเค้าเลี้ยงมาเหมือนไข่ในหินอะ 55555 มี่ก็คงได้เรียนในไทยไปก่อนนี่แหละ ก็คือ Mahidol University International College (MUIC) หรือมหิดลอินเตอร์นั่นเองค่ะ สาขา Media and Communication ค่าาาา ที่โชคดีมากคือ... "MUIC เป็น Partner Universities กับทั้ง Victoria University of Wellington และ Macquarie University นั่นเองค่ะ!!!" ที่นี่สามารถเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้สูงสุด 2 ปีค่ะ" แต่ไม่ได้ Dual Degree นะคะ ได้แค่ของ MUIC ที่เดียวค่ะ ตัวเกรดจะมีทั้งของ MUIC และ Host University ที่เราไปแลกเปลี่ยนค่ะ ยังไงก็ตามมี่ลองถามคุณป้ามาว่าถ้าสมมุติตอนนั้นมี่สามารถ make sure ให้เค้ามั่นใจได้แล้วว่ามี่ดูแลตัวเองได้แล้วจริง ๆ คุณป้าโอเคให้ไปที่ไหน คุณป้าบอกว่าโอเคกับแค่อังกฤษกับนิวซีแลนด์ค่ะ เพราะเค้าเห็นว่ามี่เคยไป 2 ประเทศนี้มาแล้วและคุณป้าของมี่เคยอยู่ที่เมือง Exeter ถึง 1 ปีเลยค่ะ ถ้าในอังกฤษมี่ดูไว้ 3 ยูคือ 1. University of Sussex 2. Oxford Brookes University 3. Northumbria University ค่ะ เพราะ 3 ที่นี้ถือว่ามีชื่อเสียงด้าน Film มากค่ะ และทางเจ้าหน้าที่ ual ก็แนะนำมี่ไว้ด้วย - หลังจากจบปริญญาตรีแล้วมี่มีแพลนจะเรียนต่อปริญญาโทด้วยมั้ย? มี่มีแพลนจะต่ออย่างแน่นอนแล้วค่ะ เพราะว่าคุณป้าเค้าสัญญาไว้ตั้งแต่ม.2 แล้วว่ายังไงปริญญาโทเค้าให้ไปต่อต่างประเทศแน่นอน อยากจะเรียนอีกกี่ใบก็เรียนไปเลยค่ะ (ถ้าตัวมี่เองเรียนไหวนะ) เค้าถามด้วยว่าจะต่อถึงเอกเลยมั้ย และป้าเค้าก็ตัดบทว่า "แบบมี่คงไม่ต่อถึงเอกหรอก คงเรียนโท 2 ใบมากกว่า" ซึ่งจริงค่ะ 55555 เพราะยังไม่รู้เลยว่าถ้าจะต่อเอกจะเลือกเรียนอะไรดี มี่มีแพลนจะต่อที่ University of the Arts London, London, the UK ที่นี่ (ual) แบ่งเป็น 6 colleges ได้แก่ Camberwell College of Arts, Central Saint Martins, Chelsea College fo Arts, London College of Communication, London College of Fashion และ Wimbledon College of Arts ค่ะ แต่ถือเป็น 1 university คือ ual เท่านั้นค่ะ มี่สนใจจะเข้าอยู่แค่ 2 colleges แต่ก็มีหลายสาขานะคะ ส่วนมากก็วนเวียนอยู่ในภาพยนตร์นั่นแหละค่ะ 55555 : 1. London College of Communication (เรียกย่อว่า "ual: lcc" นะคะ) เป็น College ที่รวมศูนย์ของนิเทศศาสตร์เลยค่ะ สาขาที่มี่สนใจคือ MA Film| MA Screenwriting| MA Sound Arts| MA Media, Communications and Critical Practice เรียนทั้งหมด 1 ปีกับ 3 เดือน  2. Central Saint Martins (เรียกย่อว่า "ual: csm" นะคะ) เป็น College ที่ถือว่าดังทั้งด้าน Fashion (หรือพวก Fashion Communication แต่ตัวมี่เองจะมาทางสายภาพยนตร์ซะมากกว่าค่ะ) และ Acting ค่ะ ดาราชาวอังกฤษหลายคนก็จบมาจาก Drama Centre London, CSM เช่นกันค่ะ audition นี่ถือว่าโหดมากแต่ยังอาจจะสู้พวก CSSD หรือ Guildhall (GSMD) ไม่ได้  มี่สนใจ MRes Art: Moving Image หรือ MA Dramatic Writing เรียน 2 ปี| MA Screen: Directing เรียน 1 ปี ค่ะ จบเรื่องการเขียน mini review ของมหาวิทยาลัยต่างประเทศแล้วนะคะ มาอ่านของ MUIC โดย Mie Dyasha กันค่ะ :)


ตอนสมัครเข้า MUIC รอบแรกด้วยวุฒิ GED

วุฒิ GED และใบเกรดจากโรงเรียนและบัตรคิวตอนรอยื่น

(⬇️ ลิสต์เอกสารที่มหาลัยขอเพื่อใช้ในการสมัครอยู่ข้างล่างจ้าาาาา ⬇️)

ตอนนั้นที่มี่เองไปยื่น คือวุฒิ GED มี่ได้มาตอนเดือนมิถุนายนหลังสอบวิชาสุดท้ายเสร็จแล้ว ทีนี้มีคนบอกว่าให้ลองไปสมัครดูมั้ยเผื่อว่าจะติดแล้วอยากเซฟเวลาเรียนไปจะได้เข้าเรียนมหาลัยไปเลย มี่เข้าไปสมัครตอนเดือนกรกฎาแต่สอบช่วงสิงหา ถ้ามี่เข้าตอนนั้น (เดือนกันยา) ก็จะได้เซฟเวลาและเรียนล่วงหน้าเพื่อนชั้นเดียวกันไปตั้ง 2 เทอม (มหิดลมี 3 เทอม ปิดเทอมไม่เหมือนชาวบ้านเค้า 555) เลยลองไปสมัครดู ก็คือเรายื่นคะแนน IELTS ไปแต่ว่า Writing เราได้ 5.5 แต่ทางมหาลัยขอทั้ง Overall และ Writing 6 (เด็กสมัครมหิดลส่วนใหญ่ตายตรง Writing กันหมด เพราะตัวคะแนน 6 สำหรับพาร์ทเขียนนั้นถือว่ายากสำหรับเด็กไทย แม้แต่เด็กนานาชาติบางคนได้ Writing 5.5 ยังมีเลย ส่วนเพื่อนเราที่เรียนต่างประเทศมาได้ Writing 5 กันก็มี) มี่ผ่านเกณฑ์ Overall แล้ว แต่ Writing ไม่ผ่าน สาขาที่มี่สมัครไม่ได้ขอ SAT Math/ACT มี่เลยไม่ต้องสอบเลขเพราะฉะนั้นมี่จะตอบไม่ได้เรื่องของการสอบเลขนะคะ ขอโทษด้วยค่ะ

เกณฑ์คะแนน IELTS มี่ผ่านเกณฑ์ตรง Overall แต่ตายตรง Writing ได้ 5.5 เลยสอบแต่ข้อเขียนของมหาลัยเพียงอย่างเดียวค่ะ คณะที่มี่เข้าไม่ชอ SAT Math/ACT เลยไม่จำเป็นต้องสอบ เท่ากับเสียเงินค่า Application Fee 1,000 บาทและค่า Writing Essay 500 บาท เป็นจำนวน 1,500 บาทเท่านั้นค่ะ 

😘 สำหรับใครที่สอบ IELTS ได้ Overall 6.0 และ Writing 5.5 แล้ว แนะนำให้เข้า Regular Track สอบแต่ข้อเขียนอย่างเดียวก็ได้นะ ไม่ต้องไปสอบ IELTS ซ้ำอีกรอบแล้ว เปลืองเงินฟรีๆ น่ะ อิอิ

ตอนไปสมัครใช้ IELTS ที่ส่งแบบ Electronic TRF ผ่านทาง IDP Thailand เค้าจะมีเมลมาบอกเราว่าทาง IDP ส่งไฟล์ให้มหาลัยเรียบร้อยแล้วนะ จากนั้นเราก็เอาตัว Title ของเมลที่ได้มาให้มหาลัยอีกทีค่ะ (ก็จะมีพวกชื่อนามสกุลเรา วันที่สอบ อะไรแบบนั้น) แล้วมหาลัยจะเอาไป verified เอาเองตอนหลังค่ะ

ไม่แนะนำ (เอาเป็นว่าห้าม!!) ให้ส่งฉบับจริงให้มหาลัยนะ เพราะเราจะไม่มีทางได้คืนอีกแล้วค่ะ (อันนี้รู้มาเพราะมีคนที่สอบที่ไต้หวันแล้วทาง Test Centre ที่ไต้หวันไม่มีบริการส่ง Electronic กลับมาที่ไทยให้ ทีนี้ MUIC ขอฉบับจริงเลยจ้าาาาา ซวยไปอีก)


สำหรับผู้สมัครด้วย GED หลังจากนั้นทางมหาลัยจะขอให้เราส่งไฟล์ PDF จาก GED ส่งให้ในเมลของเรา ให้เราเอาไฟล์ส่งเข้าเมลของมหาลัยเอง (อันนี้เค้าจะเมลที่ต้องส่งบอกตอนไปสมัครนะคะ) ทั้ง Transcript และ Diploma เลยค่ะ เค้าจะดึงเข้ามาเช็คในระบบ Blue Ribbon เอง เราไม่ต้องทำอะไรนอกจากเตรียมไฟล์ให้เค้าแค่นั้นค่ะ ตอนนั้นมี่ใช้เกรดม.4-5 ทั้งหมด 4 เทอมพร้อม GED คะแนนรวม 600+

ถ้าไม่มีเกรดม.4 2 เทอม (1 ปีการศึกษา) จะไม่มีสิทธิ์สมัครเข้า MUIC เด็ดขาดเพราะคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กำหนด เนื่องจากที่ต้องจบม.4 เพราะเป็นระบบกันเด็กออกจากโรงเรียนเร็วเกินไปของทาง MUIC เองค่ะ จะเป็นเกรดจากโรงเรียนในไทยหรือตอนไปแลกเปลี่ยนก็ได้แต่ยังไงก็ต้องมีเกรดช่วงชั้นม.ปลายอย่างน้อย 1 ปีการศึกษาค่ะ

⭕️ สำหรับเด็กที่ใช้ GED ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองความประพฤติจากคุณครู (Teacher) นะคะ เพราะถือว่าออกจากระบบโรงเรียนมาแล้วค่ะ ไม่ต้องกลับไปที่โรงเรียนเก่าให้คุณครูเขียนนะ


หลังจากที่เราสมัครเสร็จก็จะได้ใบรายละเอียด schedule มา จะบอกรายละเอียดว่าเราต้องรอเช็ครายชื่อและที่นั่งสอบวันไหน ประกาศผลข้อเขียนวันไหน แล้วตารางจะเป็นยังไงต่อ ทุกอย่างคือครบหมด อย่าทำใบนี้หายเป็นพอจ้าๆๆ (ทุกวันนี้มี่ยังเก็บเป็นที่ระลึกอยู่เลย)

ใบ schedule 2nd entry ปี 2019

ถ้าสอบแค่อันไหนเค้าจะมาร์กอันนั้นไว้ให้ มีรายละเอียดวิชาที่สอบด้วยนะ

ตารางวันที่ว่าเราจะต้องทำอะไรต่อหลังจากติด

หลังจากรู้ผลจะมีวันที่แยกของตัว PC และ IC เองเลยจ้า

วันสอบให้แต่งตัวด้วยชุดนักเรียน (แต่เราไม่ถักเปีย) พร้อมเครื่องเขียนที่จำเป็นในถุงซิปใสและห้ามลืมบัตรประชาชนนะ!!! มี่ไปก่อนเวลาแค่ 40 นาที คือถึงตึกสอบประมาณ 12.20 น.

วันที่มี่สอบ มี่เลือกเขียนเกี่ยวกับ "ข้อดีข้อเสียของการเรียน all boys, girls schools กับ mixed schools อันไหนดีกว่ากัน" มี่จำอีกหัวข้อไม่ได้อะค่ะ แหะๆ มี่เขียนไปทั้งหมด 338 คำ Intro 109 คำ Part 1-2 114 Conclusion 115 คำได้ ก็เลยเขียนไปประมาณว่า... "ทั้งการเรียนโรงเรียนหญิงล้วน,ชายล้วนหรือสหก็ต่างมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน การเรียนแบบหญิงล้วนจากประสบการณ์โดยตรงของเราคือเค้าฝึกให้เราสามารถทำเป็นทุกอย่างโดยไม่ต้องพึ่งผู้ชาย เช่น ยกโต๊ะ-เก้าอี้, เวลามีปัญหาอะไรจะไม่ใช้ความรุนแรงมากขนาดเด็กโรงเรียนสหหรือชายล้วน และเพื่อความสบายใจในการส่งลูกอยู่โรงเรียนของผู้ปกครองเองด้วย แต่ในอนาคตอาจมีปัญหาเพราะว่าในความจริง สังคมเราไม่สามารถเลือกที่จะอยู่แต่เฉพาะกับผู้หญิงหรือผู้ชายเท่านั้นได้ อาจจะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้าหาเพศตรงข้ามเมื่อไปมหาลัยหรืออยู่กับสังคมในอนาคต เพราะจากตัวเราเองคือเราก็ไม่รู้ว่าจะเข้าหาเพื่อนผู้ชายยังไงดีเหมือนกัน มันดูเขินๆ เพราะโรงเรียนเราหญิงล้วนละมันไม่ชินอะ มันเลยดูแปลกๆ ทำให้พอออกจากโรงเรียนไปก็ต้องปรับตัวอีกเพื่อที่จะอยู่กับคนอื่นให้ได้ 

  ยังไงก็ตามแต่ละระบบโรงเรียนมีความต่างกัน ให้เลือกตามแบบที่ชอบและคิดว่าเหมาะสมกับความต้องการด้วย" คร่าวๆ ที่จำได้ก็ประมาณนี้เลย แล้วพอออกจากห้องมาเราต้องเอาบัตรประจำตัวผู้สอบออกมาด้วยแบบในภาพค่ะ

ผลประกาศเพื่อสัมภาษณ์ของมี่ตอนแรก

รอบแรกประกาศผลมาเราก็ติด MUIC ค่ะและสัมภาษณ์ตามวันที่เค้ากำหนดคือ 19 ส.ค. 2019 ค่ะ คือถ้าจากข้อเขียนมาแล้วติด IC เลยก็เบาใจได้แล้วค่ะว่ายังไงก็ได้ IC คงไม่ร่วงลงไป PC ยกเว้นพูดไม่ได้แบบ dead air ไปเลยอะค่ะ อันนั้นอาจจะโดนปัดลงไป PC 4 นะ

หลังจากนั้นเราก็รอไปมหาลัยวันสัมเลย เราไปกับป๊าและเพื่อนสนิท แบบ bestie มากๆ คือเพ็ตตี้ค่ะ แต่ตี้ไปสัม commde (Communication Design) เดี๋ยวมีรีวิวของตี้ค่ะๆ รอก่อนๆ

อันนี้คือตอนที่มี่สัมเลยนะ

คือเอาตรงๆ แบบก็อาจารย์ฝรั่งกับอาจารย์ไทยสอนอินเตอร์อะ ความคิดเค้าจะกว้างมากกว่าครูไทยฝั่งไทยแน่นอน 100% แบบเค้าก็ถามแค่ basic questions ถามเป็นภาษาอังกฤษและตอบเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดนะ แต่ขอเขียนตอบลงบล็อคเป็นภาษาไทยนะคะ

ปล. มี่ตอบคำถามแบบเป็นตัวของตัวมี่เองนะ ได้โปรดอย่าจำเป็นแนวทางตอบไปนะ พูดความเป็นจริงและความเป็นตัวเองไป อย่าไปก๊อปตามคนอื่น มันไม่ดีและไม่เรียลจ้า มี่ไม่อยากให้วาง

แพลนการตอบไปไว้ล่วงหน้าอะ เพราะมันเหมือนจะวัดอะไรในตัวของคนๆ นั้นแทบไม่ได้เลย ทั้งความคิด ทัศนคติหรือตัวภาษาอังกฤษเอง

บรรยากาศตอนรอสัมภาษณ์

ตามในภาพคงเห็นว่า เอ้ย ทำไมเด็กใส่ชุดนักศึกษาเยอะจังดูเยอะกว่าชุดนักเรียนอีก ? (อันนี้จริง) คือที่เห็นแบบนี้ก็เพราะว่าจริงๆ MUIC เด็กที่เข้ามาหลักๆ คือติด PC มาแล้วเค้าเอาที่นี่เลยต้องปรับพื้นฐานภาษาก่อนแล้วค่อยเข้ามาเรียน IC นั่นเองจ้า

ลุยคำถามเลยนะ!!!

- ทำไมถึงเลือกสายนี้ ? เพราะอะไร ? 🍦 มี่ก็ตอบไปว่าเวลาทำงานกลุ่มเกี่ยวกับงานวิดีโอ มี่ดูแลเรื่อง Cinematography กับ Screenwriting เป็นหลัก เวลามี่ทำงานพวกเขียนบท มี่ได้คะแนนกลับมาค่อนข้างดีได้ A มาอะไรงี้ และ Acting บ้างบางครั้ง ส่วน Directing เป็นหน้าที่เพื่อนอีกคนนึง เค้าจะช่วยเราได้มากกว่า แต่พวกงานอัดวิดีโอกับตัดต่อเพื่อนอีกคนนึงจะเป็นคนตัดต่อซะมากกว่า เพราะเค้าตัดเร็วกว่าเรามาก (งานส่วนมากงานไฟลนก้นก็งี้ 5555) และรู้สึกว่าสนุกมากที่ได้ทำพวก Creative Content และคิดว่าคือตัวเราจริงๆ

ในอนาคตมี่มีความตั้งใจอยากทำงานที่ Marvel Studios เพราะชอบ MCU มากๆ ที่สุดเลยค่ะ และก็ Warner Bros. ค่ะ แต่ว่าหลังจากจบจาก MUIC มีแพลนจะต่อโทก่อนที่ University of the Arts London ที่ London College of Communication หรือ Central Saint Martins ในสาขา MA Film, Directing ไม่ก็ MRes: Moving Image แต่ถ้าชอบสาย Acting มากๆ ก็คงไป American Conservatory Theater ที่ San Francisco หรือ (The) Lee Strasberg Theatre and Film Institute ใน New York City ที่ USA หรืออีก 2 ที่ที่สนใจมากๆ คือ American Film Institute ถ้ามาสายกำกับ/หนัง และอีกที่คือ NYU TISCH ค่ะ และคิดว่า MUIC จะช่วยให้หนูไปถึงเป้าหมายที่หนูวางไว้ในอนาคตได้ค่ะ

- เคยทำอะไรเกี่ยวกับสายงานพวกนี้ (Media) บ้างมั้ย ? 🍦 มี่ก็ตอบไปว่ามีค่ะ เพราะมี่ทำ Website และ Blog ของตัวเอง คนอ่านมากสุดก็ 5.5 K เพราะเป็นประสบการณ์การเรียนภาษาในต่างแดนของเราและพวกสอบวัดระดับภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ตอนนี้หลักๆ รวมกันมีคนอ่านมากกว่า 30,000 คนแล้วค่ะ อาจจะไม่ได้เยอะแยะอะไรมากมายแต่ก็ดีใจและภูมิใจมากๆ (และมี่ก็ยื่นกระดาษที่เขียนพวกลิงก์เว็บไซต์ของตัวเองที่ทำปัจจุบัน (คือเว็บนี้) และเว็บเก่าบน minimore.com ให้ อาจารย์ก็เลยถามถึง definition กับ meaning ของ domain ปัจจุบันคือ www.askmie-dyshamasixth.com ว่าคืออะไร เลยตอบไปว่า ...

"ask ก็คือถาม มีอะไรอยากถามก็มาถามเลย ยินดีตอบและช่วยเหลือ, mie คือชื่อเล่นของมี่เอง และ dyasha คือชื่อภาษารัสเซีย (อินเดียก็ใช้ด้วย) ของตัวมี่เอง แต่มันเป็น typo เพราะมี่ลืมตัว a อีกตัวไปเลยเป็น dysha แทน ที่มี่มี preferred name นี้ก็เพราะเวลาที่มี่ไปประเทศที่เค้าไม่ได้พูดภาษาไทยเค้าจะมีปัญหาเรื่องการออกเสียงชื่อมี่มากๆ ภาษาเค้าไม่ใช่ tonal language เพราะฉะนั้น dyasha จะออกเสียงง่ายกว่ามากและชื่อมันไม่ซ้ำคนอื่นด้วย, masi ก็คือ มาสิ (just ask me!) ประมาณนั้น และสุดท้าย xth ก็คือ x เพื่อบอกว่าเราเป็นคนไทยโดยการใส่ th ไว้ข้างล่างซึ่งเป็นตัวย่อของคำว่า Thailand" เค้า (อาจารย์ผู้หญิงที่มี่ทราบตอนหลังคืออาจารย์วรรณ์ขวัญ) ก็เลยตอบมาว่า "ohhh, I got it!! It's so meaningful"

- ใครเป็น inspiration ของเราที่ทำให้อยากเรียนอันนี้ ?  🍦 มี่ก็ตอบไปว่ามี่ชอบดาราฮอลลีวูดหลายคนแต่ที่ชอบมากก็คือ Scarlett Johansson, Brie Larson, Bryce Dallas Howard, Cate Blanchett มากๆ และมี่ก็คิดว่า acting method ของเค้าดูน่าสนใจดี เราเลยอยากเรียนรู้จาก basic acting บ้างว่าถ้าในอนาคตเราต้องทำงานสายนี้เราจะได้สื่อสารกับนักแสดงถูกต้องมากขึ้น เพราะที่นี่มี course elective เยอะมากๆ มี่คงเลือกลอง Acting, Directing, Screenwriting, Film Production เพื่อที่จะตัดสินใจเรียนลึกเพื่อต่อโทในอนาคตค่ะ และตัวมี่เองก็เคยเรียน Learning English through Drama กับ Mr. Loni Berry ด้วย (Mr. Loni เรียนจบจาก Brown และ Yale School of Drama มา) มี่รู้ว่าเค้าเคยเป็น instructor ที่นี่มาก่อนแต่เค้าลาออกไปแล้ว แล้วอาจารย์วรรณ์ขวัญก็แบบว่าดู surprised มากๆ แล้วก็หันไปคุยกับ อาจารย์ Jerimiah ว่าอ๋อๆๆ โลนี่อะๆ เลยขำขันกันตอนนั้น ละอาจารย์ผู้หญิงก็จะถามว่ามี่มีคำถามอะไรจะถามมั้ย ? - มี่เลยถามว่า "ถ้าสมมุติหนูสัมแล้วยังติด IC แต่ยังเข้าเรียนไม่ได้เพราะใช้ GED สมัครจะขอ Postpone เรียนเทอม 3 ได้มั้ยคะ" เค้าก็ตอบว่า "อันนี้เค้าก็ไม่รู้เหมือนกันต้องถาม admission officer แต่เค้าแนะนำว่าให้เรียนเทอม 1 ดีกว่าเทอม 3 เพราะ เทอม 3 มันเหมือนเป็น final term ของเด็กที่เข้าเทอม 1 คลาสมันจะเยอะและเน้นสอบมากกว่าสอนเก็บความรู้" (อาจารย์ Jerimiah เค้าว่ามางี้นะ)  คนที่ชวนมี่คุยจะเป็นอาจารย์ผู้หญิงคนไทยมากกว่า แต่สำเนียงออกบริติชเลยนะ (เพิ่งรู้ว่าอาจารย์วรรณ์ขวัญเป็น Asst. Prof. Dr. จบโทใบแรก Acting จาก Goldsmiths, University of London กับโทอีกใบที่ SOAS, University of London) มา ซึ่งเป็นมหาลัยระดับท็อปด้านนี้ในอังกฤษเลย) ส่วนอาจารย์ฝรั่งคืออาจารย์ Jerimiah (รู้ตอนหลังว่าเป็นคนอเมริกัน เป็น Dr. จบจาก James Madison University กับ Ohio University) จะนั่งเงียบละเปิดประวัติพวก GED, IELTS เราดูมากกว่า 555555 

ผลหลังสัมที่ก็ติด MUIC เหมือนเดิม

เอาเป็นว่าสัมก็สัมให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด อย่าไปเฟคมากเพราะฝั่งอินเตอร์เราพูดหรือถามได้ตามที่เราอยากถามหรืออยากรู้อะ เค้าชอบเด็กที่ Active ละถามเยอะ กล้าคุย ศัพท์ไม่ต้องขั้นสูงมากเอาแค่พอสื่อสารรู้เรื่องพอเด้อ

เชื่อมี่นะว่าถ้าเราสามารถตอบได้ ตอบแบบเป็นตัวของตัวเองและพยายามตอบให้มากที่สุด ยังไงก็ไม่ลงไปติด PC แน่นอน อย่ากังวลอะไรมาก คิดอะไรได้ก็พูดเลย เพราะการสื่อสารและแสดงความคิดเห็นในระบบอินเตอร์มันไม่มีผิด

ถูกอะ เค้าดูแค่ทัศนคติเราว่ามันจะเข้ากับที่นี่ได้มั้ย ที่นี่เหมาะกับเรามั้ยมากกว่า ซึ่งมี่ทำมาแล้ว และมันก็ได้ผลที่ดีมากๆ ด้วย อยากให้ทุกๆ คนที่มาสัมกล้าพูด กล้าตอบ และที่สำคัญที่สุดคือ "กล้าที่จะเป็นตัวเอง" เป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนเสมอนะ รอต้อนรับมาอยู่มหาลัยเดียวกันนะ 💞


พอวันที่เราไปรายงานตัว เราก็จะได้ใบเอกสารหน้าตาแบบนี้มา 😲

ในแฟ้มเอกสารนี้ก็จะมีพวกใบการจ่าย admission fee, การตรวจสุขภาพว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง, มาวันไหน, ในวันนี้ๆ จะทำอะไรบ้าง, ปฐมนิเทศวันไหน ต้องมากี่โมง, เลือกสาขาวิชายังไง ตอนไหน ที่ไหน ก็คือเป็นพวกเอกสารเกี่ยวกับการรายงานตัวเป็นนักศึกษา MUIC เต็มตัวนั่นเองค่ะ

ภาพตอนที่นั่งฟังการปฐมนิเทศ (ภาษาอังกฤษ)

ในภาพนี้คือตอนที่ไปรายงานตัว จะมีพี่ๆ admission officers มาพูดอธิบายรายละเอียดต่างๆ ของเอกสารในแฟ้ม ถ้าใครมีคำถามอะไรตรงนี้สามารถถามพี่เค้าได้เลยนะ 😘

แต่ถ้าใครสละสิทธิ์ต้องเอาแฟ้มที่เราเอามาไปคืนเค้าด้วย!!! (โดนมาแล้ว ก็เลยรู้ไง 5555)


รอบที่ 2 ที่มี่สมัครโดยการใช้วุฒิม.6 ของโรงเรียนไทยตามปกติ

ตอนที่ต้องเอาแฟ้มนักศึกษาของรอบแรกมาคืน ได้เลขนิสิตมาด้วย มี่ว่าเลขนิสิตสวยมากๆ เป็นตัวเลขกลมๆ คือชอบ 😉

ตอนที่จะมาสมัครรอบ 2 มี่เอาแฟ้มของรอบแรกมาคืนด้วย เราก็ยื่นเอกสารเพื่อสมัครปกติเลย แต่ว่าต้องบอกพี่เค้าด้วยว่า "หนูติดมาแล้วอะค่ะ แต่ว่าต้องเอาเอกสารคือแฟ้มมาคืนใช่มั้ยคะ" พี่เค้าก็จะรับเอกสารเรามาแล้วให้เอาเลขนิสิตกับแฟ้มขึ้นไปคืนที่ชั้น 3 แล้วค่อยเอาเอกสารของชั้น 3 ลงมาให้พี่เค้า หลังจากนั้นก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยสำหรับการสมัคร สำหรับเราผลสอบ IELTS ของรอบแรกเอากลับมาใช้ได้เลยเพราะทางมหาลัยได้ verified มันแล้วตอนรอบแรก ไม่ต้องขอจาก IDP มาใหม่



เริ่มกันที่... เอกสารที่ใช้ในการสมัครกันเลย!!! (ลิงก์สำหรับดู Requirement: ที่นี่)


สำหรับ Regular Track

คือ คนที่คุณสมบัติไม่ครบสำหรับ Fast Track เช่น IELTS Writing ไม่ถึง 6 หรือยังไม่มีผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษหรือคณิตศาสตร์ (SAT Math หรือ ACT ก็ได้) จะต้องสอบข้อเขียนก่อนแล้วถ้าผ่านก็รอสัมภาษณ์อีกที แต่ในกรณีที่สอบของมหาลัยแล้วไม่ผ่านทักษะทางภาษาอังกฤษหรือคณิตศาสตร์จะโดนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษด้วย Pre-college (PC) หรือทักษะทางคณิตศาสตร์ The Mathematical foundations Programme (MP) ในสาขาที่ขอทักษะคณิตศาสตร์

1. Official transcript (ใบแสดงผลการเรียน)

- A photocopy of high school transcript (ฉบับก๊อปปี้ก็ได้) OR

- Applicants who submit IGCSE must have IGCSE, GCSE or GCE ‘O’ Level at least 5 subjects and GCE ‘AS’ Level or GCE ‘A’ Level at least 3 subjects, 8 subjects in total, with minimum Grade of C.

▶️ สำหรับนักเรียนที่สมัครด้วย IGCSE ต้องมี IGCSE/GCSE/GCE O Level ขั้นต่ำ 5 วิชา และ GCE AS Level หรือ A Level ขั้นต่ำ 3 วิชา รวมทั้งหมด 8 วิชา เกรดที่ต้องผ่านทุกวิชาขั้นต่ำคือเกรด C)

- Applicants also have to submit an official high school transcript of grade 10 or its equivalence with at least 2 terms. OR

▶️ ผู้เรียนทุกคนต้องยื่นเกรดตอนม.ปลาย (ม.4 หรือเกรด 10) หรือเทียบเท่าด้วย (อาจจะแลกเปลี่ยนหรืออะไรก็ได้ แต่ต้องมีเกรดม.ปลายอย่างน้อย 2 เทอม)

- GED submissions must pass 4 subjects with a minimum score of 600 and an official high school transcript of grade 10 or its equivalence with at least 1 academic year.

▶️ สำหรับนักเรียนที่ยื่นด้วย GED ต้องมีคะแนนรวมทุกวิชาขั้นต่ำ 600 คะแนนพร้อมกับเกรดม.4 หรือเกรด 10 อย่างน้อย 1 ปีการศึกษา (2 เทอม)


2. A photocopy of High School Certificate or Diploma (if Graduated)

▶️ สำเนาใบแสดงการจบการศึกษาชั้นม.6 หรือเทียบเท่า (ในกรณีที่เรียนจบม.6 ไปแล้ว)


3. A verification letter of current student status (if studying)

▶️ จดหมายแสดงสถานะความเป็นนักเรียน (หากกำลังศึกษาอยู่เทอมสุดท้าย)


4. Two 1-inch photographs in school uniform or in formal dress (shirt)

▶️ รูปภาพในชุดนักเรียนขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป หรือหากไม่มีชุดนักเรียนต้องใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว


5. Original official of TOEFL (iBT) overall 69 or Original and Electronic result of IELTS (Academic) overall 6.0 or PTE (Academic) overall 50 with at least 2 years’ validity (if any)

▶️ ใบแสดงผลการวัดทักษะทางภาษาอังกฤษ (ในกรณีที่มีผลสอบแล้ว) ได้แก่ TOEFL iBT คะแนนรวมขั้นต่ำ 69, IELTS คะแนนรวม 6.0, PTE คะแนนรวม 50 และต้องยังไม่หมดอายุ


6. Original official of ACT (Math Score) or SAT (Math Score) with at least 2 years’ validity (if any) SAT Math: 500-800 or ACT: 18-36

***ACT (Math score), SAT (Math score) and Math Examination are not needed for Communication Design, Media and Communication and International Relations and Global Affairs.

▶️ ใบแสดงผลการวัดทักษะทางคณิตศาสตร์ SAT Math 500-800 คะแนน หรือ ACT 18-36 คะแนน และต้องยังไม่หมดอายุ (ในกรณีที่มีผลสอบแล้ว)

*** ผลการทดสอบคณิตศาสตร์ไม่ต้องใช้สำหรับการยื่นเข้าคณะ Comm De (นิเทศศิลป์), สื่อและการสื่อสาร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการทั่วโลก


7. A recommendation letter from teacher (if studying) (แบบฟอร์มที่นี่)

▶️ จดหมายแนะนำและรับรองความประพฤติจากคุณครู (ในกรณีที่ยังศึกษาอยู่ในระบบโรงเรียน)


8. Application fee 1,000 Baht with TOEFL (ITP) 1,200 Baht, Writing 500 Baht, Math 500 Baht

▶️ ค่าสมัคร 1,000 บาท หากต้องสอบ TOEFL ITP และ Writing จะเป็นจำนวนเงิน 2,700 บาท

หากต้องสอบทั้งหมด (อังกฤษและคณิตศาสตร์) จะเป็น 3,200 บาท / หากสอบ Writing หรือคณิตศาสตร์อย่างเดียวจะเป็น 1,500 บาท

** เงินส่วนนี้จะเอาไปจ่ายจากการโอนเงินเป็น Payment Slip หรือเอาเงินไปจ่ายสดที่มหาลัยก็ได้


9. A photocopy of the Thai identification card or passport (for overseas students)

▶️ สำเนาบัตรประชาชนสำหรับนักเรียนชาวไทย หรือพาสปอร์ตสำหรับเด็กต่างชาติ


10. A photocopy of one’s current residency document

▶️ สำเนาทะเบียนบ้านของตัวนักเรียนเอง


สำหรับ Fast Track

คนที่ผลสอบทุกอย่างถึง Requirement ของมหาลัยทั้งหมดทั้ง SAT และภาษาอังกฤษ จะสอบสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะคุณสมบัติทุกอย่างถึงที่มหาลัยขอแล้ว

ตัวเอกสารทุกอย่างจะเหมือนกับ Regular ทั้งหมด เพียงแต่ต่างกันตรงผลทดสอบทางภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ เพราะฉะนั้นสำหรับลิสต์เอกสารขึ้นไปดูข้างบนได้เลยจ้า

ผลทดสอบภาษาอังกฤษที่ทาง MUIC ขอ

ต้องมีผลการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ดังนี้

1. TOEFL iBT คะแนนรวม 69 และ Writing 22 (ส่งผลสอบทางเว็บของ ETS)

2. IELTS คะแนนรวม 6.0 และ Writing 6.0 (ติดต่อ IDP หรือ British Council เพื่อขอให้ทางศูนย์สอบส่งผลสอบไปให้กับทางมหาวิทยาลัย)

3. PTE คะแนนรวม 50 และ Writing 50 (ส่งผลสอบผ่านทาง PTE)

** ถ้าคะแนนรวมถึง แต่ Writing ไม่ถึงตรงนี้ก็คือต้องไปสอบ Writing อีกทีนะ ไป Regular จ้า

ผลการทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ต้องมี

สำหรับสาขาหรือคณะที่ขอ SAT หรือ ACT Math ต้องมีคะแนน ดังนี้

- Science และ Business Administration: ACT ขั้นต่ำ 25 หรือ SAT Math 600 คะแนน

- Intercultural Studies and Languages: ACT ขั้นต่ำ 20 หรือ SAT Math 530 คะแนน

- International Hospitality Management: ACT ขั้นต่ำ 18 หรือ SAT Math 500 คะแนน

*** สำหรับสาขา Communication Design, Media and Communication, International Relations and Global Affairs ไม่ขอคะแนนคณิตศาสตร์


ตอนนั้นที่มี่ไปสมัครมี่ได้สั่งเอกสาร GED ตัวจริงแบบ Paper Document มาเผื่อเหมือนกันค่ะ แต่จริงๆ แล้วที่มหิดลไม่ขอดูเอกสารที่เป็น Paper ตัวจริงอยู่แล้วค่ะ (จะสั่งหรือไม่สั่งก็ได้) เพราะหลังจากสอบผ่านทั้งหมด ทาง GED จะส่งไฟล์ Diploma กับ Transcript เป็น PDF file ให้ในเมลอยู่แล้วค่ะ



รวมรีวิวการสมัครสอบเข้า MUIC จากเพื่อนๆ สาขาต่างๆ 🤨


🍭 รีวิวจากกัส : เพื่อนที่สมัครเข้าและจะเรียนรอบเดียวกัน แถมสาขาเดียวกันคือ Media and Communication ด้วย 🥳

- แนะนำตัวหน่อยจ้า

🍭 สวัสดีค่า ชื่อกัส เรียนสายศิลป์จีนนะค้า

- ทำไมถึงเลือกมาเรียน Media and Communication ที่ MUIC

🍭 เราเลือกเรียน media communication ที่ MUIC เพราะ ที่นี่ไม่เหมือนอินเตอร์ที่อื่นทั่วๆไป ที่นี่มีสาขาวิชาให้เลือกเรียนเยอะต่างจากที่อื่นที่ไม่มีให้เลือกค่าาาา

- ใช้คะแนนอะไรเท่าไหร่ในการสมัครเข้า MUIC

🍭 เราใช้ IELTS ยื่น ได้ overall 6 writing 6 พอดี! เป๊ะๆ (เกือบไม่รอด)

- ตอนแรกพื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นยังไงบ้าง 

🍭 เอาจริงๆพื้นฐานภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้ดีมากนัก แต่ก็พอแบบไปวัดไปวาได้ ซื้อหนังสือมาทำแบบฝึกหัดนิดๆหน่อยๆ กับเรียนพิเศษนิดนึง คะแนนเราถึงพอดีเลยยื่น fast track เลยไม่ต้องสอบข้อเขียนของมหาวิทยาลัย

- ตอนสอบสัมภาษณ์อาจารย์ถามอะไรบ้าง แล้วตอบไปคร่าวๆ ประมาณไหน 

🍭 แล้วก็ตอนสัมภาษณ์ อาจารย์ถามว่า

✅ ทำไมถึงอยากมาเรียนที่นี่

✅ โตขึ้นไปอยากทำงานอะไร

✅ มีประสบการณ์อะไรเกี่ยวกับด้านนี้มั้ย(สื่อ)

ประมาณนี้ เรารู้สึกว่าสัมภาษณ์ค่อนข้างเร็ว แปปเดียวเองงง ไม่เครียด

- ผลที่ได้ติดมาได้ IC เลย รู้สึกกลัวมั้ยว่าจะปรับตัวไม่ทัน 

🍭 ตอนนี้พอติดแล้วก็มีกังวลบ้าง กลัวเรียนไม่ไหว เพราะแบบเอาจริงๆม.ปลาย เราใช้ชีวิตค่อนข้างชิล ก็กลัวจะปรับตัวไม่ได้ ส่วนเรื่องเพื่อนนี่ไม่ค่อยห่วงเลย มีแต่คนน่ารักๆ

- ตื่นเต้นมั้ยที่ได้เป็นเด็ก MUIC แล้ววววววว

🍭 ตอนนี้ก็คือตื่นเต้นมาก จะก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยแล้วอะ!!!! โตขึ้นมาอีกชั้นแล้ว แอบกลัวอนาคตเหมือนกันแต่จะทำมันให้ดีที่สุด 

- มีอะไรอยากฝากน้องๆ ในอนาคตบ้างหรือเปล่า

🍭 ก็สำหรับน้องๆที่อยากจะมายื่นที่นี่ แล้วสงสัยอะไรถามเรามาได้เลยนะ ตอนนี้มีกลุ่ม "รวมพลคนสอบเข้า MUIC (มหิดลอินเตอร์)" บนเฟสบุ๊คแล้วนะ ถ้ามีคำถามอะไรพี่กัสจะเป็นคนช่วยตอบด้วย ยินดีตอบ ทุกๆคำถาม(เท่าที่เรารู้นะ555) เพราะเราก็เพิ่งติดยังไม่ได้เข้าไปเรียน คงจะตอบได้แค่คำถาม แนวทาง เกี่ยวกับการสอบเข้าเนอะ แล้วเจอกันน้าทุกๆ คน

--- ขอบคุณรีวิวจากกัสด้วยน้าาาา that's so sweet of you! ---


🍐 รีวิวจากแพร เพื่อนที่รู้จักกันจากกลุ่มบนเฟสบุ๊คและจะเข้า BBA Finance 🥳

- แนะนำตัวหน่อยจ้า

🍐 ชื่อแพรค่าา สอบเข้าตามอายุเลย ม.6 เรียนสายวิทย์คณิต 

- ทำไมถึงเลือกมาเรียน BBA ที่ MUIC เลือกเรียนสาขา (Major) ไหน

🍐 เลือก BBA ที่ MUIC เพราะชอบคณิตกับอังกฤษ แล้วก็พยายามหนีจากวิทย์55555 แล้วก็เลือกมหิดลเพราะชอบบรรยากาศมหาลัย มันไม่กลางเมืองมากน่าจะไม่ค่อนวุ่นวาย(มั้ง) แล้วก็เลือกเรียน Finance จริงๆตอนแรกลังเลกับ IB (International Business)ด้วย แต่ด้วยความที่ที่บ้านไม่มีธุรกิจของตัวเองก็เลยคิดว่าเรียน Finance น่าจะต่อยอดทำงานในอนาคตได้มากกว่าเรียนแนว Entrepreneur ไปเลย

- ใช้คะแนนอะไรเท่าไหร่ในการสมัครเข้า MUIC

🍐 ใช้คะแนน IELTS 6.0 (Writing 5.5) คือคะแนนง่อยมากจริงๆ สอบครั้งแรกแล้วยื่นเลยเพราะขี้เกียจแล้ว 55555 แล้วก็ใช้ SAT math 700 ต้องสอบ writing ของ ม.เพิ่มอย่างเดียวค่า

- ตอนแรกพื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นยังไงบ้าง 

🍐 พื้นฐานอังกฤษคือเราเรียน EP มาตอนประถม ก็จะได้ conversation ซะส่วนใหญ่ แล้วก็ skill ข้อสอบพอมีติดตัวบ้าง แต่ แต่ แต่!!!! เราไม่ถูกกับ academic writing มากๆ คือเราเรียนวิทย์คณิตมาทั้งมัธยมเลย ละเขาไม่ค่อยเน้นวิชานี้ พอต้องไปทำอะไรที่วิชาการอิ้งจ๋าๆโดยที่ไม่ได้แตะมานานมันก็เลยเสียเปรียบกว่าคนที่เรียนอินเตอร์มาตลอดอยู่แล้ว

- ตอนสอบข้อเขียนเป็นยังไงบ้าง รู้สึกว่ามันยากมั้ย เลือกหัวข้ออะไรไป

🍐 สอบข้อเขียนรู้สึกว่ายากนะ มันเป็นคำถามแบบ opinion ภาพรวมระดับกว้างๆ เราต้องวิเคราะห์ว่าควรจะเขียนเหตุผลแนวไหน ถ้าเลือกทางไหนจะมีเหตุผลให้เขียนอธิบายได้มากกว่า เราเลือกหัวข้อ "ใครควรจะดูแลผู้สูงอายุ รัฐบาลหรือครอบครัว" จริงๆมันจะตอบอะไรก็ได้หมดแหละ เราว่าอยู่ที่เหตุผลประกอบแล้วก็โครงสร้างมากกว่า

- ตอนสอบสัมภาษณ์อาจารย์ถามอะไรบ้าง แล้วตอบไปคร่าวๆ ประมาณไหน 

🍐 ตอนสัม major เราเจออาจารย์ไทยผู้หญิงทั้งสองคนเลย ใจดีมากๆ ส่วนใหญ่ก็ถามเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับตัวเราเลย ประมาณว่า

ทำไมเรียนวิทย์คณิตแล้วอยากมาต่อสายนี้ : เพราะไม่ชอบวิทย์ แล้วก็อธิบายขยายไปว่า เราคิดว่าวิทย์มีอีกหลายศาสตร์มากที่น่าเรียนรู้แต่เรามีวิชาให้เรียนในมัธยมแค่ 3 ตัว ซึ่งเราไม่ชอบสักอันเลย5555 

ทำไมเรียนวิทย์มาแล้วได้สำเนียงดี : เราบอกว่าตอนประถมเรียน EP

แล้วย้ายสายมาพ่อแม่สนับสนุนหรอ : บอกว่าท่านเข้าใจว่าเป็นความชอบ เพราะตอนมัธยมเราเรียนวิทย์คณิตมาให้แล้ว แต่ก็ยังไม่โอเคอยู่ดี เลยขอทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

ทำไมเลือก Finance : เราบอกตรงๆตามที่บอกข้างบนเลย ว่าเลือกจากวิชาที่ชอบ แล้วก็คิดว่าชอบแนวการทำงานของบริหารด้วย

- ผลที่ได้ติดมาได้ IC เลย รู้สึกกลัวมั้ยว่าจะปรับตัวไม่ทัน 

🍐 เอาจริงคือกลัวมากๆๆๆเลย อยากเรียน PC สักเทอมด้วยซ้ำ เรารู้สึกว่าเราเขียนได้ไม่เก่ง กลัวตามเพื่อนไม่ทัน แล้วยิ่งไม่ได้เรียนแบบอิ้งมานานมากๆคงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะปรับตัวได้ ;-; อีกอย่างคือเปิดเทอมก่อนเพื่อนๆภาคไทยคนอื่นๆ เหมือนยังไม่ทันได้เตรียมใจก็ต้องไปเป็นเด็กมหาลัยแล้ว กลัวเกรดเน่ามาก 

- ตื่นเต้นมั้ยที่ได้เป็นเด็ก MUIC แล้ว !!!!

🍐 ตื่นเต้นมากเลยยย ได้ข่าวมาส่ารุ่นพี่ที่นี่ดูแลดี รับน้องดี รู้สึกว่าแนวคิดหลายอย่างของ MUIC ตรงกับสิ่งที่เราต้องการมากเลย ถ้าเรียนไปแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ก็ยังมีโอกาสเปลี่ยน Major ทัน

- มีอะไรอยากฝากน้องๆ ในอนาคตบ้างหรือเปล่า

🍐 อยากฝากว่า "การพยายามมันยากเสมอแหละ เพราะเรายังไม่รู้ว่าเส้นชัยมันมีมั้ย ไม่รู้ว่าที่พยายามอยู่มันจะสูญเปล่ามั้ย" แต่อยากให้ทุกคนทำให้เต็มที่ที่สุดก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าผ่านไปอีก 3 เดือน 1 ปี เราจะยังมีไฟสอบเข้าเท่าตอนนี้มั้ย ถ้ามีโอกาสได้สอบแล้วก็ทำการสอบทุกครั้งให้ออกมาเต็มที่ที่สุดของเราก็พอ จะได้รู้ว่าศักยภาพของเรามันพาเราไปได้ขนาดไหน แล้วค่อยมาพัฒนากันไปเรื่อยๆ


(เราเพิ่งหาที่แพรรีวิวไว้ให้ก่อนหน้านั้นเจอ)

อันนี้สัมครั้งแรกน้าา ตอนแรกเข้าไปเจอกรรมการผู้หญิง 2 คน คนไทยทั้งคู่เลย( สัม Finance) เขาก็ให้ introduce yourself เราแนะนำว่าเราเรียนสายวิทย์คณิต เขาก็เลยบอกว่าสำเนียงโอเค เคยไปแลกเปลี่ยนมั้ย เราก็บอกว่าไม่ แต่เคยเรียน EP ตั้งแต่ประถมเลยคุ้นเคยบ้าง เขาถามต่อแล้วทำไมถึงเลือกมาต่อสายนี้(ไม่เรียนสายวิทย์ต่อ) เราตอบว่าไม่ค่อยชอบวิทย์ เขาถามต่อว่าเกรดก็โอเคทำไมไม่ชอบ เลยตอบว่าวิทย์มันกว้างมาก มีอีกหลาย field ที่ยังไม่ได้เรียน แต่เท่าที่เรียนมารู้สึกตัวเองต้องใช้ความพยายามกับวิชานี้มากกว่าอันอื่น แล้วเขาก็ถามต่อว่าทำไมเลือก Finance เราก็ตอบว่าจริงๆครอบครัวเราไม่มีใครมาสาย business เลย แต่เราอยากทำงานในสายนี้ แบบ want to be financially independent and obtain the employment with a reputable firm บลาๆ เขาก็ถามว่าแล้วที่บ้านทำอะไร เราก็บอกว่าเขาเป็นหมอ เขาก็ถามต่อว่าแล้วเรา convince พ่อแม่ยังไง จากนั้นเขาก็ชวนคุยว่ารู้จัก MUIC ได้ไง เราก็เลยบอกว่าเพราะพี่เฌอปราง เขาเลยแซวว่าแต่พี่เขาเรียนเคมีนะไรงี้ หลังจากนั้นก็ชวนคุยแบบจำไม่ได้แล้ว ละเขาก็ถามว่ามีอะไรสงสัยมั้ย เราเลยถามว่า major ไหนของ business ที่คนเรียนเยอะสุด เขาก็บอกว่า IB แล้วก็ Finance แล้วก็บอกว่าเราเลือก major ถูกแล้ว (จารย์อวย major ตัวเอง5555)


❤️ ปล. น้องๆที่ไม่ได้เรียนอังกฤษหรืออินเตอร์มาก็สู้ๆ นะ ไม่มีอะไรสบายเกินไป เลือกสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะมันจะติดตัวเราไปอีกนานนนนมาก อย่าให้เวลาหรือสิ่งที่พลาดไปแล้วมากำหนดอนาคตเรา เพราะโอกาสตอนนี้มาถึงอีกครั้งแล้ว

--- ขอบคุณแพรมากๆ ที่ช่วยเขียนรีวิวให้แบบละเอียดมากๆ 😉 ---

คำถามที่เจอบ่อยมากๆ เกี่ยวกับการ Apply เข้ามหิดลอินเตอร์ 🧐 :


1. ที่มหิดลมีกี่รอบให้สมัคร ใช้ระบบเทอมแบบไหน แล้วเราจะเรียนวนยังไงล่ะ? ✅ ที่มหิดลเราใช้ระบบ Trimester หรือระบบ 3 เทอมต่อปีการศึกษา เป็นระบบอังกฤษ โดยจะเปิดทั้งหมดมี 4 รอบต่อปีการศึกษาจ้า ก็คือรับนักศึกษาเข้าทุกเทอมนั่นเอง 1-2 : สมัครรอบเมษาและสิงหาตามลำดับ เข้าเรียนเทอม 1 เดือนกันยายนปีเดียวกัน 3 : ยื่นรอบตุลาคม สอบช่วงปลายเดือนตุลาคมและประกาศผลช่วงพฤศจิกายน เข้าเรียนเทอม 2 เดือนมกราปีถัดไป 4 : ยื่นรอบมกราคม สอบช่วงกุมภา และประกาศผลประมาณช่วงมีนา เข้าเรียนเทอม 3 เดือนเมษาปีเดียวกัน คือใครอยากจะรอเล่นศึก CU TU ค่อยมาสมัครรอบที่ 2 คือเดือนสิงหาก็ได้เหมือนกันจ้า

ตัวอย่างระบบเทอมครบทั้ง 3 เทอมของมหิดลตอนปี 2019-2020

✅ ก็คือมันมีทั้งหมด 3 เทอมถูกมั้ย มันก็จะวนอย่างนี้เลยจ้า

1) สำหรับคนที่สมัครเข้ารอบที่ 1 และ 2 ที่เริ่มเรียนตอนกันยา: จะเข้าเรียนเทอม 1 เดือนต้นกันยาจะจบช่วงต้นเดือนธันวา ▶️ เทอม 2 เดือนต้นมกราจะจบช่วงต้นเดือนเมษา ▶️ เทอม 3 เรียนปลายเดือนเมษาจบช่วงปลายกรกฎาในปีถัดไป อันนี้ก็คือไล่เทอม 1-2-3 แบบปกติเลย ตามปฎิทินตัวอย่างข้างบน

2) เข้าเรียนเทอม 2 ที่เริ่มตอนเดือนมกรา: ต้นเดือนมกราจะจบช่วงต้นเมษา (นับเป็นเทอมที่ 1) ▶️ เทอม 3 เรียนปลายเดือนเมษาจบช่วงปลายกรกฎา (นับเป็นเทอมที่ 2) ▶️ กลับมาเรียนเทอมที่ 1 ของปีการศึกษาถัดไป ตอนกันยาจนถึงช่วงต้นธันวา (นับเป็นเทอมที่ 3) อันนี้คือไล่เทอมเป็น 2-3-1 ตามปฏิทันตัวอย่างข้างบน

3) เข้าเรียนเทอม 3 ที่เริ่มตอนเดือนเมษา: เริ่มตอนปลายเดือนเมษาจนถึงปลายกรกฎา (นับเป็นเทอมที่ 1) ▶️ กลับมาเรียนเทอมที่ 1 ของปีการศึกษาถัดไป ตอนต้นกันยาจนถึงต้นธันวา (นับเป็นเทอมที่ 2) ▶️ เรียนเทอมที่ 2 ต้นเดือนมกราจบช่วงต้นเมษา (นับเป็นเทอมที่ 3) อันนี้คือไล่เทอมแบบ 3-1-2 ตามปฏิทินตัวอย่างข้างบน

✅ ที่ื MUIC จะเรียนเป็น 3 เทอม เทอมละ 10 weeks ในการเรียนการสอน เท่ากับเรียนปีละ 30 weeks ส่วน Summer จะลงหรือไม่ลงก็ได้

✅ ช่วงปิดเทอมที่นานที่สุดและสั้นที่สุดจะแบ่งยังไงคือ

- ช่วงระหว่างเทอม 3 กับเทอม 1 จะหยุดประมาณ 6 weeks (สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาจนช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยา)

- ช่วงระหว่างเทอม 1 กับเทอม 2 จะหยุดประมาณ 4 weeks (สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนมกรา)

- ช่วงระหว่างเทอม 2 กับเทอม 3 จะหยุดประมาณ 2-3 weeks (น่าจะช่วงสงกรานต์จนถึงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษา)


2. อะไรคือ Fast Track กับ Regular Track? Fast-track คือ "คะแนนผ่านเกณฑ์มหาลัยทุกอย่าง" ทั้งเลข (ในคณะที่ใช้เลข) และภาษาอังกฤษ (ได้ทั้ง IELTS, TOEFL IBT, PTE Pearson) - จะเข้า BBA และ Science ต้องมี SAT Math 600+ (ACT 25), IELTS Overall and Writing 6.0+* - จะเข้า BA (Arts) Intercultural Studies and Languages ต้องมี SAT Math 530+ (ACT 20+) - จะเข้า International Hospitality Management ต้องมี SAT Math 500 (ACT 18+)

*กรณีสอบภาษาอังกฤษมีตัวเลือกทั้งหมด 3 อย่างคือ

- IELTS คะแนน Overall 6 and Writing 6

- TOEFL IBT คะแนน Overall 69 and Writing 22

- PTE Pearson คะแนน Overall 50 and Writing 50

❌ สาขาที่ไม่ขอ SAT Math หรือ ACT: 1. International Relations and Global Affairs (IRGA) สาขานี้มีหลักสูตร 3 ปีจ้าาาาาา 2. Communication Design (Comm. De.) 3. Media and Communication (MC, Media com) ❌ ✅ Regular track คือ ไม่มี/ไม่ผ่านเกณฑ์อย่างใดอย่างนึง จึงต้องสอบข้อเขียนมหาลัยเพิ่มโดยตรง ▶️ ไม่มีคะแนนเลข/คะแนน SAT Math ไม่ถึงเกณฑ์: สอบเลขมหาลัยเพิ่มค่ะ ▶️ ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ/คะแนน IELTS Overall ไม่ถึง 6/คะแนนภาษาไม่ผ่านเกณฑ์: สอบข้อสอบ TOEFL ITP พร้อม Writing Essay เพิ่มค่ะ

*** รวมถึงกรณีที่มี IELTS Overall 5.5 แต่ Writing 6 ด้วยค่ะ หรือ IELTS Overall 5.5 Writing 5.5 ก็ต้องสอบภาษาอังกฤษของมหาลัยทั้งหมด เพราะถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์มหาลัย *** ▶️ คะแนนภาษาอังกฤษพาร์ท Writing ไม่ถึงที่มหาลัยกำหนด (IELTS 6, TOEFL IBT ขั้นต่ำ 22, PTE 50): สอบ Writing Essay มหาลัยเพิ่มค่ะ *ในกรณีที่ไม่มีทั้ง 2 หรือ 3 อย่าง ต้องสอบผ่านทาง Regular เท่านั้นค่ะ (ITP, Writing, Math) โดยเฉพาะ IELTS Overall 6++ แต่ Writing ได้ 5.5 แล้ว สอบ Regular แบบไม่ต้องคิดจ้า 5555 (เราผ่านมาแว้วทั้ง 2 รอบ ติด IC ทัั้ง 2 รอบว้าย 55555)

😩 ไม่ต้องมาถามเรานะคะว่า "ต้องยื่นรอบไหนถึงไม่ต้องสอบข้อเขียนมหาลัย/ที่สัมภาษณ์เลยก็ติด" MUIC Fast Track ไม่เคยเป็น แบบจุฬาที่มีพวก Early Admission, Early Action ค่ะ มันขึ้นอยู่กับคะแนนของตัวเองนะคะ ถ้าผ่านเกณฑ์ทั้งหมดก็ Fast Track ขาดหรือไม่ผ่านเกณฑ์อะไรก็ Regular แค่นั้น ไม่ใช่ว่ายื่นรอบนี้รอบนั้น สัมภาษณ์ได้เลยอย่างเดียว (ล้อกันเล่นหรือเปล่าคะ 55555)


3. IC กับ PC ต่างกันยังไงอะ?IC คือ International College คือได้รับการ accepted เข้า College โดยไม่ต้องปรับพื้นฐานอะไรเลย แปลว่าพื้นฐานเรา above average และเพียงพอต่อการเรียนในมหาลัยแล้ว ✅ PC คือ Pre-college เรียนเพื่อปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษหรือคณิตศาสตร์ มีทั้งหมด 4 ระดับคือ PC 1,2,3,4 โดยจะเรียนเลเวลละ 10 สัปดาห์ (ประมาณ 2 เดือนครึ่ง) ค่าเรียนถ้าจำไม่ผิดประมาณ 38,000 บาทต่อเลเวล (ไม่ต้องบ่นโลยยย ราคานี้เรียนภาษาเมืองนอกยังเรียนไม่ได้เลยจ้า 5555) และมี MP ด้วยสำหรับคนที่จะเข้าสายที่ต้องใช้ SAT/ACT Math หรือสอบตรงเลขมหาลัย (เค้าว่าง่ายกว่า SAT หน่อยนึง) แต่พื้นฐานเลขยังไม่ค่อยดี เลยต้องปรับตรงเลขเพิ่มแค่นั้นเอง ทางมหิดลมีระบบ PC เพื่อช่วยปรับพื้นฐานของเด็กให้แน่นและแข็งแรงพร้อมเข้าไปเรียนในมหาลัยให้มากที่สุดค่ะ เพื่อประโยชน์ของว่าที่นักศึกษาเองล้วนๆ นะคะ

4. งี้แปลว่าเราติด PC คือภาษาอังกฤษเราห่วยหรอ? ภาษาเราไม่ดีตรงไหนอะ? 😭คนติด PC ไม่ได้แปลว่าภาษาอังกฤษไม่ดีนะคะ เพียงแต่ว่ามันยังไม่พอสำหรับการจะเข้าเรียน College เลย เพราะ MUIC เป็นระบบอินเตอร์เต็มตัวค่ะ โดยระบบของ MUIC จะเหมือนพวก Universities ในต่างประเทศมากๆ คือภาษาอังกฤษเรายังไม่ถึงเกณฑ์ที่มหาลัยอยากได้ เช่น มหาลัยขอ IELTS Overall 6.5, each component 6.0 แต่เราได้ Overall 6.5 มี 1 พาร์ทได้ 5.5 เราก็ต้องโดนปรับภาษา 10 สัปดาห์ก่อนเข้าเรียนในหลักสูตรป.ตรี/โท/เอก จริงๆ ค่ะ เพราะระหว่างปรับภาษาเพื่อให้ดีพอสำหรับการเข้าเรียน ย่อมดีกว่าเข้าไปแล้วเรียนไม่รู้เรื่อง ตามไม่ทัน ฟัง lecture ไม่ทัน จริงมั้ยคะ? ยอมเสียเวลาหน่อยแต่ได้พื้นดีจะได้ไม่ต้องเรียนลำบากนั้นดีกว่ามากๆ ค่ะ ต้องมองถึงผลประโยชน์ในระยะยาวซึ่งดีกับตัวเองนะคะ 👍

😥 แต่เราไปแลกเปลี่ยนประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก/จบอินเตอร์/จบม.ปลายจากต่างประเทศ (ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักมานะ..)? - เข้ามาอ่านตรง FAQ ของ PC MUIC ก่อน จะได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว MUIC มาตราฐานสูงจ้า - เพื่อนเราคนนึงเรียนจบนิวซีแลนด์มา (เรียนที่นั่น 3 ปี) สอบ IELTS 4 รอบก็ได้ Overall 6 แต่ Writing 5 สรุปติด PC 3 ใช้เวลาเรียน 6 เดือน ซึ่งมันไม่แปลกเลย เพราะมหิดลขอระดับภาษาค่อนข้างสูง (โดยเฉพาะตรง Writing ซึ่งเป็นปัญหาของเด็กโรงเรียนไทยมากๆ เช่น เรา เป็นต้น)


5. สามารถ Postpone เทอมเข้าเรียนตอนไหนได้บ้าง?ระบบ Postpone เพื่อศึกษาต่อสำหรับเด็กที่ติด IC เลยใช้ได้แต่กับเด็กในระบบโรงเรียนไทยและอินเตอร์เท่านั้น (IB, A-Level, AP) และสามารถทำ ได้แค่ 1 เทอมการศึกษาเท่านั้น เพราะต้องส่งใบจบและผลการเรียนให้มหาลัยภายใน 1 เทอม ไม่สามารถขอเลื่อนกว่านี้ได้ หรือเด็กที่จบจากต่างประเทศ เช่น สมัครเดือนตุลาคมตามรอบต้องเข้าศึกษาตอนเดือนมกราปีถัดไป แต่เรายังไม่จบม.6 ก็สามารถขอเข้าเรียนในเทอมถัดไปได้ ก็คือเทอมเมษา พร้อมจ่ายค่ารักษาสิทธิ์ (Admission Fee) 10,000 บาท

✅ ระบบ Postpone จะสามารถเลื่อนได้ 2 เทอมให้เฉพาะเด็กที่ติด PC และจะเข้าเรียนเท่านั้นเด็กที่สอบเทียบมา เช่น GED, IGCSE ไม่สามารถขอ Postpone ได้ทุกกรณี ติดแล้วต้องเข้าเรียนเลยตามรอบของมหาลัยเท่านั้น แนะนำว่าจะเรียนเทอมไหนก็สมัครรอบนั้นแหละ * ประเภทแบบจะสมัครรอบมกราแล้วขอเรียนกันยา ลืมไปได้เลยจ้า ไม่มีทาง ยกเว้นเด็กเรียน International Curriculum อะทำได้ เพราะเค้าจบมิถุนายน แต่เด็กไทยจบตั้งแต่มีนาแล้วจะเอาไปทำอะไรคะ ไม่งั้นก็ไปยื่นรอบเมษา/สิงหาจ้า ถ้าจะเรียนกันยา *


6. คะแนน GED แค่ผ่านเกณฑ์เกิน 600 มานิดหน่อย สมัครได้มั้ย? ✅ สมัครได้แน่นอน GED เพียงแค่คะแนนรวมเกิน 600 ก็โอเคแล้ว แต่ สำหรับ MUIC ต้องมีเกรดม.4 ทั้ง 2 เทอมด้วย (เป็นระบบกันเด็กออกจากโรงเรียนเร็วเกินไป) จะเป็นตอนไปแลกเปลี่ยนก็ได้


7. ต้องเอาใบตัวจริง (Diploma and Transcript) ของ GED ไปด้วยมั้ย? ✅ ไม่ต้องสั่งตัวจริงแบบ Paper มาก็ได้ค่ะ เพราะทาง MUIC เค้าขอแค่ "ไฟล์" PDF ที่เราไปโหลดมาจาก GED Parchment นะคะ เค้าตรวจใบจริงปลอมโดยระบบ Blue Ribbon ค่ะ เพราะฉะนั้นสบายใจได้เลย


8. ถ้าได้ IELTS Overall 6 แต่ Writing 5.5 มีสิทธิ์ติด IC เลยมั้ย? ✅ โอกาสติด IC เลย เราให้ประมาณ 70-80% นะ เพียงแต่ทำตรง Essay มหาลัยให้ดีๆ หน่อย เพราะเพื่อนเราก็คะแนนประมาณนี้ ติด IC กันเกือบหมด (เท่าที่เรารู้) ✌ แต่ถ้า Writing 5 ควรกลับไปอัพคะแนนใหม่นะ เพราะโอกาสติด PC 3 เยอะมากกกก ดูอันตรายเกินไปหากไม่อยากเข้าไปเรียน PC อะนะ แต่ถ้าไม่มายถือว่าได้ปรับภาษาก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะเรียน PC จ้า นานาจิตตัง ถ้าคิดว่าภาษาอังกฤษตัวเองยังดีไม่พอก็เข้า PC ไปเถอะ


9. คนติด PC ระดับไหนมากที่สุด?ที่เรานับมารอบของเรา คนติด PC 1 กับ 2 จะเยอะมากๆๆๆ ส่วน PC 3 จะเริ่มน้อยลง แต่ PC 4 คือเบาบางมาก รอบตุลา ปี 2019 มีคนติดแค่ 3คน เท่านั้น!!! เฉลี่ยแล้วจะติด PC กันประมาณ 100 กว่าคนจากรอบที่สมัครมา 700 คน


10. ระหว่างเรียน PC ไม่อยากเสียเวลาแล้ว ออกมาสอบวัดภาษาใหม่แล้วยื่น IC เลยได้มั้ย? ✅ แบบนั้นก็สามารถทำได้จ้า ถ้าจะเอา Fast Track ก็สอบ IELTS Overall 6, Writing 6 เลย เห็นเพื่อนเราที่เรียน PC 3 บอกว่าหลังเพื่อนจบ PC 3 ไปสอบ IELTS มาก็ได้เข้า IC ไปเลย 2 คน ประหยัดเวลาและค่าเรียนไปอีกเลเวลนึง อันนี้นานาจิตตัง ถ้าใครคิดว่ายังไม่พร้อมเลย กลัวตามไม่ทัน ก็เรียนให้จบ PC 4 ไป แล้วก็จะสามารถเข้า IC ได้เลยในกรณีที่สอบผ่านการวัดระดับสุดท้ายจ้า


11. การสอบข้อเขียนยากมั้ย?ก็ IELTS Writing Task 2 ดีๆ นั่นแหละ กำหนดขั้นต่ำ 250 คำ แต่ให้เวลา 1 ชม. ไม่มี Task 1 มี 2 topics ให้เลือกเอามาเขียนอันใดอันนึง เขียนด้วยปากกานะ!! ใครเขียนด้วยดินสอฉันจะตีมือเธอ!! Admission team ตอนนั้นโคตรดุ แบบมีคนสอบละใช้ดินสอประกาศออกไมค์ด้วยความโมโหนิดๆ ว่าให้ใช้ปากกา 55555 📝คือวันนี้ไปสอบข้อเขียนมหิดลมา (รอบที่ 2) เรื่องสิ่งแวดล้อมคือแบบบบว่าาาา Greta Thunberg มากกกกกๆๆๆ 55555555 อยากเขียนว่า how dare you!!! มี 2 หัวข้อเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งคู่

1. อันแรกคือ : มีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ให้ discuss both views ว่าเป็นความรับผิดชอบของคนในครอบครัวหรือรัฐบาล 2. อันที่ 2 คือ : มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม คุณคิดว่าควรจะ strict เรื่องจำนวนของรถกับ plane journeys มั้ย เพราะอะไร ให้เขียนว่าทำไมถึงเห็นด้วยและประสบการณ์โดยตรงของตัวเอง


มี่เลือกเขียนอันที่ 2 ไปเลย.... เลยเขียนไปแนวๆ ว่าเห็นด้วยกับเรื่องรถมากๆ เพราะมันก่อ traffic jam กับ air pollution ซึ่งทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และประเทศไทยเป็นประเทศที่รถติดมาก เพราะคนเอาแต่คิดกันว่าใช้รถส่วนตัวมันสะดวกกว่า ในเมื่อจ่ายเงินซื้อรถได้จะไปใช้ public transportation ให้ลำบากทำไม ละก็เขียนต่อว่าละถ้าทุกคนคิดแบบนี้เหมือนกันหมด ปัญหามันจะไม่ใหญ่ไปกว่านี้อีกหรอ เพราะแค่ปัญหาอันเดียวมันทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างได้เลยนะ ทั้งปัญหาเรื่องภาวะเรือนกระจก, ทำให้แสงแดดไม่สามารถออกจากชั้นบรรยากาศได้ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นและในที่สุด glaciers จะละลายอีก แต่เรื่อง aircraftไม่เห็นด้วย เพราะว่าทั้ง Boeing และ Airbus เค้าผลิตเครื่องบินประหยัดพลังงานและผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว มันประหยัดน้ำมันและลดพวกปัญหามลพิษทางอากาศอยู่แล้ว และในอนาคตเค้าก็คงผลิตให้มันดียิ่งขึ้นไปอีกแน่ๆ ตรง conclusion เขียนไปว่าอยากให้รัฐบาลใส่ใจเรื่อง public transportation ให้ครอบคลุมขึ้น คนจะได้สนใจใช้และใช้รถส่วนตัวได้น้อยลง สรุปคือเราเขียนไปทั้งหมดประมาณ 338 คำ (นับแบบตกหล่นบ้างมั้ยไม่รู้ แต่เกิน 250 อยู่แล้วแน่นอน ไม่โดนหักเรื่องคำไม่ครบ)


12. ส่งผลสอบ IELTS แบบ E Test Result Form (TRF) ผ่านทาง British Council/IDP ยังไง? ✅ สำหรับ IDP ให้ไลน์/โทรถามและกรอกฟอร์มส่งกลับไปหาทาง IDP ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ ✅ สำหรับ BC น่าจะเหมือนกันนะคะ พอดีเรายื่นกับ IDP


13. (แนะนำ) สำหรับคนที่สอบ GED ควรไปยื่นที่มหาลัย ไม่ควรส่งไปรษณีย์นะคะ เพราะมันจะมีใบให้กรอกว่าทำไมถึงสอบเทียบอะค่ะ บนเว็บไม่มี มีแต่ของที่มหาลัยเท่านั้น


14. มีทริคในการทำข้อสอบ Writing ของ MUIC มั้ยคะ? ไม่มีค่ะ จากใจจริงนะ ตอนแรกเราคิดว่าจะเรียนติวเขียนเพิ่มเหมือนกัน แต่ตอนหลังคิดว่ามันไม่ได้ยากมาก เราเลยเอาเวลาที่จะเรียน Writing ไปเรียน Film แทนอะค่ะ อันนี้เราไม่ได้ช่าหรืออะไร คือเราแค่ทำใจให้สงบสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่เครียด ไม่คิดมาก ไม่กังวล ทำให้เต็มที่ที่สุดพอ แล้วก็ไปสอบเลยอะค่ะ เราติด IC ทั้ง 2 รอบค่ะ เราไม่ได้ฝึกเขียนอะไรเลยด้วยระหว่างนั้น เพราะแค่งานที่โรงเรียนก็ใกล้ตายแล้วค่ะ แต่สำหรับใครที่ไม่มั่นใจจริงๆ ก็ควรลองฝึก Writing Task 2 ของ IELTS อะค่ะ ไม่ต้องตาม Pattern มาก เอาที่มันใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไปพอ (ไม่จำเป็นต้องจำสูตรสำเร็จอะไรเลย ไม่มีประโยชน์) 🙂


15. เอกสารต้องใช้อะไรในการสมัครบ้าง? ✅ เอ่ออออ ข้างบนช้านก็เขียนไว้ให้แล้วายยยยย โถ่ถ่ถ่ถ่ ในเว็บมหาลัยมีบอกหมดเลยนะ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เลื่อนไปดูเลยจ้า มีทั้ง Regular และ Fast-track ป้อนให้หมดแล้วเด้อ ไปเคี้ยวกันเอาเองๆ 😅 (อย่าส่งมาถามเลยว่าใช้อะไรบ้าง หน้าเว็บเค้าบอกละเอียดมากๆ) ❌ เด็กที่ใช้ GED เทียบวุฒิมาไม่ต้องเอาจดหมายรับรองความประพฤติไปให้มหาลัย (ก็จบ GED คือ Homeschool ไม่ได้มี Teacher ที่รู้จักเรามานานๆ เหมือนในโรงเรียนนี่ จะเอาไปเขียนทำไมกัน)


16. เด็ก GED จะมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์เป็น 165 ตอนปีการศึกษา 2563 มั้ย? ✅ ตอนนี้ที่ถามทาง MUIC มา เค้าบอกว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเกณฑ์ 165 เหมือนที่พูดไว้ตอนแรกที่ตอนนั้น TU ปรับเป็น 165 ตอนนั้นมีคนไปถามทางมหาลัย เค้าบอกว่าจะปรับตอน 63 เป็น 165 แต่เราถามให้อีกรอบแล้วนะ (วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2020) เค้าบอกว่า "ยังไม่เปลี่ยนแปลง" เท่ากับว่า เราสามารถใช้ GED คะแนนรวมที่ 600 คะแนน + เกรดม.4 2 เทอมได้เหมือนเดิม


17. ค่าเทอมของแต่ละสาขาที่ MUIC อยู่ที่เท่าไหร่ แบ่งจ่ายยังไงบ้าง?

ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายมหาลัยเพิ่มเติม

สังเกตดีๆ มีค่า University Fee ต่อเทอมด้วยนะ 555555 ฟีลแบบค่าใช้สถานที่อะไรงี้แหละ

ค่าเทอมแบบตลอดหลักสูตร 4 ปีของแต่ละสาขา

3 สาขาแรกที่ค่าเทอมตลอด 4 ปี แพงหูฉี่มากที่สุด:

1) ค่าเทอมที่แพงที่สุดคือสาขา Communication Design (CommDe) คือ 874,300 บาท

2) รองลงมาเป็น Media and Communication คือ 823,900 บาท

3) อันดับสุดท้ายคือ Chemistry คือ 799,500 บาท

ค่าเทอมตลอดหลักสูตร 4 ปีของแต่ละสาขา

3 สาขาแรกที่ค่าเทอมสบายกระเป๋ามากที่สุด:

1) International Relations and Global Affairs คือ 674,000 บาท (ที่สำคัญมีหลักสูตร 3 ปีด้วยนะ)

2) Intercultural Studies and Languages คือ 732,700 บาท

3) หลักสูตร BBA ทั้งหมด คือ 740,800 บาท

✅ สำหรับค่าเทอมที่นี่แบ่งจ่ายเป็น "รายเทอม" ก็คือจ่ายทั้งหมด 3 เทอมต่อปี ไม่รับการจ่ายแบบรายปีค่ะ ก็คือเอาค่าเทอมทั้งหมดมาหาร 4 และหาร 3 อีกทีจะได้ค่าเทอมรายเทอมค่ะ


17. ตอนสมัครต้องสมัครยังไงบ้าง อ่านแล้วรู้สึกงงๆ ?

✅ คือเวลาที่เราสมัครอะ เราจะต้องเริ่มจากการกรอก application form บนหน้าเว็บของมหาลัยก่อน ชื่อว่า "sky-p" ก็กรอกไปตามที่เค้าถามและความเป็นจริง คือระบบมันกรอกง่าย มากๆ พอเรากรอกข้อมูลเสร็จหมด อย่าลืมเช็คความถูกต้องทั้งหมดด้วยนะ สำคัญมากๆ ห้ามลืมเด็ดขาด การสมัครเข้ามหาลัยเราจะพลาดไม่ได้เลย ไม่งั้นเข้าข่ายข้อมูลเท็จนะ พอกรอกใบสมัครเสร็จ เราก็ต้องเตรียมพวก required documents ให้มหาลัยให้หมด


การส่งเอกสารจะมี 2 แบบคือ

1. ส่งแบบตัวต่อตัวที่มหาลัย : อันนี้สามารถส่งได้ตั้งแต่วันแรกที่รับสมัครยัน deadline

2. ส่งไปรษณีย์ไปให้มหาลัย : อันนี้จะมี deadline เร็วกว่าแบบที่ส่งตัวต่อตัว และมหาลัยจะดูวันประทับตราส่งเป็นหลัก

ส่วนการโอนเงินค่าสมัครเราสามารถ

1. โอนเงินแล้วแนบ pay-in slip ไปให้มหาลัย

2. จ่ายเงินสดตัวต่อตัวก็ได้ :สำหรับคนที่ส่งเอกสารแบบตัวต่อตัว


* คนที่สมัครแบบตัวต่อตัวจะโอนเงินหรือจ่ายเงินสดก็ได้ เพราะตอนที่มี่ไปสมัครมี่ก็โอนเงินแล้วแนบ slip เอาเหมือนกัน