• Mie Dyasha 🍦

Mie's life as a junior at MUIC Media Com - part 3 (รีวิวนิเทศอินเตอร์ MUIC ภาค 3) 📷

Updated: May 21

กราบสวัสดีท่านผู้อ่านกันอีกรอบนะคะ 🥰

มี่กลับมาเขียนบล็อคต่อจาก MUIC college life experience ที่เคยเขียนไว้ 2 parts ก่อนหน้านี้แล้วนะคะ 🤩 อันนี้จะเป็นพาร์ทที่ 3 ตามชื่อบล็อคเลยค่า ✨ รีวิววิชาเน้น ๆ เลยนะ 10 วิชาจ้า ❤️

Mie's MUIC Media Com Part 3 cover photo ✨

มี่หายไปสักพักใหญ่ ๆ เหมือนกัน ประมาณเกือบ 5-6 เดือนได้แล้ว พอดีว่าตอนนั้นมี่เองค่อนข้างยุ่งและปิดเทอมค่อนข้างน้อยค่ะ ช่วงปิดเทอมของเทอม 1 ก็คือวุ่นวายกับการส่งเอกสารหาที่ฝึกงานมาก ๆ เลย (และก็รู้สึกว่าคิดถูกค่ะเพราะว่าได้รับการตอบรับเข้าฝึกงานตั้งแต่ตอนเดือนกันยายนของปี 2021 กันเลยทีเดียว เดี๋ยวจะมารีวิวเรื่องการหาที่ฝึกงานให้ในตอนหน้านะคะ 🥰) แต่ว่ารอบนี้ตั้งใจจะกลับมารีวิวการเรียนของ MUIC Media and Communication ทั้ง 2 เทอมเลยแล้วกันค่ะ ก็คือจะมารีวิวการเรียนทั้ง 10 วิชาให้เหนาะ ๆ เลยในช่วงที่มี่เรียนปี 3 (finally a junior!) ทั้งเทอม 1 และเทอม 2 ของปีการศึกษา 2021-2022 ค่ะ อ่านกันให้จุใจไปเลยจ้าาาา 55555 😂

อะ เกริ่นกันไปแล้วสำหรับเรื่องที่จะมารีวิววิชาของสาขา media and communication ที่ muic มี่ขอมาแปะลิงก์สำหรับบล็อคที่เคยเขียนไปบ้างแล้วที่เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้า muic, รีวิววิชาเรียนของ media com (part 1), บล็อคที่เคยทำที่เป็น project เกี่ยวกับ media com และจะเพิ่มเติมให้สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจจะ transfer จาก muic ไปต่างประเทศ (อเมริกา) ด้วยก็แล้วกันค่า 😎 
🎓 ชีวิตของมี่กับการเรียน MUIC Media Com (นิเทศอินเตอร์) ฉบับเด็กเก็บเครดิตนรก (part 1) พร้อมสอนวิธีการเตรียมตัวลงทะเบียน MUIC SKY สำหรับน้อง ๆ ที่เป็นเด็กใหม่่ดและรีวิววิชาต่าง ๆ ของ Media Com (old curriculum) ตั้งแต่ปี 1 เทอม 1 ถึงปี 2 เทอม 2 พร้อมรีวิว gen ed จากเพื่อนที่เรียน BBA (ใครสนใจจะเข้า MUIC หรือ Media Com ห้ามพลาดนะคะ): ลิงก์
📷 ชีวิตของมี่กับการเรียน MUIC Media Com (นิเทศอินเตอร์) ฉบับเด็กเก็บเครดิตนรก (part 2) มีอธิบายเรื่องการเก็บเครดิตของทั้งเด็กหลักสูตรเก่าและใหม่ (638+), minor, รีวิว EC 3 (public speaking), วิชา Media Com core & film production major electives และการทำงานกลุ่ม: ลิงก์
📚 ประสบการณ์โดยตรงที่มี่สมัครเข้าศึกษาต่อปริญญาตรีที่ Mahidol University International College (MUIC) โดยติด IC ทั้ง 2 รอบโดยรอบแรกใช้วุฒิ GED และรอบที่ 2 คือวุฒิม.6 ในสาขา Media & Communication (MUIC Media Com) หรือนิเทศอินเตอร์: ลิงก์ 
📑 Mie's EC 2 argumentative essay, topic: "racial discrimination against non-native & non-white migrant teachers in Thailand": link 🗞 Mie's ICMC 204 (research methods & basic stats) group project, topic: "influential factors & cultural perspectives on Oscar-winning films: Parasite and Green Book": link 
🗣 Mie's ICMC 205 (media psychology) group project, topic: "rape culture & sexual violence portray in Thai soap operas": link 
🖥 Mie's ICMC 202 (media & cultural theory) group project, topic: "have you ever been (cyber) bullied?": link 
🇺🇸 สมัคร as a transfer student (undergraduate) จาก MUIC ในฉบับเด็กฟิล์มไปที่ Maryville College (Tennessee) & The University of Idaho (Idaho), USA พร้อมได้รับ financial aid หรือทุนบางส่วนด้วย (แต่มี่ยังเรียนอยู่ที่ MUIC นะคะ): ลิงก์
*สำหรับเรื่องตัวอย่างงาน ให้ดูเป็นแนวทางเท่านั้น ไม่อนุญาตให้คัดลอก/ก๊อปงานทุกกรณี* 
-----------------------------------------------------------------
ส่วนนี้จะเป็นลิงก์เพิ่มสำหรับใครที่สนใจจะอ่านบล็อคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบหรือเพื่อยื่นในการเรียนต่อต่างประเทศหรือหลักสูตรอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยในไทยนะคะ 😊 
🎬 การยื่นเพื่อศึกษาต่อในสาขา B.Media.Com Screen Practice & Production และ BA Film & Theatre ที่ Macquarie University (Sydney, Australia) & Victoria University of Wellington (Wellington, New Zealand): ลิงก์ 
🇬🇧 รีวิวการสอบ IELTS academic ด้วย overall 6.5 (each component 6.5 แต่ writing 5.5), การเตรียมตัวที่ Westminster International และการสอบ IELTS แบบ computer-delivered ที่ IDP Silom: ลิงก์   
📨 25 facts ที่ต้องรู้เกี่ยวกับ IELTS Academic ก่อนสอบจริงและรีวิวการสอบ IELTS จากเพื่อนที่ได้ overall 6.5-7.0: ลิงก์     
🇺🇸 รีวิวการสอบ Duolingo English Test ฉบับผู้มาก่อนกาล (สอบตอน 2018 ก่อนที่ DET จะถูกเอามาใช้ในไทยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างแพร่หลายตอนช่วงโควิด) ได้คะแนน 63/100 ในตอนนั้นหรือ 115/160 ในปัจจุบัน *แต่ตอนยื่นจริงที่ MUIC มี่ยื่น IELTS ค่า*: ลิงก์
🐥 รีวิวการสอบ Duolingo English Test ฉบับปี 2021 ที่มี่ได้ 130/160 แต่ละพาร์ทไม่ต่ำกว่า 125 (ระดับ C1 Advanced) ค่า: ลิงก์
gif

สำหรับ introduction คร่าว ๆ ก็คือหมดแล้วนะคะ ใครที่อยากเก็บ insight จากเรื่องการเรียนในสาขา media com ไม่ควรพลาดในการอ่าน blog ทั้ง part 1 และ part 2 นะคะ 🤩 อยากให้อ่านจริง ๆ เพราะตัวมี่เขียนไว้ละเอียดมาก ๆ แล้วและตัวข้อมูลทุกอย่างมันจะลิงก์กันหมดเลย ถ้าอธิบายสั้นเกินไปเดี๋ยวก็จะงงและต้องถามเราเพิ่มอีกอยู่ดีว่าอันนั้น อันนี้ คำนั้น คำนี้คืออะไรคะพี่มี่? ตัวมี่เองเลยอยากให้อ่านเพื่อปู basic and mutual understanding ไปเลยนะคะ จะได้เข้าใจตรงกันและได้ความเข้าใจเบื้องต้นก่อนเข้ามาเรียนจริงกันไปเลยจ้า ❤️🥰

ปล. ไม่รู้ทำไมบางคนชอบมีปัญหากับคำว่า "basic understanding" ที่เราพูดไม่รู้ คือมันไม่ได้ harsh word อะไรเลย คือมันหมายความแบบนั้นตรงตัวเลย มันหมายถึง basic แบบ mutual understanding อะว่าเด็กในคณะ IC และ major เราเข้าใจยังไง ไม่ได้หมายความว่ามันคือเรื่อง basic ทำไมไม่เข้าใจ เพราะถ้าเราไม่อธิบายไว้ก่อนและผู้อ่านก็ไม่อ่าน (อันนี้ไม่รู้ปัญหาของการศึกษาไทยหรือเด็กที่โตมาระบบไทยจัด ๆ หรือเปล่า คืออ่านกันน้อย เน้นถามแต่ไม่เน้นหาข้อมูลเอง แล้วสมมุติว่าถ้าเราต้องอธิบายคำถามเดิมจากคน 50 คน คือมันก็ time consuming ทั้งตัวคนถาม ตัวเรา และเวลาที่ใช้ในการสื่อสาร นั่นเลยเป็นเหตุที่เราตัดสินใจเขียนบล็อคเพื่อให้ความรู้และตอบคำถามที่เราถูกถามบ่อย ๆ) ก็คือถ้าไม่อ่านก็จะไม่เข้าใจว่าเราพูดถึงอะไรก็แค่นั้นเองและเราก็จะเหนื่อยตอบด้วย ต่อจากนี้คือถ้าใครมาถามคำถามที่เราเคยเขียนในบล็อคไปแล้ว ทำ FAQs ก็แล้ว อะไรก็แล้ว เราขออนุญาตไม่ตอบแล้วนะคะ จะเข้ามหาลัยแล้วต้องรู้จักการขวนขวายและ research ข้อมูลเอาเองแล้วค่า นี่แทบจะป้อนข้อมูลทุกอย่างเข้าปากให้แล้วอ่า แค่ให้เคี้ยวก็เคี้ยวไปเถอะค่า ใจเขาใจเรานะคะ 🥹 บางคนส่งมาถามเราก็ไม่ provide ข้อมูลอะไรเลย แบบนี้เราก็ตอบไม่ได้ค่ะ บางคนก็ส่งมาถามแบบพูดไม่ค่อยดีเหมือนเราเป็นคนใช้ก็มี การทำ blogging คือเราใช้ใจทำนะคะ ไม่ได้อะไรจากตรงนี้เลย treat others as you want to be treated ค่ะ อยากให้เข้าใจว่าตัวเราไม่ใช่เจ้าหน้าที่มหาลัยนะคะ และเวลาส่งมาถามรบกวนรอตอบหน่อยค่ะ อย่าส่งย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ คือเราก็เหมือนทุกคนเลยที่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มีการเรียน มีการงาน มีชีวิตส่วนตัว มีงานอดิเรกส่วนตัวที่อยากทำ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้ available ตลอดเวลาก็ช่วยรอหน่อยค่ะ อาจจะวันนึงแต่ไม่เกิน 2 วันเราก็ตอบค่ะ ไม่ได้มีเจตนาจะ sarcastic อะไร มันฟีลเหมือนเวลาที่เรียนระดับมหาลัยแล้วอาจารย์ต้องปู foundation วิชานั้นก่อนลงเรียนเนื้อหาจริงอะค่ะ รบกวนอย่าดราม่าค่าาาา ชีวิตคนเรามีเรื่อง negative กันเยอะแล้ว ชีวิตลำบากพอแล้ววววว 🙏

 

⌨️ review การเรียนของเทอม 1 ใน junior year ( sep-dec AY 2021-2022) ❤️

เทอมนี้อ่านเยอะมากทั้งภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศสและเยอรมันเลย 😂

สำหรับเทอมนี้เหมือนเป็นเทอมแรกในชีวิตมหาลัยของมี่เลยที่มี่ได้มีโอกาสเรียน gen ed subjects ถึง 2 ตัว ซึ่งเราเลือกเรียนเป็นภาษาที่ 3 และภาษาที่ 4 ทั้งคู่เลย ก็คือ pre-intermediate french I และ elementary german I (เออ คนอะไรเรียนไปพร้อมกัน 3 ภาษา 5555) และก็เรียนวิชา creative content concentration 2 วิชา (art of storyboarding กับ textual analysis) ต่อด้วย film production major elective 1 วิชา (film pre-production) ซึ่งเดี๋ยวจะมาอธิบายให้ฟังแบบจำแนกออกเป็น 2 หมวดหมู่ใหญ่ ๆ คือวิชา gen ed กับวิชาของ media com ละกันนะ จะได้ไม่งง 😄

ส่วนเรื่องการเรียนในเทอมนั้น (ช่วง september to december 2021) ก็ยังเรียนเป็นออนไลน์ 100% เหมือนเดิมเลย พวกวิชา gen ed ก็คือเรียนและสอบออนไลน์กันแบบเปิดกล้อง อาจจะผ่านทำข้อสอบบน google docs หรือว่าเปิดไฟล์ PDF ในไอแพดแล้วก็เขียนตอบกลับมาและ submit ที่ google classroom ทั้งคู่เลย ก็ถือว่าสะดวกดีแถมได้เห็นคะแนนตัวเองด้วย ส่วนวิชา media com ก็คือเรียนออนไลน์แต่ว่าก็อาจจะมีทำ group project กับเพื่อน ๆ บ้าง หมายความว่าต้องออกไป shooting กันเอง แต่ก็ไม่ได้ยากอะไรมากมายนะ เพียงแต่ว่าอย่างของกลุ่มเราก็จะมีการตรวจโควิดทั้งตอนมาถึงและตอนกลับถึงบ้านเลย (ห่วงชีวิตตัวเองและห่วงความปลอดภัยของคนอื่น this is social responsibility)

เกรดเทอมที่ผ่านมาตอน trimester 1/2021-2022 😊

เทอมนั้นคือได้เกรดที่ค่อนข้างจะ unexpected สำหรับตัวมี่เองมาก ๆ เพราะตอนเรียนมันไม่ได้ expected ให้มันออกมาดีมาก ๆ ขนาดนี้เลย แต่แอบฝังใจวิชาภาษาเยอรมันนิดหน่อยเพราะถือว่าทำ midterm ไว้สูงคือ 97 คะแนน เลยหวังว่าจะได้ A ในวิชานี้มากกว่าวิชาอื่น 😂

หลังจบเทอมนี้ก็คือมาได้เกินครึ่งทางแล้วเพราะเก็บได้ 100 เครดิตจาก 180 แล้ว ก็คือเก็บอีก 5 เทอมแบบชิว ๆ ก็จะจบป.ตรีในระยะเวลา 3 ปีกับ 1 เทอมแล้วนั่นเองค่า 🥹

มาเริ่มอ่านรีวิวการเรียนการสอนกันเลย! ✨

 

🗣 วิชาของ general education (gen ed) 🔖

guten tag, ajarn Ian! 🇩🇪

รีวิววิชา elementary german (german 1, เยอรมัน 1) สอนโดยอาจารย์ Ian 🇩🇪

🍨 สำหรับวิชานี้ ตัวมี่เองไปลงเรียนกับอาจารย์ Ian (อ่านว่า "เอียน") ค่า โดยปกติแล้วอาจารย์จะเป็นคนสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็ก PC น้า แต่ว่าเค้าก็สอนภาษาเยอรมันระดับ elementary ด้วย เพราะว่าอาจารย์เป็นลูกครึ่งเยอรมัน-อเมริกัน (แต่คุณแม่จริง ๆ เป็น Filipino descent ที่ครอบครัวอพยพมาอยู่อเมริกา) อาจารย์เกิดและโตที่เยอรมันแต่พออายุ 19 ก็ย้ายไปเรียนต่อป.ตรีที่อังกฤษและไปต่อโทที่อเมริกา (california) แต่ถือ 2 สัญชาติคือเยอรมันและอเมริกัน นามสกุลเค้าตอนแรกเรานึกว่าเป็นคนสเปนแต่เค้าบอกว่าจริง ๆ แล้วนามสกุลนี้คือของคนเยอรมัน 😂 คือเค้าบอกหมดเลยถึง identity ตัวเอง สำหรับเรื่องการสอน สำเนียงเค้าดีมากทั้งอังกฤษและเยอรมันเลย เหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐานภาษาเยอรมันมาก่อนเนื่องจากจะเรียนแบบใช้ภาษาอังกฤษในการอธิบายและสอนเรื่อง basic phrases รวมถึง basic vocabulary ด้วย เลยสามารถตัดเรื่องความกังวลว่าจะฟังอาจารย์อธิบายไม่รู้เรื่องเพราะพูดภาษาอังกฤษติดสำเนียงเยอรมันออกไปได้เลย อาจารย์คือสำเนียงภาษาอังกฤษอย่างอเมริกันเลย 😂 ส่วนภาษาเยอรมันของอาจารย์ ถ้าจำไม่ผิด คือเค้าสำเนียงจากทาง frankfurt (ตัวเค้าบอกเองนะ อันนี้ไม่รู้ เพราะไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันมาก่อนเลยยังจับสำเนียงไม่ได้จ้า)

เนื้อหาที่เรียนในคลาส german 1 คร่าว ๆ 😄

🍨 สิ่งที่ตัวมี่เองชอบมาก ๆ ในคลาสนี้ก็คืออาจารย์ให้ฝึก pronunciation รวมถึงการเรียนภาษาเยอรมันจากการฟังและพูด (ที่ใช้ใน daily routine) เยอะมาก ๆ จากการฟังและการพูดทั้งในห้องเรียนและใน breakout room เลย ในคลาสอาจารย์จะพูด repeat ซ้ำ ๆ เพราะภาษาเยอรมันจะมีการออกเสียง r, ch, ü, ft หรือการออกเสียงต่าง ๆ ที่ต่างจากภาษาอื่น ๆ และสำคัญในการออกเสียงมาก เค้าจะพูดซ้ำอยู่หลายรอบและจากนั้นจะเรียกนักเรียนในคลาสให้อ่านคำนั้น หรืออาจจะ volunteer ในการฝึกพูดหรือออกเสียงก็ได้เหมือนกัน (มี่ชอบ volunteer เพราะปกติอาจารย์ไม่ค่อยเรียกเรา แต่เราชอบฝึกพูด 😅) ถ้ายังออกเสียงไม่ถูก อาจารย์ก็จะให้ชมก่อนและบอกจุดบกพร่องที่ยังออกเสียงไม่ชัด จากนั้นจะให้พูดซ้ำอีกรอบนึง (อาจารย์ใช้ sandwich method เก่งมาก คือต่อให้มันจะไม่ถูก 100% ก็ยังมีการชมและ encourage ให้นักเรียนพูดให้ถูก) มี่รู้สึกว่าอาจารย์ที่ MUIC เก่งเรื่องการสอนภาษาที่ 3, 4, 5 แบบ effective มากเลย เป็น interactive class และทำให้สามารถ pick up การเรียนภาษาได้มากขึ้นบวกกับช่วงนี้เป็นช่วงโควิดด้วย การเรียนที่ on-campus แบบใส่ mask จะเป็นอะไรที่ยากเพราะเสียงจะอู้อี้ใน mask แล้วอาจจะทำให้ฝึกออกเสียงไม่สะดวกมากนัก

ภาพนี้ก็จะเป็นการเรียนการสอนในคลาส การปั่นการบ้านและเกมคล้าย ๆ kahoot แต่เป็นเวอร์เยอรมัน

📚 หนังสือที่ใช้ในการเรียนตลอดทั้งเทอมของคอร์ส elementary 1 คือ A1 studio 21 (cornelsen) โดยจะเป็นไฟล์ PDF จากอาจารย์เลยค่ะ เป็น e-book format ที่สามารถใช้เรียนกับ notability หรือคอมได้เลย

*** ตรงนี้มี่ไม่สามารถแชร์ไฟล์ได้นะคะ รบกวนงดส่งมาขอไฟล์หนังสือด้วยค่ะ มี่ไม่แชร์ให้ทุกกรณีนะคะ ไม่ว่าจะเรียนหรือไม่เรียนที่ MUIC เพราะติด copyright และตัวมี่ไม่อยากละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือค่ะ ***

สวัสดีกับการเรียน verb ตัวแรกคือ kommen นะคะ

🇩🇪 เนื้อหาที่เรียนสำหรับคอร์สนี้ก็คือเป็นเรื่องตาม bullet list คร่าว ๆ ข้างล่างนะคะ:

  • Start auf Deutsch เริ่มจากคำศัพท์ที่มีความคล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษแต่ออกเสียงกันคนละแบบ เช่นคำว่า musik, touristen, natur, telefon, euro, oper, supermarkt เป็นต้น

  • Im Deutschkurs อันนี้เหมือนแนะนำตัวเองและครูที่สอนภาษาเยอรมันก็แนะนำตัวเองด้วย เช่น Guten Tag! Ich bin ... (your name)/mein Name ist ... /Ich heiße ... ต่อด้วย Ich komme aus... (country)/Ich wohne in (city) อะไรประมาณนั้น ต่อด้วย Das Alphabet/Internationale Wörter/Gespräche im Café วิธีการสั่งเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ ชา น้ำผลไม้ (Was trinken Sie?, Kaffee oder Tee? Viel Milch, wenig Zucker?)/Zahlen/Bezahlen im Café/Telefonnummer

  • Sprache im Kurs ศัพท์ใหม่ ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น die Tafel, der Tisch, die Tasche, das Brötchen, der Becher, das Heft นอกจากศัพท์ก็จะได้เรียนพวก Artikel (articles) in German แต่... อาจารย์เอียนบอกไว้ว่า "อย่าไปหาหลัก logic อะไรจาก der, die, das นะ เพราะมันไม่มี logic 😅 (ซึ่งก็จริงนะ ตัวมี่เองคิดว่าเจอภาษาฝรั่งเศสมาน่าจะพอไปวัดไปวาได้บ้าง พอเจอเยอรมันไปคือจอดเลย ภาษาอะไรไม่มี logic จริง ๆ เหมือนคนคิดและใช้ภาษานี้ randomly throw everything ลงไปในภาษานี้อะ)" ละก็คำถามอย่างเช่น Was ist das? ก็ตอบเป็น Ist das ein Handy? หรือ Nein, das ist kein(e)..., das ist...

  • Menschen und Häuser (Wohnen in Deutschland) ก็คือจะเป็นเหมือน lessons เกี่ยวกับการเป็นเด็กหอในเยอรมนีหรือครอบครัวต่าง ๆ ในที่อยู่ในรูปแบบที่อยู่อาศัยต่างกัน ก็จะเรียนศัพท์พวก studio, Garten, Altbauwohnung, Goethestraße in Kassel, der Stadt, auf dem Land, Unser Haus liegt sehr ruhig, Zimmer, Studentenwohnheim, Reihenhaus, die Nachbarn, nett หรือ Wohnungen beschreiben นอกจากนี้อาจารย์เอียนก็จะ add เรื่องทิศต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ location เข้ามาด้วย

ข้อดีของการเรียนออนไลน์คือนั่งเรียนบนเตียงนอนได้ ✨

😄 การเรียนการสอนก็คือจะไม่ได้มีแค่การเรียนในคลาสกับอาจารย์อย่างเดียวนะ การเลือก examples ในห้องคืออาจารย์จะเลือกทั้งเด็กที่ pick up ภาษาไวและอาจจะช้ากว่าเพื่อนหน่อยทั้งคู่เลย ซึ่งเราว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เค้าให้ความใส่ใจเด็กที่เท่ากัน เรียนกับอาจารย์เอียนคือทำใจเลยว่าต้องเข้า breakout room อย่างน้อยคลาสละหนึ่งครั้ง (ปกติก็ 2-3 ครั้งก็มี ค่อนข้าง awkward พอตัวถ้าได้คนที่เข้ามาเรียนแต่ไม่สนทนาอะ เหมือนเค้านอนหลับ 😂) โดยที่เราจะได้ฝึกพูดแบบเป็นกลุ่มและสลับ roles กันประมาณ 4-5 คน หรือถ้าเป็นบทแบบพูดคู่ก็จะได้คู่กับเพื่อนอีกคนนึงใน breakout room บางทีอาจารย์ก็ชอบวาร์ปแบบ randomly ไปห้องไหนสักห้องนึงและมาดูว่าเด็กฝึกพูดกันหรือเปล่า หรือบางทีก็เป็นเหมือน activity กลุ่ม เช่น ให้แต่งประโยค ตอบคำถามที่โจทย์ถาม ฝึกฟังและมาแชร์กันว่าได้ยินสิ่งที่เหมือนกันมั้ย เป็นต้น

อาจารย์ชอบเปิดงานมี่แล้วโชว์ให้เพื่อนดูในคลาส 😄

🍨 ส่วนตัวมี่เองเวลาเรียนภาษาที่ 3, 4, 5 จะชอบเรียนอิงจากเบสภาษาที่ 2 คือภาษาอังกฤษเป็นหลัก (เราเรียนรู้ทริคนี้มาจากเพื่อนที่เรียนภาษาที่ 2 ด้วยกันเอง) เพื่อที่จะทบทวนบทเรียนและเข้าใจคำศัพท์ต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้นด้วย ถูกบ้าง ผิดบ้าง ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ถือว่าได้เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ คลาสนี้ก็คือจะมีการฝึกและทำการบ้านเองแนว self-learning พอสมควร ไม่แน่ใจว่าเก็บคะแนนจากการทำงานส่งมั้ย แต่วิชานี้ไม่เหมือนวิชาภาษาฝรั่งเศสที่อาจารย์จะ released scores มาให้ มีแต่ส่งคืนแบบไม่มีคะแนนอย่างเดียว

การทำ portfolio project เพื่อเก็บคะแนน สำหรับอันนี้มี่ได้ 85/100

สำหรับโปรเจ็คตัวนี้ อาจารย์เอียนเก็บคะแนน 10 คะแนนนะคะ มี่ได้ 8.5 ค่า โดยที่จะต้องเขียนประมาณ 8-10 ประโยคต่อคนดังที่เราเลือกมา 1 คน 4 คนจะเป็นคนสัญชาติอะไรก็ได้ แต่ต้องมี 1 คนที่เป็นคนเยอรมัน (dual citizenship ได้) จะเป็นดารา, นักร้อง, นักการเมืองหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงก็ได้หมดเลย ส่วนตัวมี่ทำ 5 คนก็คือ Astrid S (Norwegian), Scarlett Johansson (American-Danish), Olivia Rodrigo (American), Taika Waititi (New Zealander) ส่วนอีกคนที่เป็นคนเยอรมันคือทำ Sandra Bullock (American-German) เพราะ Sandra ใช้ชีวิตในประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลักถึง 12 ปีเลยทีเดียว (เรื่องของเรื่องคือโดนตกจากเรื่อง Ocean's 8 เพราะ chemistry 2 คนนี้ดีมากกก พายเรือวนไป)

*อันนี้ไม่รู้ว่าของคนที่เรียนกับอาจารย์คนอื่นหรือเทอมอื่นเก็บยังไงนะ ต้องดูใน syllabus เอาเองเด้อ 🥹

คะแนน midterm elementary german I ของมี่เอง 🤩

📝 มาพูดถึง criteria การเก็บคะแนนวิชานี้กันดีกว่า (วิชา gen ed จะเก็บและบอกคะแนนมากกว่าวิชา core ของสาขาเราซะอีก เห้อ)

  • ตอนสอบ midterm คือตื่นเต้นมาก ตั้งใจอ่านหนังสือและตั้งใจสอบมาก สรุปตายน้ำตื้นเพราะว่าลืมเช็คว่าใครเป็น students บ้างใน passage แรกจ้า... ก็แอบเสียดายนิดนึง แต่ 97/100 นี่คือเยอะมากแล้วสำหรับตัวมี่เอง 🙏 midterm จะสอบแนว reading and writing ถ้าตั้งใจเรียนในห้อง ตั้งใจอ่าน ตั้งใจทบทวนมา ยังไงก็ทำได้แน่นอนจ้า ทั้งพวกคำศัพท์, conversation, artikel ที่กล่าวไปด้านบนหรือจากการเรียนก็คือมีหมด ยังไงอาจารย์เอียนจะทบทวนและกำหนด scope การออกสอบให้ก่อนวันสอบจริงอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวหรือกังวลอะไรเลย

  • หลังสอบ midterm เสร็จจะมีการสอบ oral quiz 1 ครั้งก็คือฝึกฟังคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเราเองเลย เช่น Wie heißt du? ตอบ Ich heiβe..., Welche Sprachen sprechen Sie? ตอบ Ich spreche Thailändisch, Englisch und ein bisschen Französisch, Was studierst du? ตอบ Ich studiere Medien und Kommunikation เป็นต้น (อันนี้อาจารย์เอียนก็จะสอนในห้องอยู่แล้วว่าถามอันนี้คืออะไร ต้องตอบยังไง) โดยการสอบจริงอาจารย์จะจับคู่เรากับเพื่อนอีกคนนึงหรือว่าถ้ามีเพื่อนเรียนด้วยกัน จะส่งลิสต์ชื่อไปขอจับคู่กับเพื่อนก็ได้เหมือนกัน แต่ตัวเราเรียนแบบลุยเดี่ยวเลยถูกจับแบบ random และอาจารย์จะเรียกคนนั้นนี้ให้แปลจากภาษาอังกฤษ เช่น what's his/her major? เป็นภาษาเยอรมันอย่าง Was studierst du? และจากนั้นอีกคนก็ต้องตอบ ก็คือต้องรู้ทั้งวิธีการถามและวิธีการตอบเลย ตอนนั้นเราสอบแบบ online ก็คือจะมีกันอยู่ 3 คนนั่นแหละคือตัวเรา คู่สนทนาและอาจารย์เอียน ตอนนั้นที่เราเตรียมสอบคือเราฝึกพูดเยอะมากจนจำได้ แต่ก็คือยังไม่วายโดนอาจารย์ assume โดยทางอ้อมว่าอ่านคำตอบตอนสอบอยู่ดี เพราะคู่สนทนาของเราอีกคนเข้าสอบผ่าน zoom บนมือถือแต่เราเข้าผ่านคอม (หารู้ไม่ว่าเราเรียนสายฝรั่งเศสมาตอนอยู่รร.เก่าและต้องจำ conversation เพื่อสอบหน้าห้องแบบจำบทให้ได้ ถ้าอยากผ่านก็ต้องท่องให้ได้ให้หมดอะ) ทางที่ดีถ้าใครไม่อยากโดน assume ว่าอ่านคำตอบ ให้สอบแบบเข้า zoom ผ่านโทรศัพท์ไปเลยเพราะมันเปิดอีก tab ไม่ได้ อันนี้ตัวเราได้ 86/100 อีกแล้ว (อาจจะเพราะโดน assume ไปแหละ แต่ก็ไม่เป็นไร มันผ่านไปแล้ว แก้อะไรไม่ได้แล้วแหละ)

  • Video assignment 20% คู่เราได้ 90/100 หรือประมาณ 18 คะแนน อันนี้คือจะให้เรากับคู่สนทนาคิด conversation มาอันนึงเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน จะเกี่ยวกับอะไรก็ได้ เช่น การแนะนำตัว, การมาเรียนภาษาเยอรมันและหาเพื่อน, การสั่งชา/กาแฟ, hobbies คือได้หมด คู่เราก็คือจัดเต็มมากเอามาหมดเลย ให้บทสนทนายาว ๆ อันนี้คือคู่เราเป็นเด็ก media com ผ่านการเรียน basic acting มาแล้วทั้งคู่ ก็เลยชิวหน่อย (เน้น acting, confidence และการพูดไว้เยอะ ๆ ให้อาจารย์รู้สึก enjoy watching อะ แล้วเดี๋ยวคะแนนจะดีเอง มั่นใจไว้ก่อน พูดผิดนิดหน่อยช่างมันจ้า 😂) อันนี้คือเราขอความกรุณาอาจารย์ช่วยเช็คบทพูดให้ด้วยนะว่าถูกต้องมากน้อยแค่ไหน มีอะไรต้องแก้บ้าง เป็นต้น ซึ่งอาจารย์ก็เช็คให้นะ

  • ตอนสอบ final ก็คือข้อสอบแนวเดียวกันกับ midterm เพียงแต่จะมีการเพิ่ม part ฟังมาก่อนประมาณ 10 นาที โดยอาจารย์จะ replay เสียงที่ฟังให้อีกรอบนึง (ทั้งหมดมีโอกาส 2 รอบ) ก่อนลงมือทำพาร์ท reading and writing ช่วงสอบ final ข้อสอบจะเยอะกว่า midterm พอสมควร เพราะฉะนั้นต้องบริหารจัดการเวลาดี ๆ น้า 😊 คะแนนอันนี้ 30% แต่อาจารย์จะไม่แจ้งคะแนนส่วนนี้ให้ทราบนะ (ต่างจากวิชาภาษาฝรั่งเศสมากจ้า)

  • Class participation 10% เน้นการเข้าเรียน/ฝึกพูด/ตอบคำถามเวลาอาจารย์ถามว่าคำนี้แปลว่าอะไรหรือ pronounce ยังไง (ผิดถูกไม่เป็นไร ขอแค่ลองไว้ก่อน), การมีส่วนร่วมในการตอบคำถามในบทเรียนและการทำกิจกรรมใน breakout room กับเพื่อน ๆ ในคลาส

สำหรับวิชานี้มี่ก็ได้ B+ ไปนะ อาจจะเพราะคะแนนเฉลี่ยอยู่ 80 กลาง ๆ ถึงปลาย ๆ มั้ง ต่อให้มีคะแนน midterm 97 ก็คงช่วยอะไรไม่ค่อยได้ป่าว 🥹 แต่ก็ยังคิดอยากจะเรียนภาษาเยอรมันต่อช่วงปี 4 นะ เพราะว่าเป็นคนชอบเรียนภาษาอยู่แล้ว คำแนะนำวิชานี้มี่คงได้แค่ประมาณนี้นะคะ

 

มาต่อกันที่วิชาที่ 2 กันเลยก็คือ... ภาษาฝรั่งเศสนั่นเองจ้า 🇫🇷

pre-intermediate french I คลาสแรก 🇫🇷

รีวิววิชา Pre-Intermediate French I (French 4, ฝรั่งเศส 4) สอนโดยอาจารย์ Agnieszka 🇫🇷

🍨 ส่วนตัวเราชอบอาจารย์ Agnieszka (อ่านว่า อัค-เนช-ก้า) มาก ๆ คือเค้าเป็นคนฝรั่งเศสเชื้อสายโปลิช คือเกิดและอยู่ในโปแลนด์ตอนเด็กแต่ทางครอบครัวย้ายไปฝรั่งเศสตอนอายุประมาณ 6-7 ขวบเลยก็คือเหมือนเป็น native speaker ภาษาฝรั่งเศสแหละ (ข้อดีของการอยู่ใน EU อะนะ 😂 เกิดถูกที่ ได้ชีวิตที่ดีแบบไม่ต้องเหนื่อยเกินไป) สำหรับวิชานี้คือมี่มาลงเรียนแบบสอบ placement test นะคะ skip ไป 3 เลเวลแรก จะไม่ได้เรียนมาตั้งแต่ขั้นที่ 1 แบบคนส่วนมาก จริง ๆ คือตัวมี่เองก็มีผลสอบ DELF Examen A2 73/100 (คลิก ไปอ่านรีวิวการสอบได้เลย) อยู่แล้วแต่คือตอนนั้นห่างจากภาษาฝรั่งเศสมาปีกว่าคือมันก็ค่อนข้าง rusty บวกกับสมัยเรียนม.ปลายไม่ได้มีโอกาสพูดมากนัก ทำให้รู้สึกว่าสกิลการพูดคือด้อยกว่าทักษะอื่นเยอะเลย พอมาเรียนที่ MUIC คือเค้าเน้นการพูดและ presentation เยอะมากกกก การมาเรียนคอร์สนี้คือ built confidence ในการพูดภาษาฝรั่งเศสของมี่มากขึ้นและอาจารย์ Agnieszka ก็คือสอนนักเรียนพูดเยอะมากจริง ๆ ทั้งการอ่านและการตอบคำถามด้วย

ตอนจะลงทะเบียนลงไม่ได้ เพราะตัว OAA ลืมใส่ชื่อเราในระบบ 😅

ตอนที่ลงทะเบียนในเทอมนั้น เป็นเทอมสุดท้ายที่ยังลงกับหน้าเว็บ SKY อยู่ แล้วทีนี้คือมี่จะกดลงทะเบียนเรียนวิชานี้แต่ว่ามันไม่ขึ้นให้ลงทะเบียนเนื่องจากไม่ได้เรียนเลเวลก่อนหน้านี้มาก่อนแต่สอบ placement test มา ก็คือไม่มี prerequisite (prereq) ทีนี้ก็คือวุ่นวายเลยจ้า ลงวิชาอื่นได้หมดแล้วแต่ลงเรียนวิชานี้ไม่ได้ 😂 ก็เลยต้องวิ่งเต้นเมลหาอาจารย์ Agnieszka กับทาง OAA ไปเลย ละก็ต้องรอประมาณชั่วโมง-2 ชั่วโมงกว่าจะลงเรียนได้ 😭 แต่สุดท้ายก็ลงเรียนได้แบบหวุดหวิดไปจ้า

ตัวอย่างการบ้านที่เน้นเขียนของวิชาฝรั่งเศส 4 📝

เรื่องของการบ้าน อาจารย์จะเน้นให้การบ้านเกือบทุกอาทิตย์เลย เป็นคะแนนเก็บด้วยนะ มีทั้งงาน writing (écrit), grammar, comprehension หรือ listening และตอบคำถามด้วย เด็ดสุดคือหาคลิปที่มีซับภาษาฝรั่งเศสและให้นักศึกษาเขียนตอบคำถามตามสิ่งที่ได้ยินเลย (สำหรับเราอันนี้ยากสุด เพราะคนฝรั่งเศสพูดเร็วมากกกกก) อย่างในภาพตัวอย่างคืองานเขียนอธิบายภาพที่เราเห็นเรื่องแฟชั่นขั้นต่ำ 60 คำ (แต่เราเขียนไป 120 😂) เราว่ามันเป็นวิธีที่ดีในการเรียนภาษาเลยนะ เพราะว่าได้ใช้มันตลอดเลย แถมเรียนเหมือนเราเป็นเด็กน้อยที่กำลังจะโตมาเป็น native speaker อาจารย์จะไม่ได้ยัด grammar ล้วน ๆ เหมือนการเรียนในระบบไทย 🤩

คะแนนสอบกลางภาคจ้า 73.5/80 (ชีวิตงงไปหมด)

😁 การสอบ midterm and final ของวิชานี้จะเหมือนกันก็คือมีสอบทั้งเรื่อง vocabulary, grammar, writing, listening, reading แบบครบเลยจ้า ในข้อสอบแบบ written โดยเฉพาะจะมีการแบ่งวิธีการสอบเป็น 2 parts ก็คือจะเริ่มสอบ listening ก่อนจากนั้นถึงต่อด้วย writing and reading

- โดยตัว listening จะมีค่า 20 จาก 100 คะแนน ปกติจะใช้เวลาสอบไม่เกิน 20 นาทีนะ อาจารย์จะเปิด audio ให้ฟัง 2 รอบเท่านั้น ให้ตั้งสติให้ดี ๆ ส่วนพาร์ทที่ 2 อันนี้จะมีค่า 80/100 และเวลาการสอบจะอยู่ที่ประมาณ 2 ชม. จ้า ก็คือจะเป็น writing and reading เหมือนเวลาจะเยอะใช่มั้ย? แต่ข้อสอบเยอะกว่า 555555 บริหารเวลาให้ดี ๆ เลย ไม่งั้นทำไม่ทันแน่นอน (อันนี้ของมี่เองตอน midterm ก็คือเกือบขิต writing มันคิดไม่ออก เขียนไม่ทันอะ ก็คือเขียนได้แค่ครึ่งเดียวจากตัว minimum words แต่สงสัยเขียนตรงประเด็น อาจารย์เลยให้มา 16.5/20 จ้า)

- ส่วนตัว speaking ของ midterm จะมาในรูปแบบของการทำ presentation เรื่อง ma meilleure amie หรือเรื่องของเพื่อนสนิท present เรื่องลักษณะภายนอก (การ describe ลักษณะคน เช่น สีตา สีผิว สีผม), สิ่งที่ชอบทำด้วยกัน เช่น ชอบกิน ชอบไปสวนสนุก ชอบฟังเรื่องผี ชอบฟังเพลงแนว gracie abrams/clara mae/conan gray, basic info เช่น เรียนสาขาอะไร ที่ไหน พูดได้กี่ภาษา เป็นต้น โดยตอนสอบจริงจะเป็นการ present ให้อาจารย์และเพื่อนในคลาสฟังด้วย อาจารย์ให้ present ประมาณ 5-7 นาทีไม่เกินนี้ เราพูดไปประมาณ 7 นาทีเลย พาร์ทนี้เราได้ 18/20 จ้า ✨

- speaking ที่เก็บเป็นคะแนนเหมือนเราเป็นนักท่องเที่ยวจะทำแบบ pair โดยการคู่กับเพื่อนอีกคนนึง (แน่นอน เราคู่กับจินจู 555) ก็คือต้องคิด conversation (bienvenue à Bangkok) เหมือนเราเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย มีสถานที่ 2 ที่คือเมืองโบราณกับมิวเซียมสยาม ละพอเขียน conversation ได้เสร็จ ก็ต้องจำ conversation ของแต่ละคนให้ได้แบบ exactly (จำบท) จากนั้นต้องส่งบทให้อาจารย์และเราก็ต้องพูดออกมาจากความจำของเราโดยห้ามดูเด็ดขาด อันนี้เรากับจินจูได้ 19.5/20 อิอิ 🙏

- speaking ของ final จะเป็นการสอบแบบ conversation 1:1 กับอาจารย์ประมาณ 10 นาที โดยต้องเตรียมตัวพูดทั้ง 2 หัวข้อเลยก็คือเรื่องสิ่งที่เราได้จากการเรียนออนไลน์และทำยังไงให้ stay healthy ในช่วงโควิดแบบนี้ เราตั้งใจเตรียมมาก แบบ list เอาว่าจะพูดอะไรบ้าง เกี่ยวกับอะไร อันนี้เราได้ 19/20 ❤️


📝 มาพูดถึง criteria การเก็บคะแนนวิชานี้กันดีกว่า (วิชานี้เราได้คะแนนทั้งหมด 93.15 ก็คือ A พอดี 555):

  • Midterm exam (30%): อย่างที่บอกไปด้านบนก็คือจะแบ่ง 2 ส่วนคือ writing & reading 80 และ 20 สำหรับพาร์ทการฟัง เน้นตั้งใจเรียนในห้อง ไม่เข้าใจอะไรก็ถามอาจารย์หรือเพื่อนเอาน้า ส่วนนี้คะแนนเราได้ 27.75 จ้า

  • Oral presentations (20%): อยู่ข้างบนเหมือนกัน มี 3 อันสีเขียว เฉลี่ยทั้งหมดเราได้ 19

  • Written assignments (10%): เน้นส่งงานเยอะ ๆ ตั้งใจเรียน ตั้งใจเขียนและเอาคำศัพท์จากที่อาจารย์ให้เป็น vocab หรือที่เรียนในหนังสือ amical มา ที่เราเขียนส่งมีเรื่องเช่น pandémie, bonne santé อะไรแบบนี้ อันนี้จะมีหลายอันหน่อยเพราะคะแนนมันน้อย แต่มันก็เปลี่ยนเกรดได้ ถูกมั้ย? คะแนนเราคือถ้าอันไหนเต็ม 10 จะได้ 9.5-10 อันไหนเต็ม 20 จะได้ 19-20 ไม่มีน้อยกว่านี้

  • Class participation (10%): การเข้าคลาสว่าเรียนตลอดมั้ย เข้าทันเช็คชื่อและเรียนจนจบมั้ย เรียนคือเรียนนะ ตอนนั้นมีเพื่อนในคลาสไปกินข้าวแบบจัดเต็มกับครอบครัวเลยอะ โดนเค้าดุนะ แบบ are you serious? เวลาเค้าเรียกชื่อถาม ก็ต้องตอบ ไม่ใช่หายไปเลยนะ ถ้าแบบนี้โดนเช็คขาดไม่รู้หน่าาาา

  • Final examination (30%): เหมือน midterm จ้า รีวิวไปแล้วแบบเต็ม คือเหมือนกันเลย อันนี้เราได้ 26.4 จ้า

🫢 เนื้อหาเรื่องการเรียนไม่รู้จะพูดถึงอะไรดี 55555 ให้ไปรอลุ้นกันเองดีกว่า แต่ส่วนตัวว่าไม่ได้ยากนะ เรากลับมา recall ความรู้ภาษาฝรั่งเศสสมัยมัธยม + ชนิดที่ว่าได้ความรู้ขึ้นเยอะพร้อมสิ่งที่มีประโยชน์หากจะไปใช้ชีวิตที่ฝรั่งเศสได้เลยแหละ 🥹 ใครอยากเรียนกับอาจารย์ Agnieszka ก็ไปได้เลย ไม่ต้องคิดเยอะ อาจารย์สอนดีมาก ๆ เราประทับใจมาก ๆ 🙏

 

📚 review: วิชาของ creative content concentration

(art of storyboarding & textual analysis) 🎨

เรียนวิชานี้บนเตียงนอนตลอดจ้า เรียนชิว แต่งานหนัก 😂

🎨 รีวิวอาจารย์ & วิชา art of storyboarding:

อาจารย์ที่มาสอนเราตอนนั้นคืออาจารย์เลสลี่ (Leslie) เป็นคนออสซี่มาจาก sydney แต่เพิ่งย้ายกลับมาที่ไทยตามภรรยามาจ้า อาจารย์เรียนสาย sculpture, drawing และเบี่ยงมาสายฟิล์มทีหลัง (เอาจริง ๆ ก็สำเนียงอาจารย์คนนี้ฟังง่ายกว่าแจ๊คที่มาจาก queensland นะ 🫢) มาที่ไทยอาจารย์จะ passionate พวกเรื่อง environment ทางทะเลเป็นพิเศษ (มีบทความเกี่ยวกับอาจารย์เรื่องนี้ด้วยนะ คืออาจารย์เก็บขวดหรือขยะพลาสติกจากชายหาดมาทำเป็น sculpture) แต่บางทีเสียงอาจารย์จะเนิบ ๆ อะ เหมือนฟัง ASMR ฟังแล้วเผลอหลับไปเลยก็มี ตื่นทีก็สะดุ้ง 😅 เราเป็นคนคุยกับอาจารย์ผ่านเมลเยอะมาก เพราะอาจารย์ชอบชวนคุย เหตุเกิดจากตอนคาบแรกเค้าคิดว่าเค้าติงานเราแรงเกินไป เค้าเลยเขียนอีเมลมาขอโทษ ซึ่งเราไม่ได้คิดว่าแรงอะไรเลย เฉย ๆ มากตั้งแต่เรียนมหาลัยมาคือแรงกว่านี้ก็เจอมาแล้วอะ (เรามองว่าการได้ทั้ง harsh commment, constructive feedback มันคือการเรียนรู้อย่างนึง เพราะบางทีเราเห็นคนรีวิวการทำงานสาย entertainment/media industry คือมันก็มีพวกฝรั่งที่ด่ากราดด้วย f words อะไรงี้ การทำงานสายนี้คือเวลาสำคัญพอ ๆ กับเงิน เพราะเงินซื้อเวลาได้และถ้าใช้เวลาน้อย ก็ยิ่งประหยัดเงิน ต้องเข้าใจว่าบางทีคนที่มีชื่อเสียงมาก ๆ อย่าง director, actors เค้าคิดว่าเค้ามี fame แล้วเค้าเหนือกว่าคนอื่น มันเลยเป็นพฤติกรรมแบบนี้ไป ไม่ได้บอกว่าทุกคนจะเป็นแบบนี้ แต่มันมีโอกาสที่เราจะเจอไง เราเลยคิดซะว่าเป็นการฝึกไปในตัวอะ 🤣 แต่ยังไม่เคยเจอหนักขนาดด่านะ) แอบบอก อาจารย์เหมือนอากงเลย (นัทยังพูด) เราว่าเหมือนอากงจริง ๆ นะ 😄

ตัวอย่าง story drawings ที่อาจารย์เลสลี่เปิดให้ดูในห้องจ้า 🙏

😁 สิ่งที่เราชอบจากการเรียนที่ MUIC คือ "อาจารย์ไม่ทำตัว egoistic แล้วคิดว่าเราเป็นเด็ก จนลืมเราไปในฐานะ human being" ถ้าอาจารย์รู้ตัวว่าเค้าพูดแรงไป เค้าจะขอโทษ ถึงแม้บางทีเราจะไม่ได้คิดไปขนาดนั้นหรือคิดถึงตรงนั้นเลยก็ตาม ถ้าเป็นสมัยเรียนมัธยมคงไม่มีอะไรแบบนี้แน่ ๆ ทีนี้พอคุยกันไปคุยกันมา เอ้า สนิทกันเฉ๊ย 😂 จนเล่าให้เค้าฟังว่าจริง ๆ เราได้ macquarie university ด้วยนะ อาจารย์เค้าเลยบอกว่าถ้าอยากกลับไปต่อโทก็บอกเค้าได้ เค้ามีเพื่อนสอนอยู่ที่นั่น อาจจะเขียน letter of recommendation ไปให้ (แต่เราคิดว่าเราคงไม่ได้ไปต่อโทที่ออสแล้วแน่ ๆ เพราะไม่ได้อยากไปออสแล้ว 🥹) อาทิตย์ไหนถ้าส่งงานช้านิดนึง อาจารย์จะเมลมาตามแล้วถาม if everything is ok? แบบนี้เลย 🥹

เราเป็นคนไม่ชอบการวาดรูปเลย แต่อาจารย์บอกตลอดว่า storyboarding ไม่ได้เกี่ยวกับการวาดรูปสวย แต่มันคือการ communicate ภาพในหัวออกมา
  • วิชานี้ไม่ได้เรียนแต่ storyboarding ที่เป็นการวาดอย่างเดียวนะ เรียนเหมือน pre-production แบบ mini version เลย คือต้องมีการเขียน short script 1-2 หน้าด้วย เราเคยเรียน film screenwriting มากับอาจารย์เคแล้วเราว่ามันไม่ได้ยากมากแล้ว งานของเราจะเน้นเรื่อง life application เช่น socially awkward ที่เราเขียน script จะเกี่ยวกับการที่ได้กลับไปเจอผู้คนแบบปกติหลัง pandemic จบ เราใช้แอพ final draft ที่ซื้อมาในการเขียนบทโดยเฉพาะมาใช้ มันก็จะมีศัพท์เฉพาะ เช่น fade in, ext./int., dissolve to ด้วย งานของเราจะเขียนไปที่ maximum ตลอด เพราะเป็นคนคิดเยอะ จินตนาการเยอะ 🤣

  • อาจารย์เลสลี่เคยบอกว่า "storyboarding ไม่เกี่ยวกับการวาดรูปเก่งหรือวาดให้สวย มันคือการวาดเพื่ออธิบายภาพในหัวว่าเรา picture มันออกมายังไง" ถ้าเรียน pre-pro มาก่อนมันจะมีการวาด storyboard ตาม angle/shot ด้วยนะ เช่น full shot, medium shot, close-up เพื่อสื่อความรู้สึกออกมา จุดนี้ทำให้เราคิดได้ว่า storyboard ไม่ต้องวาดสวย ถ้าวาดแบบก้างปลาและสื่อภาพออกมาได้ก็คือโอเคแล้ว (เรียนวิชานี้เราถึงกับไปนั่งดูคลิปฝรั่งสอนทำ storyboard เลยนะเออ)

  • เรียนชิวมาก (ตอนเรียนใน zoom อะนะ) นั่งฟังบางทีคือเผลอหลับไปเลยก็มี เพราะอาจารย์จะเปิดตัวอย่างงานต่าง ๆ ให้ดูแล้วก็จะมีโชว์ผลงานเพื่อนเพื่อเป็นตัวอย่างให้นักเรียนและ provide feedback ให้ (ไม่รู้ทำไมงานเราโดนตลอด ไม่ว่าจะคู่หรือเดี่ยว feedback เยอะมากกก ยาวมาก 20 นาทีสำหรับงานเดี่ยว 30 นาทีสำหรับงานคู่จ้า 555555) แต่งานคือค่อนข้างจะหนัก โดยเฉพาะงานวาดซึ่งเราไม่ค่อยถนัด storyboard 4 ภาพ เราใช้เวลาวาด 3 ชั่วโมงอะ แต่ถ้าแนว screenwriting, pre-production อันนี้เราชิวกว่า

  • assessment แรกคืออาจจะดูเบา ๆ ง่าย ๆ (แต่เปล่าเลย นั่งหารูปหัวหมุนเหมือนกัน) คือจะวาดหรือจะเอารูปถ่ายที่ถ่ายด้วยตัวเองมาทำก็ได้ ให้ meaning มัน clear and strong แต่คอมเมนต์งานนี้เราโดนหนักมั้ง อาจารย์เลยเมลมาขอโทษ (เฉยมากบอกเลย แต่เค้าเมลมาขอโทษก็ต้องตอบไงว่าไม่เป็นไร)

  • assessment ที่ 4 คือการทำ pre-production จากสคริปต์ของเพื่อนที่อาจารย์สุ่มให้ คือเราจะได้ทำของเพื่อน เพื่อนจะได้ทำของเรางี้ แล้วอาจารย์ให้ feedback ในห้อง + เรียกเจ้าของสคริปต์มาให้คอมเมนต์ว่ามันตรงกับที่เค้าคิดหรือเปล่า (เราก็โดนเจ้าของงานคอมเมนต์ harsh หรือเปล่านะ? ไม่รู้อะ เพื่อนส่งมาขอโทษ แต่เราเฉย ๆ ไปแล้วอะ 😂 ทำไปทำมากลายเป็นคนตายด้านเฉยหรือเพราะคิดน้อยลง อะไรที่รู้สึกไม่ดีกับตัวเองก็ไม่เก็บมาสนใจไม่รู้ รู้สึก grew up ด้านนี้เยอะเหมือนกัน) สิ่งที่ต้องทำ คือ mood & tone, location & settings, character reference, clothing & props และเราก็ต้องให้ comment เพื่อนที่ทำงานของเราเหมือนกัน

assessment 5 ของมี่เอง ทำ the hunger games จ้า (ห้ามก๊อปงาน ไม่ให้ก๊อป ใครก๊อปขอให้ติด F) 🙏
  • assessment ที่ 5 คือการทำ 4 images strong composition ผ่านหนังที่เราชอบพร้อมอธิบาย in a few words ตัวมี่เลือก the hunger games เพราะเราชอบ film trilogy อันนี้มาก มันดีมาก มันกินใจ jenlaw ทำไว้ดีมาก 😭

  • final project จะเป็นงานคู่ เราคู่กับหน่องนัททาชาเหมือนเดิม เราทำ script (screenwriting) เป็นหลักแล้วให้นัทมาเช็คอีกที ส่วนนัทเป็นแกนหลักการทำ storyboard เพราะน้องชอบวาดรูป น้องเคยอยากเรียน fashion design มาก่อน เลยให้น้องทำไปจ้า 🤣 ทั้งหมดจะมี 4 ไฟล์คือ script, storyboard, final presentation (mood & tone, feelings, dialogue, description) และไฟล์ still images 10 ภาพที่ตรงตาม storyboard ที่มี ambience/sound ประกอบแล้วนัทก็ตัดใส่ subtitles มาให้ด้วย แล้วก็ส่งอาจารย์เลสลี่ไปในอีเมล ละก็รอเกรดออกวนไป 🥹

  • สรุปก็คือ... วิชานี้ในคาบตั้งใจดูคลิปตัวอย่างไป ฟังอาจารย์วนไป แล้วก็มาทำงานนอกเวลาค่อนข้างเยอะมาก ถ้าใครชอบสายนี้จะสนุก ขนาดเราไม่ชอบวาดรูปเราก็ว่ามันสนุก (แต่สนุกพาร์ทอื่น) ตอนแรกเรากลัววิชานี้มาก เพราะเรากลัวต้องวาดรูปเต็มไปหมด สรุปคือมันเหมือน pre-production ที่เน้นสอนในเรื่องหลาย ๆ แง่มุม ทั้ง storyboard, screenwriting, pre-production, composition เต็มไปหมด ซึ่งเราว่ามันดีมาก ๆ สำหรับใครที่ไม่ได้เรียน film pre-production แต่ถ้าเรียนคู่กันแบบเรา เราว่ามันก็คล้าย ๆ กันอยู่อะ ถ้าเลือกสาย creative ยังไงก็ได้เรียนแน่นอน แต่จะได้เรียนกับอาจารย์เลสลี่มั้ย ก็แล้วแต่ช่วงเวลาน้าาา 😄

 

📚 รีวิววิชา textual analysis:

หนังสือที่ต้องอ่าน แนว philosophy, greek mythology มาเพียบจ้า

วิชานี้เราเรียนกับเนตั้นนะ เป็นอเมริกันที่ชอบเล่นมุกไทยแต่... แป๊ก 😂 (คนที่เราเคยเรียน creative writing ด้วยตอนเข้ามาเทอมแรก) อาจารย์มาสาย literature และ philosophy อย่างถ่องแท้ (แหงล่ะ ก็จบ phd philosophy มา) อ่านเยอะมาก อาทิตย์แรกจะน้อย ๆ ก่อน 12 หน้าอะไรงี้ (เออ 12 หน้านี่น้อยแล้วววว) ละหลังจากนั้นคือ 30-40 หน้าทุกอาทิตย์จ้า ละเรามันสายแบบ "เอ๊า กล้าให้อ่านก็กล้าอ่านวะ" (ไม่อ่าน summary/conclusion อะไรทั้งนั้น เค้าให้อ่านแบบเต็มก็ต้องอ่าน ไม่ take any shortcut คือก็มีหลายคนที่ไม่อ่านแบบเต็มอะ หาอ่าน summary เอา อาจจะเพราะขี้เกียจหรืออะไรก็ตาม แต่ตอนคลาสแรก อาจารย์จะบอกเสมอว่าไม่ให้อ่าน summary/conclusion นะ) ก็เลยนั่นแหละ... จ๋อมไปกับหนังสือ 8-10 ชม. จ้า ระหว่างอ่านก็คือเขียน notes ไปด้วยเพราะต้องเอามาเขียนใน classroom forum ต่อ มีไอแพดนะแต่อ่านในไอแพดไม่ไหว ปวดตามาก เลยปริ้นท์ออกมาอ่านแบบวิถี traditional 5555 เรารู้สึกว่าทักษะการอ่านกับทักษะภาษาอังกฤษเรา level up เพราะวิชานี้เลย เวลาอ่านเจอศัพท์ใหม่ก็จะหา dictionary english-english แปล (ศัพท์หนังสือพวกนี้ส่วนมาก C2 proficient ทั้งนั้น ส่วนน้อยคือ C1 advanced บางศัพท์คือรากมาจาก latin/greek บางศัพท์คือ old english แบบนี้เลย) เวลาเขียน forum ก็คือเราเขียนปกติ 2,000-3,000 words/อาทิตย์ เพราะถ้าอ่านแบบเต็ม เราจะมี idea ในการเขียนแชร์เยอะมาก เราเลยเลือกที่จะอ่านหนังสือตาม materials ที่เค้าให้ จบวิชานี้อาจารย์ให้เราเป็น champion การเขียน forum ไปเลยจ้าแม่ 55555

อาจารย์เนตั้นส่งเมลมาชมว่าเราเป็นแชมเปี้ยนการเขียน forum อิอิ 🥹
  • วิชานี้ syllabus ละเอียดมากกก (ก.ไก่ล้านตัวเลยนะ) อาจารย์เนตั้นจะคอยอัพเดทตลอด criteria เค้าจะชัดเจนมาก ไม่ต้องถามเพิ่มเติมเลย แค่อ่านก็รู้แล้วว่าเก็บคะแนนแบบไหน ยังไง อาจารย์เคร่งเรื่อง plagiarism มาก ๆ นะ ถ้าใครไปก๊อปมาจากอินเตอร์เน็ตคืออาจารย์จะรู้เลย แล้วถ้าเค้ารู้เมื่อไหร่ก็จะให้ 0 ของอาทิตย์นั้นหรือ 0 ทั้งหมดของ forum นั้นไปเลย (20 คะแนน ไม่เยอะมากแต่เปลี่ยนเกรดได้ 4 เกรด) 😀

  • participation 20%: ต้องอ่านมาและพร้อมที่จะแชร์ไอเดียถ้าอาจารย์เรียกชื่อและเราก็ต้องพูดสิ่งที่เราคิด ถ้าเรียกแล้วไม่ตอบอาจจะไม่ได้คะแนนตรงนี้ 🫢 จะพูดสั้นพูดยาวก็ขอให้พูดก็พอ

  • analysis of text (group or individual) - no script 20%: อันนี้เราทำกลุ่มเป็น presentation & analysis น้า ของกลุ่มเรา analyse เพลง nobody loves me ของ elio & winona oak ว่าเราคิดยังไง ตรงนี้มี hidden meaning ยังไง แชร์ไปแชร์มาจาก 30 นาทีกลายเป็น 1 ชั่วโมงเต็ม ๆ ไปเลย 😂 พูดเยอะไว้ก่อลลล

  • contribution to the metatext 10%: ให้หา philosophy quote ที่เกี่ยวกับ topic ที่เค้าให้ เอาสั้น ๆ ไม่ต้องยาวมาก พาร์ทนี้เราว่าทำเพื่อให้ได้คะแนนช่วยมากกว่า (มันง่ายอะ)

  • final presentation 30%: อันนี้จะทำ either creative or critical ก็ได้ กลุ่มเราทำ creative ทำ mv เพลง (ขอไม่บอกละกันว่าเพลงอะไร อิอิ) เพลงสากล 3 นาที ถ่ายทำกันวันครึ่งอะ แต่พอทำเสร็จแล้วก็หายเหนื่อยเลย เราก็เป็นแกนหลักในการหาเพลงและด้านเขียนเหมือนเดิมว่าจะถ่ายประมาณไหน สตอรี่ประมาณไหน (สาย writing & pre-production ที่ไม่ใช่การวาด) พวกสตอรี่บอร์ดก็คือคนอื่นในกลุ่มเป็นคนทำไป หน้างานก็ช่วย ๆ กันไปแต่นัทจะทำเกือบทุกอย่างเลอ 😂 ส่วน post-production คือหน่องชาเป็นคนตัดจ้า พอทำตัว artwork (mv) เสร็จก็ต้องมาทำ analysis อีก เช่น ซีนนี้หมายถึงอะไร เนื้อเพลงประมาณไหน ฟีลยังไง มี easter eggs อะไรบ้าง ประมาณนี้จ้า ถ้าทำ mv มาแล้ว ขั้นตอนการ analysis ก็คือไม่ยากแล้วแหละ 👍

  • สรุป... วิชานี้ถ้าเป็นคนชอบอ่าน สายอ่าน สาย literature/philosophy จะไม่ยากเลย แต่ถ้าใครไม่ใช่สายอ่าน แนะนำให้ไปเก็บคะแนนตรง creative พวก presentation (50% เลยนะ) ตั้งใจเยอะ ๆ ถึงอ่านไม่เก่งไม่เป็นไร ขอแค่มีความพยายามและไม่ take shortcuts ก็พอ มาเรียนมหาลัยแล้วต้องรับผิดชอบและเรียนให้มันสำเร็จ ไม่ใช่หา shortcut ไปเรื่อย ๆ เด้อ there is no shortcut to success น้า ถ้าอยากได้ต้องทำเอง 😄

 

📝 รีวิววิชา film pre-production:

ตอนไปลงสถานที่จริงเพื่อเอามาทำ final project วิชานี้เลย 😚

วิชานี้เราเรียนกับอาจารย์เคที่เราเคยเรียนกับเค้ามาก่อนในวิชา film screenwriting นั่นเอง รีวิววิชาที่เราพูดถึงจะอยู่ใน part 2 นะคะ แนวการสอนของอาจารย์เคจะเหมือนเดิมเลยก็คือช่วงวีค 1-6 จะเป็น lecture ปกติเลย อาจารย์เคให้ slides ละเอียดมาก ๆ และพวกตัวอย่าง casting selection ต่าง ๆ จะมาจากเรื่อง euphoria ของ HBO (ก็จารย์เค้าทำงานที่ HBO แต่จริง ๆ เราว่าเรื่องนี้น่าดูมาก เราชอบ maddy กับ cassie มากกก 😂) อาจจะมีงาน writing exercise ให้ลองทำบ้างเล็กน้อย แต่ช่วงวีค 7-12 จะเป็นช่วงที่เรากับ pair (เราคู่กับท็อปเหมือนเดิม เพราะว่าทำโปรเจคด้วยกันมาตั้งแต่วิชา film screenwriting แล้ว) มาคุยกันว่าจะทำอะไรยังไง แล้วก็ manage งานต่าง ๆ

  • เรื่องการเรียนแบบ lecture อาจารย์เคจะสอนเรื่องพวก visual storytelling (camera angles, camera movement, composition depth of field), continuity, lighting & colour, developing shooting plans, casting, rehearsal, working with actors, product design, costume and make-up, sound in film, storyboarding ประมาณนี้ มีเยอะกว่านี้มากแต่เราจำได้แค่นี้แหละ 5555 เพื่อเอาไป apply ใช้ตอนที่เราทำงานจริง ๆ หรือ work on project นี้กันจริง ๆ อาจารย์ตั้งใจสอนมาก สไลด์มีเป็น 100-200 หน้าเลยจ้า

ตัวอย่าง props ที่หามาใส่
  • ถ้าไม่ได้เรียน film screenwriting มาก่อนแล้วโดดมาวิชานี้เลย เราว่าลำบากนิดนึงเพราะว่าต้องหา script มา work on เองและเราไม่ได้มีเวลาทำความรู้จักกับ script เยอะมากเพราะไม่ได้เขียนเองด้วยอะ บางทีก็ไม่รู้ความลึกตื้นของบทหรือมิติตัวละครเอง

ตัวอย่าง mood & tone ของกลุ่มมี่ & ท็อปจ้า 😁
  • final project เราจะทำกันแค่ 2 คนก็คือคู่กับท็อป คนที่เรียนคอร์สนี้ก็จะได้จับคู่กันไป และทุกอาทิตย์อาจารย์เคจะให้งานที่แต่ละคู่ต้อง work กันมาก่อนเพื่อที่จะเข้า zoom meeting แบบ 1:1 เพื่อเอา feedback กลับไปปรับปรุงและพัฒนางานเรื่อย ๆ สิ่งที่จะต้องทำก็คือ one paragraph synopsis (เอามาปรับต่อหลังจากเรียน film screenwriting จบ), director's statement, visual references with explanation (mood board), product design (props), location, costume, storyboard, casting selection (อันนี้คือต้อง cast จริง ๆ 3 คนนะ ต้องมีพวกรูป portrait & profile ด้วย ต้องส่งบทให้นักแสดงประมาณ 1 ซีนและอัดวิดีโอไว้เพื่อส่งอาจารย์) และ reasons ที่เลือกนักแสดงคนนั้น ตบท้ายด้วย location scouting อีก 3 ที่ สำหรับเราคือ 3 อาทิตย์ก่อนส่งคือชีวิตรันทดมากกกกก 😂🥹 slides ของคู่เราคือทำไปประมาณ 40 หน้าจ้า เฉลี่ยประมาณ 3500 words ถ้าจำไม่ผิด แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้และได้ A มาครอบครองคือคุ้มค่าเหนื่อยแล้วจ้า

  • สรุป... ถ้าใครชอบเรียนสาย film เราแนะนำให้ลงทั้ง film screenwriting & film pre-production มาคู่กันเลยดีกว่า ถ้าโดด screenwriting มาเรียน pre-production เลย เราว่าจะเหนื่อยมากและสุ่มเสี่ยงว่าจะไม่เข้าใจบทมากขนาดนั้นด้วย อาจารย์ที่สอนก็ดี ถ้าใครชอบแนว mentor อาจารย์ให้คำแนะนำเพื่อพัฒนางานและได้งานใส่ portfolio เราว่าควรเรียนวิชานี้จ้า 😆

- จบรีวิว 5 วิชาของ trimester 1/ay 2021-2022 แล้วจ้า 🤓 -

 

💃🏻 review วิชาและการเรียนใน trimester 2 (jan-apr)/ay 2021-2022 📷

ได้กลับมาเรียน on-campus 3 วิชาและเรียน online 2 วิชาแล้วค่า 😊

สำหรับเทอมที่ 2 (january - april 2022) เป็นเทอมสุดท้ายที่มี่ได้เรียนวิชาของ media com (concentration & major electives) นะคะ จะมี 4 วิชาเป็นวิชาของ media com (แยกเป็น 2 วิชาของ creative content concentration บวกกับอีก 2 วิชาเป็น major electives ของสาย film production) และ 1 วิชาเป็น gen ed ค่ะ คือวิชา introduction to human geography (สั้น ๆ: human geo) 🗺 ก็คือลงเรียน 20 credits หรือ 5 วิชาต่อเทอมเหมือนเดิมค่ะ สายถึก เข้ามาเรียนแบบ 20 credits ก็จะเรียน 20 credits ต่อไปค่า 😂 สำหรับวิชาของ concentration ที่เราเรียน 2 ตัวสุดท้ายคือวิชา literature as a source of media content (สั้น ๆ: media lit) และ movement and human body (สั้น ๆ: movement) 💃🏻 และวิชาของ film production major electives คือ cinematography (สั้น ๆ: cine) และ film post-production (สั้น ๆ: post pro) ค่ะ โดยมี่ได้กลับมาเรียน onsite 3 วิชาคือวิชา studio นะคะ ได้แก่ movement, cinematography และ post-production ส่วนอีก 2 วิชาที่ online คือวิชาที่มี capacity เกิน 40 คน คือวิชา media lit และวิชา human geo ค่ะ แต่มันก็จะมีช่วงนึงเป็นช่วง mid-term ที่คนติดโควิดเยอะ ๆ เลยถูก switch กลับมาเรียน fully online 3 อาทิตย์ (ประมาณวีค 8-10 ถ้าจำไม่ผิด)

*รบกวนไม่ส่งมาขอ notes หรือชีทสรุปวิชาอะไรทั้งสิ้นนะคะ

ลงเรียนระดับมหาลัยแล้วต้องตั้งใจเรียนและ take notes เอาเองน้าาาาา 🫡*

 

📖 review: วิชาของ creative content concentration 2 วิชาสุดท้ายแล้ว

(literature as a source of media content & movement and human body) 💃🏻

วิชาของเนตั้นอ่านเยอะตลอดไปจ้า การอ่าน, ความขยันและความตั้งใจจงเจริญ! 😂

📖 รีวิววิชา literature as a source of media content (media lit):

วิชานี้จะเป็นอีกวิชาของเนตั้นที่อ่านเยอะมาก ๆ (มีคนเคยพูดว่าเนตั้นกับแจ๊คเหมือนกัน สอนวิชาไหนก็คือเหมือนกันหมดเลย 😂) วิชาเนตั้นคือชิวอยู่แล้ว อาจารย์ชิวมากกกกก เป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่มีกฎอะไรเลย ยกเว้นเรื่อง plagiarism กับการทำงาน วิชานี้จะเน้นอ่าน bible เยอะมากในช่วง half แรก เช่น the hero and the god, book of genesis, book of exodus & job แต่โชคดีที่เราเคยเรียนโรงเรียนคาทอลิกมาและคุ้นเคยกับ bible อยู่บ้างก็เลยทำให้พอมี basic understanding เรื่อง bible เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้ challenging มากจนเกินไป (จะพูดว่าคุ้นเคยเลยก็ได้เพราะเรียนคำสอนมา 9 ปีเต็ม ๆ พร้อมเคยเข้าวัดตอนเช้าทุกวันธรรมดาอีก 3 ปีจ้า)

มาเรียนแล้วค่าาา 🤓

วิชานี้เรียนในห้องจะชิวมากถ้าอ่าน assignments ที่เค้าให้มาและแชร์ไอเดียได้ แบบ main หลักจะเป็นการอ่านตั้งแต่หลัก 10-20 หน้าไปจนถึง 30-50 หน้า หนักที่สุดที่เคยเจอคือ 70 หน้า แต่แค่อาทิตย์เดียว ๆ 🥹 มีการดูพวก video ของ crash course บ้างเพื่อทำให้เข้าใจ on the right track และเห็นภาพตามมากขึ้น หรือว่าพวก short story, ดูหนัง (50 นาที) หรืออ่าน comics ก็มี ในคลาสก็จะเป็นการฟัง lecture, คล้าย ๆ seminar คือฟังอาจารย์อธิบายและ discuss/share idea กับเพื่อน ๆ หรืออาจารย์ ถ้าตั้งใจฟังก็จะเป็นเรื่องดีมากเพราะเราจะได้รับฟัง interpretation ของสิ่งที่เราคิดไม่ถึงและได้ perspective ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย วิชานี้เราได้เรียนเป็นออนไลน์เพราะคลาสมัน capacity 40 คน กฎของ muic ตอนเทอมเราคือถ้าวิชาไหนเกิน 30 คนยังต้อง remain online แม้ว่าเซคที่เราเรียนจะมีกันอยู่แแค่ 17 คนก็ตามการเขียน forum post เราก็จะทำแบบเดิมกับตอนเรียน textual analysis คืออ่านเยอะและเขียนเยอะ ถ้าเค้าให้อ่านก็อ่านแบบเต็ม ๆ ไม่อ่าน summary เลย แต่ score breakdown วิชานี้จะแตกต่างกันหน่อยนะ ก็คือ:

ตัวอย่างงาน forum post ของมี่และ comment จากอาจารย์ว่าเรา take ตำแหน่ง champion of google classroom อีกแล้ว 😂
  • forum comments (on google classroom) 20%: เน้นย้ำว่าอย่า plagiarise or copy from the internet ตัวอย่างการเขียน forum จะอยู่ข้างบนแบบที่มี่เขียนเลยนะ (ให้ดูเป็นตัวอย่าง ห้ามก๊อปนะ) ถ้าก๊อปจากเน็ตระวังได้ 0 หรือว่าติด F วิชานี้น้า อาจารย์เน้นย้ำกับ plagiarism มาก ๆ อันนี้เราก็ได้ championship of google classroom อีกแล้ว (เป็นแชมป์ 2 สมัยสินะ 😂🏆)

นั่งเรียนและฟังไปเรื่อย ๆ เพลิน ๆ 🤓
  • participation 20%: เหมือนเดิม คือการเข้าเรียนและร่วมแชร์ไอเดียในคลาสเวลาอาจารย์เรียกถามตอบ

  • critical presentation (from literature to other media) 20%: ส่วนนี้คือการทำ presentation คนเดียวหรือกลุ่มก็ได้และพูดถึงนิยายที่ถูกทำเป็น media ต่าง ๆ เช่น หนัง, เกม, series โดยเราจะต้องอ่านนิยายก่อนและไปดูหนังที่เราเลือกว่ามีส่วนที่เหมือนหรือว่าแตกต่างกันอย่างไร ของกลุ่มเราทำ 3 คนคือ the hunger games: mockingjay part 2 โดยการเปรียบเทียบระหว่าง book and film, characters' appearance, symbols เป็นต้น อาจารย์กำหนดขั้นต่ำ 15 นาที (5 นาทีต่อคน) แต่กลุ่มเราคือล่อไป 40 นาทีเลย 😂 บางคนคือทำเรื่องเกมก็ได้นะ ห้ามก๊อปมาจาก internet น้า

  • final presentation 30%+individual paper 10%: อันนี้จะทำ critical หรือ creative ก็ได้ เน้นทำเป็นกลุ่มนะ ถ้าทำ critical ก็คือต้องทำงานด้าน research หนักหน่อย ต้องอ่านเอง เปรียบเทียบเอง แต่ถ้าไม่อยากทำ critical ก็จะต้องทำงานพวก reimagination แนวทำ creative ก็จะ research น้อย เน้นสาย creative (pre-production, script) และ produce งานออกมา ของกลุ่มเราทำหนังสือเรื่องนึงคือ norwegian wood และหาเพลงที่มันเข้ากับเรื่องนี้เพื่อทำ mv ออกมา ตัว storyline จะอิงจากหนังสือและใส่เพลงที่มันมี mood & tone ออกมาทางเดียวกัน คือจะเป็นแนว love triangle พอทำ mv เสร็จก็ต้องเตรียม presentation analysis ด้วย มี introduction, book, music, lyrics analysis, the plot, feeling after reading the book, mv analysis, conclusion พอทำตัว artwork & presentation เสร็จก็จะต้องทำ individual paper ต่อ เราเขียนไป 5 หน้าครึ่ง 🤓 ก็จะเขียนเหมือน production process หรือความคิดเห็นต่าง ๆ จากการทำงาน จะ criticise งานตัวเองก็ได้ เราเขียนไปหมดเลย

  • สรุป... วิชาเนตั้นก็คือวิชาเนตั้นอะ อ่านเยอะ เขียนเยอะ discuss เยอะ เพราะเค้าอยากให้เราเข้าใจและสามารถ discuss high concepts of arts or philosophy ได้ แนะนำว่าถ้าเค้าให้อ่านอะไรก็อ่านแบบเต็ม ๆ ไปดีกว่า อย่าไปหาอ่านแบบย่อเลย บางทีอ่านแบบเต็มเราหาได้มากกว่าถึงสิ่งที่เราอยากพูดและ discuss ให้มันเป็น original idea ของเรา

 

💃🏻 รีวิววิชา movement and human body (movement):

สถานที่เรียนวิชา movement เปิดเพลงใส่ลำโพงวนไปค่ะ

วิชานี้เราก็ได้กลับไปเรียน onsite ที่ม. เราเรียนกับอาจารย์ตั้มนะ อาจารย์จบจาก the royal ballet school มาและอยู่ที่อังกฤษจนได้สัญชาติเลย (แต่อาจารย์บอกว่าคงไม่กลับไปแล้ว) โดยตอนแรกจะเรียนในห้อง studio ที่ชั้น 5 ก่อน แต่อาจารย์ตั้มเห็นว่าห้องมันเล็กและแออัด สุ่มเสี่ยงกับโควิดมากเกินไป (ตามภาพที่ 2) อาจารย์ก็เลยย้ายมาเรียนตรงชั้น 2 ตามในภาพแทน วิชานี้เราเรียน 8.30-15.00 (มาสาย 1 นาทีอาจารย์เช็คว่าเลทน้า แนะนำให้มา 8.29 หรือ 8.30 เป๊ะ) หรือบางวัน 14.00 ก็จบ หรือวันไหนเร็วสุด 11.30 ก็จบแล้วอะ ขึ้นอยู่กับ task ที่เราได้และความเร็วในการทำ live performance ของนักเรียน อาจารย์ใจดีแต่จะให้ฟีลเหมือนคุยกับอากงอาม่าไรแบบนี้เพราะอาจารย์อายุค่อนข้างเยอะแล้ว มีบางทีที่อาจารย์จะดุบ้างถ้าไม่ไปซ้อมหรือไม่ตั้งใจดูเพื่อนเวลาที่เพื่อนแสดง ซึ่งก็ผิดจริงแหละเพราะเป็น audience ท่ีไม่ค่อยดีเท่าไหร่ วิชานี้ถ้าใครไม่เก่งเรื่องการเต้น ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป (เราไม่ใช่สายเต้นเลย ถึงจะเคยเรียน ballet และ figure skating มาตอนเด็ก ๆ เราก็ยังช้าเรื่องการ mimic movement ของคนอื่นอยู่ดี) ให้เน้นความพยายาม, ความตั้งใจและพัฒนาการของตัวเรา อาจารย์จะคอย observe ความตั้งใจของเราตลอดจ้า 🙏

  • โดยช่วง 2 อาทิตย์แรกยังไม่ต้อง live performance ยังสามารถแยกไปซ้อมเองกับเพื่อน อัดวิดีโอ + edit และส่งลงไลน์กลุ่มได้อยู่ พร้อมอธิบายสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ movement นั้น ๆ ช่วงอาทิตย์แรก ๆ เราเกร็งมากวิชานี้ เพราะเราฉายเดี่ยว มาเรียนแบบไม่มีเพื่อนในเทอม 3 หรือเพื่อนในกลุ่มมาเรียนด้วยเลย เกร็งกับคนที่ไม่รู้จักและเกร็งเพราะเป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออกมากขนาดนั้นด้วย ว่าง่าย ๆ คือตอนนั้นกลัว embarrass ตัวเองต่อหน้าคนหมู่มาก 🫠 แต่พอจบวิชานี้เราได้เรียนรู้วิธีการที่ focus กับตัวเองและปัจจุบัน ตัดพวก audience ออกและนึกถึง movement ของเรา ไม่ต้องสนใจถ้าเราจะ make mistakes มันผ่านไปแล้ว แก้ไม่ได้แล้ว และมันก็ทำให้เรา realised ได้ว่าจริง ๆ คนอื่นไม่ได้สนใจเรามากขนาดนั้นหากเราจะทำอะไรผิด และตัวเราเองก็รู้สึกเฉย ๆ หากเพื่อนคนอื่น make mistakes เหมือนกัน คือมันไม่ได้รู้สึกอะไรเลยอะ เพราะฉะนั้นถ้าใครที่ต้องเรียนวิชานี้ จะได้เอาชนะ mental block ของตัวเองอย่างแน่นอน 😲

มาจ้า ตื่น 6.20 เพื่อมาเรียนตอน 8.30 😂
  • วิชานี้ตอนมาถึง 30 นาที-50 นาทีแรก อาจารย์จะทำ task นั้น ๆ ให้ดูว่า musicality และ movement ต้องทำยังไงบ้าง ท่ายังไง มือแบบไหน เพลงเร็วหรือช้า ถ้าเป็น movement ที่เราต้องซ้อมในตอนเช้าและแสดง live performance ให้เพื่อนกับอาจารย์ดูในตอนบ่าย เราจะต้องอัดวิดีโอตอนอาจารย์ตั้มแสดงไว้เพื่อดู, แกะท่าและซ้อมเอาเองทีหลังพร้อมอัดวิดีโอตอนที่ซ้อมพร้อมสลับบทไปด้วย สมมุติว่าตอน live เราแสดงอันเดียวพอแต่ตอนส่งคลิปต้องมีของเราครบทั้ง 3 บทนะ พอซ้อมเสร็จแล้วก็ต้องมาแสดง live performance ให้อาจารย์และเพื่อน ๆ ดูด้วย ปกติอาจารย์จะเรียกตามเลขที่ของเราและเราก็จะต้องเดินออกมาพูดชื่อ-นามสกุลและเลขที่ของตัวเองหน้ากล้องก่อนแสดง (ถ้าทำตรงนี้ไม่ถูกต้อง คือจะโดนให้เดินออกไปและไปต่อแถวหลังสุดเลย) ปกติ live performance จะเริ่มตอน 13.00 และจะเสร็จภายใน 15.00 ถ้าช้าก็ 16.00 ถ้าเร็วก็ 14.30 เพราะเซ็คที่เราเรียนมี 20 คนพอดีเป๊ะ

  • เนื้อหาที่อาจารย์ตั้มสอนจะเกี่ยวกับการเอาเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับโชว์ต่าง ๆ เช่น mein herr, cabaret ต่าง ๆ, jazz dance, ballet movement หรือ story การรับบทบาทเป็น characters นั้นนี้ เราจำชื่อของตัวโชว์ไม่ค่อยได้แล้ว แต่มันจะมีพวกตัวละครต่าง ๆ เช่น ไฮโพมิน, กัมซัทตี้, king, princess ชื่อจะออกแนวอินเดีย ๆ หน่อย โดยตอน midterm อาจารย์ก็ให้ทำเป็นด้าน acting คือการสวมบทบาทตัวละครคู่กับเพื่อนอีกคนนึง โดยเราจะต้องทำเป็น 2 exams ครึ่งเช้าอันนึง ครึ่งบ่ายอีกอันนึง ซึ่งพวกนี้จะเป็นพาร์ทที่ยากและจะอยู่ในช่วง first half แต่พอหมดตรงนี้แล้ว second half ก็คือง่ายไปเลย จะเป็นแนว creative คืออาจารย์ยังกำหนด topic กว้าง ๆ ให้แต่เราสามารถ create สิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น อาจารย์กำหนดให้ mimic คนที่อยู่บน bts เราก็สามารถคิดได้ว่ามีอะไรบ้าง เช่น ซื้อตั๋ว เผลอหลับ ทำกระเป๋าตังค์ตก อะไรแบบนั้น หรือกำหนด emotion มาให้และเราก็จะต้องเอามาเรียงกันพร้อม express ออกมาว่าเป็นยังไง เช่น sorrow, anxious, happy, disappointed ตอนนั้นที่เราได้ทำมันมี 12 emotions ใน 3 นาที, เลือกเพลงมาและ work on กับ prop ที่เราเลือก (ร่ม)

  • 2 สัปดาห์สุดท้ายคือการเตรียมตัว final exam เป็นแบบเดี่ยว อาจารย์จะเตรียมเพลงมาให้ประมาณ 2.30 นาที จากนั้นสัปดาห์แรกของ final ก็คือเราต้องคิด creative และซ้อมก่อนแบบไม่มี props เน้นที่ movement, musicality, step sequences และการแสดงของเราว่าจะประมาณไหน และก็จะต้องแสดงให้อาจารย์และเพื่อนดูก่อนเพื่อเอา feedback ไปปรับปรุง พอ final ปุ๊ป อาจารย์จะแนะนำให้แต่งตัวแบบเล่นใหญ่หน่อยมาและก็ต้องเอาที่เราแสดงอาทิตย์ก่อนมาซ้อม, improve และใส่ props ลงไปใน performance ของเรามี 3 อัน ก็คือกล่องช็อคโกแลต, ที่คาดผมและพัดญี่ปุ่น ก่อนจะสอบได้ต้องเขียน paper ด้วยว่าได้เรียนอะไรไปบ้างและได้นำเอาอะไรที่เรียนมาใช้บ้าง ใช้ทฤษฎีอะไรบ้างในการเรียนวิชานี้ เช่น wheel-plane, table and door plane, Laban's theory ประมาณนี้ เราเขียนไป 3 หน้าเต็ม ๆ จ้า ต้องยื่นให้อาจารย์ก่อนสอบน้า (อาจารย์จะสั่งในวันที่สอบเลย และก็เขียนหรือพิมพ์ ณ​ ตอนนั้นเลย เราใช้เวลาเขียนประมาณชั่วโมงครึ่ง) พอเขียนเสร็จก็มาซ้อม ซ้อมและมั่นใจแล้วก็สอบเลย สอบเสร็จก็สามารถกลับบ้านไปได้เลย วันนั้นคือเราเลิกตั้งแต่ 12.00 เลยเพราะเพื่อนสอบกันเร็วมั่กกก 👏

 

🎥 review: วิชาของ film production major electives 2 วิชาสุดท้ายแล้ว

(cinematography & film post-production) 🖲

📷 รีวิววิชา cinematography:

วิชานี้ภาพประกอบเยอะมากกกก cinematography จ้า ไปเรียนสตูกัน 👏

วิชานี้ถ้าใครชอบเรียนรู้เรื่องกล้องและการถ่ายทำรวมถึง lighting, producing (pre & post) หรือเน้นการทำงานในโปรเจคจริง ๆ โดยตอน mid-term จะเป็นงานเดี่ยว แต่ตอน final จะเป็นงานกลุ่มนะ ตอนเรียนก็คือจะมีทั้ง lecture และเข้าไปเรียน equipments ใน studio ด้วย เราเรียนกับอาจารย์แซมนะ เค้าจบจากออสเตรเลียเหมือนกัน และทำ project อยู่กับพวก production ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น series, ads, film เค้าก็จะได้ทำหมดเลย ตอนที่เค้าสอนก็มีมาถามเด็ก ๆ นะว่ามีใครอยากไปกองบ้าง ใครอยากไปดูหรือ observe การทำงานบ้างแต่เค้าจะให้ไปแบบจำกัดคนหน่อย อาจจะแค่ 4 คน อะไรแนวนี้ อาทิตย์แรก ๆ จะได้เรื่องที่เรียนเกี่ยวกับกล้องล้วน ๆ เลย อาจารย์แซมจะขอยืมอุปกรณ์มาให้จาก FAA และเราต้องขึ้นไปช่วยหยิบ กล้อง 1 ตัวใช้เรียนกัน 2 คน จับคู่กับเพื่อนได้ตามสบายเลยจ้า

  • เรื่องที่เรียนก็คือพวก learning about camera, taking pictures เช่น exposure triangle (ISO, shutter speed, aperture), 180-degree rule, colour temperature, colour balance, shooting in the dark และพวกตัวอย่างหนังต่าง ๆ อาจารย์จะคอยอธิบายเยอะมาก ๆ เพราะสไลด์มีถึงเกือบ 200 หน้าเลยจ้า 🥹 แต่สไลด์เรื่อง framing นี่มีถึง 300 หน้าเลยนะเออ

  • สัปดาห์ถัดมาจะเรียนพวกเรื่อง shot size เช่น establishing shot, master shot, wide shot, full shot, medium-full shot (cowboy), medium close up, close up, extreme close up, และ framing เช่น single, point of view (pov), insert shot, ต่าง ๆ สุดท้ายคือเรื่อง angles เช่น low angle, high angle, overhead, dutch angle, eye level, shoulder level, hip level, knee level, ground level ซึ่งพวกนี้คือสิ่งที่เราต้องเอามาใช้ตอนทำ mid-term project น้า อาจารย์แซมจะส่ง file midterm presentation ให้อีกทีเพื่ออธิบายว่าต้องการอะไรในการทำ midterm ของตอนนั้นที่เราได้คือขอ 2 scenes จาก different location และต้อง include อะไรบ้าง เช่น shot type and shot size อันนี้เราขอความช่วยเหลือจากทาช่าไปเป็นนางแบบให้หน่อย อันนึงคือ nostalgic/sad และอีกอันคือเป็น psychopath 😂 ทาช่าทำดีมาก อาจารย์บอกว่า appreciate hard work กันเลยทีเดียว (ขอบคุณทาช่า ❤️)

รูปเยอะจริง ๆ แม่ม่ม่ม่ม่ เหมาะกับเรียน cinematography 😂

  • ตอนช่วง second half เราจะได้ work on a project กับเพื่อนจริง ๆ เป็นการทำงาน 1-minute silent film แบบไม่มี dialogue แต่มีเสียง surrounding/ambience ได้ (เห็นแบบนี้ยากนะ เพราะต้องเล่าเรื่องใน 1 นาที ให้ภาพเล่าเรื่องแบบไม่มีบทพูด ทำทุกอย่าง from scratch ของเราใช้เวลาถึง 1 วันกว่าจะถ่ายเสร็จ) คือกลุ่มละ 4-5 คน ช่วงวีค 7 คือจะต้องเตรียม pitching presentation ให้อาจารย์ เริ่มต้นคือต้องมี synopsis ก่อนว่าจะทำเรื่องประมาณไหน เกี่ยวกับอะไร, key concept เช่น psychologically thrilled, mysterious, colour palette, lighting, visual references, characters, storyboard, shot list ก่อน หลังจากนั้นจะมี 1:1 meeting กับอาจารย์และอาจารย์ให้ feedback (แนวทางการสอนจะคล้าย ๆ ของอาจารย์เคเลย) เราเป็นคน brainstorm idea ขึ้นมาว่าจะทำเรื่องแนว doppelgänger บวกกับได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องของเก่าเพราะเราชอบฟัง the ghost radio/ก๊อก ก๊อก ก๊อก/พาเที่ยวเลี้ยวไปหลอน (จริง ๆ คือฟังมาตั้งแต่ 7 ขวบของรายการพี่ป๋อง เพราะป๊าเป็นแฟน the shock และชอบซื้อแผ่น cd มาฟังในรถตั้งแต่สมัยยังขายแผ่นรวมเรื่องเล่าน่ากลัวจาก 7-11 🤣 ป๊าคือฟังตั้งแต่สมัย nighty shock รู้เลยว่ารุ่นไหน) ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเสื้อวินเทจของคุณขวัญแต่เราเอามา adapt เป็นพวกกระจกโบราณแทน เพราะกระจกคือประตูเชื่อมมิติระหว่างโลกคนกับวิญญาณ (ตามที่เราเชื่อนะ) ตอนนั้นอาจารย์แซมบอกว่าโปรเจคดี simple เข้าใจง่าย เล่าแบบไม่ต้องซับซ้อนมาก และอาจารย์ก็แนะนำเรื่อง script mirror และ split screen มาให้เพื่อ blocking ถ่ายระหว่างตัวละครที่เจอแฝดนรกในกระจกด้วย และเราก็ทำโทนเป็นสีฟ้าเพราะมัน mysterious ดี งานตัดบนแอพหน่องทีที่แปลว่าชาจะเป็นคนตัดทั้งหมด แต่ตัวมี่เองคือเป็นคนไกด์งานให้ว่าต้องตัดยังไง (เหมือน producer เลยอะ 55555) เอาอะไร ไม่เอาอะไรใส่เข้ามา อันไหนยาวไป อันไหนสั้นไป จะทำโทน/สียังไง ช่วยเลือก sound และทำ font ให้เป็น title หนังด้วย เพราะบางทีคนตัดเค้าจะเลือกไม่ถูกว่าควรใส่อะไร ก็เลยเข้าไปช่วยทีทำ สรุปก็คือสนุกดีเหมือนกันนะ 😆 พอทำตัว artwork เสร็จก็มาทำ presentation slides ต่อโดยการเพิ่มเรื่อง framing, location, sound effects & ambience และแก้รายละเอียดงานต่าง ๆ ต่อไปให้ตรงกับตัว artwork พอทำงานกลุ่มเสร็จก็ต้องเขียน individual paper ว่าเราทำอะไรบ้าง ได้อะไรจากการทำโปรเจคบ้าง และได้ใช้อะไรจากการเรียนคอร์สนี้ รวมไปถึง positive/constructive feedback จากคอร์สนี้และให้ให้คะแนนตัวเองสำหรับโปรเจคนี้ว่าเต็ม 10 คะแนนเราควรได้เท่าไหร่

  • สรุป... วิชานี้เหมาะกับคนที่อยากเรียนรู้เรื่องกล้องและพวกอุปกรณ์ในกองถ่ายต่าง ๆ จะได้เรียนหมดเลยทั้ง lecture และ studio ได้ลงมือทำโปรเจคจริงตั้งแต่การเขียน storyline เลย เริ่มตั้งแต่ pre-production ยัน post-production พวก framing, shot type ได้ใช้เยอะจริง ๆ ใครอยากไปกองถ่ายที่อาจารย์ทำงานด้วย รออาจารย์มาถามและขอไปกองได้เลย (แต่บางกองคือเริ่ม 6 โมงเช้าเลยนะ แต่ถ้าใจสู้ก็ลุยเลยจ้า) บางทีอาจารย์ไปกองก็จะถ่ายรูปการถ่ายทำลงมาให้ดูในกลุ่มด้วย!

 

🖲 รีวิววิชา film post-production:

ขอต้อนรับเข้าสู่วงการการเกรดสีจนขอบตาดำจ้า

วิชานี้ก็คือ... เราสารภาพตามตรงแบบ brutally honest เลยนะ... รู้สึกคิดผิดหน่อยและรู้สึกไม่ค่อยชอบวิชานี้เท่าไหร่ (ขอโทษอาจารย์และเพื่อนที่ชอบวิชานี้ก่อนเลยละกันค่า) อาจารย์สอนดีนะ (พี่จิน) จบหลักสูตรของ davinci มาโดยตรงแบบมีใบ certificate เลย และเคยสอนอยู่ที่ SAE institute ประเทศไทยก่อนถูกปิดตัวลงไป อาจารย์ตลกและปล่อยมุกรัวมาก จริง ๆ อาจารย์สอนดีและน่าจะเหมาะกับคนที่ enthusiastic ในการเกรดสีอยู่แล้ว เรามาเรียนวิชานี้คือรู้เลยว่าไม่เหมาะกับ post-production คือนั่งเรียนวิชานี้แล้วสิไห้แบบทำไมมันยากขนาดนี้วะ 55555 แบบเรียนแต่ davinci resolve 17 จ้าแม่ แต่ก็มีเรื่อง lighting เข้า studio บ้างประปราย แต่คือเราไม่ค่อยชอบวิชานี้ (don't troll me, we all have different opinions) ทั้งที่เลือกมาเรียนเองด้วยนะ 🫠 ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะบอกตัวเองว่าไปเลือกวิชาอื่น! แต่เพื่อนสนิทก็ปลอบใจว่า "ก็เลือกไปแล้วจะทำยังไงได้ คนเรามันไม่จำเป็นต้องเลือกถูกทุกอย่างหรอก ดีซะอีกจะได้รู้ว่าตัวเองไม่ชอบ" คนที่ชอบก็คือจะชอบไปเลย คนไม่ชอบก็คือ suffer อะ ปวดตามากกับการเกรดสีและต้องเรียนทั้งการ analyse งานศิลป์เหมือน man and arts และต้องนั่งดูพวกค่าสีด้วยจ้า เหมือนเรียน math ในคราบงานอาร์ต (จะบ้าตาย นี่ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย) เรียนครั้งแรก ๆ นี่สารภาพตามตรง เกรดงานไปร้องไห้ไปอะ ท้อแท้มาก โคตรยากกกก 😭 ตอนแรกที่มาเรียนนึกว่าจะเกี่ยวกับพวก editing, sound mixing, music ด้วย แต่ไม่คิดว่าจะเจาะมาที่ colour grading และ davinci ล้วน ๆ เยอะมากกกกกขนาดนี้

สวัสดีเจ้า vectorscope 😏
  • งาน midterm คืออาจารย์จะให้ทำเรื่อง colour analysis โดยการให้เลือกหนังที่เราชอบที่สุดและ analyse เรื่องสีจาก mood & tone ในหนัง ทำสไลด์และ present งานเหมือนเรา pitching idea ให้กับลูกค้าจริง ๆ อาจารย์ให้ฝึกไว้เผื่อต้องใช้สกิลนี้ในอนาคต ตัว project เราชอบมาก ถึงจะยากแต่คือมันสนุกเพราะเราชอบพูด ชอบขายหนัง 🥹 ส่วนตัวเราเลือกทำ mean girls เพราะชอบมีมมากจากเพจ meme girls thailand 😂 (อ่าว รู้เลยว่า political view แบบไหน เทอวมันโกหกตอ... อิอิ) อาจารย์ให้ทำ 7-10 keyframes แต่งานเรา analyse ลึก เลยทำแค่ 7 keyframes ซึ่งก็คือ presented ไป 18 นาทีจากที่อาจารย์ขอแค่ 10 นาที จะมีเรื่อง complementary colours และความหมายของสีที่เรายกมาว่ามันส่งผลต่อความรู้สึก audience ยังไงและมี meaning ยังไง เช่น brown - safety and security ซีนที่เคดี้มาโรงเรียนวันแรกตอนพ่อแม่มาส่งเข้า high school สำหรับเรามันสื่อว่า parents and the school are cady's comfort zones ต้องลิงก์เรื่องสีเข้ากับซีนและความหมายโดยตรงหรือโดยนัยของมัน แล้วก็มี analogous colours และ monochromatic colours ด้วย ทฤษฎีสีแบบเต็มต้องไปหาอ่านเองหรืออาจารย์จะอธิบายให้ฟังในห้องอยู่แล้วนะ

เกรดจนเบื่อ เกรดจนเหนื่อย แต่ก็ไม่เสร็จงาน! 🫠
  • พวก homework ก็จะเป็น colour grading ในสไตล์ของตัวเองนี่แหละ เกรดงานวนไปค่ะ! คลิป 1 นาทีใช้เวลา edit 2-3 ชั่วโมงมีอยู่จริงนะ ไม่ใช่เล่น ๆ 🫥 พวกคลิปอาจารย์จะมีเตรียมไว้ให้แต่เป็นคลิปแบบเหมือนโดนดูดสีออกมาหมด ซีด ๆ ขาว ๆ ไปเลย แนะนำให้ไปดาวน์โหลดคลิปมาก่อนเรียนนะ เพราะไฟล์ใหญ่มากและรอนานมากกกก เปลืองพื้นที่คอมมาก ๆ ด้วยเหมือนกัน

  • งาน final จะเหมือน homework คือให้ colour grading งานโดยเราสามารถเลือกคลิปได้ 1 อันจาก 2 อันที่อาจารย์ให้มาและมาเกรดงาน แต่อาจารย์จะกำหนดให้ว่าต้องทำเป็น complementary colours นะ ส่วนมากจะทำโทนเหลือง-น้ำเงินกันไปเลย เอาแบบ natural ๆ อะ คลิปจะยาวประมาณ 2 นาที มี 6 คลิปโดยเราจะต้องทำพวก pre-clip ก่อนและค่อยทำ nodes เป็นคลิปแบบแยก ๆ ไป เราต้องทำให้ดีที่สุดก่อนแล้วก็มี meeting 1:1 กับอาจารย์เพื่อเอา feedback ไปปรับปรุงงานก่อนส่ง final project จริง อาจารย์แนะนำให้เข้า meeting เพราะจะได้เอางานกลับไปปรับก่อนส่งจริง (แต่ของเราไม่รู้แก้ไปแก้มาเละหรือเปล่านะ 😂)

  • สรุป... วิชานี้เหมาะกับคนที่ชอบ davinci & colour grading จัด ๆ เพราะเรียนคือเรียนแต่ davinci อย่างเดียว ไม่มีแอพอื่นเลย มีสอนทฤษฎีด้าน arts/colour analysis หรือวิเคราะห์หนังบ้างและพวก equipments บ้างประปราย แต่ไม่เหมาะกับคนที่ชอบสาย pre-production & production หรือสายเขียน ๆ สายวางแผนงานจ๋า ๆ อาจารย์ไปค่อนข้างเร็วแต่ไปสอบถามทีหลังได้หากไม่เข้าใจหรือพลาดตรงไหนไป character อาจารย์จะตลก ๆ รั่ว ๆ แต่วิชาคือค่อนข้าง tough เลยแหละสำหรับมี่นะ (อาจจะเพราะไม่ค่อยชอบเนื้อหาและไม่มีประสบการณ์ด้าน editing แบบจริงจังมาก่อน) และเกรดที่ได้คือ disgraceful มาก 🫠

 

👧🏻 review วิชา general education (gen ed) เพียงหนึ่งเดียวที่ได้เรียนในเทอมนี้ 🌐

ตอนไปเรียน French 5 ที่ม.ก่อน drop ออกและเรียนวิชาอื่น 🥹

พูดตรง ๆ คือตอนแรกมี่เองลงเรียน pre-intermediate french II (french 5) นะ เพราะอยากเรียนภาษาฝรั่งเศสต่อ แต่คือพอมันต้องกลับไปเรียนที่ campus ในช่วงเวลาแบบนั้น เรารู้สึกว่าการเรียนภาษาแบบไม่ใส่แมสก์มันดีกว่ามาก เพราะไม่ต้องตะโกนเวลาอาจารย์ถามและเสียงไม่อู้อี้อยู่ในแมสก์ นอกจากนี้คือเรากลับม. 5 วันไม่ไหวด้วยแหละ เพราะ studio classes 3 วันก็คือเกือบจะขิตแล้ว ตอนนั้นศาลายาลิงก์วิ่งน้อยมาก แล้วที่บ้านก็ไม่ค่อยอยากขับไปส่งเราเท่าไหร่ด้วย ก็เลยต้องทำใจและถอนวิชานี้ออกพร้อมกับหาวิชาใหม่ที่เรียนออนไลน์ได้และเหลือที่ให้เราแทน ตอนแรกก็คือคิดหนักระหว่าง intro to human geography กับ europe since 1945 จะเรียนอะไรดี สุดท้ายก็เลยเลือกเรียน intro to human geography (human geo) แทน 🥹

วิชานี้เรียนคือไม่ค่อยมีรูปนะ เพราะจดมือหงิกจ้า 😂

🗺 วิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับพวก humans and the spaces they create พวก human activities, interdisciplinary by nature เรียนทั้งเรื่อง physically and socially instructed environment เลยเนื้อหาการเรียนจะเป็นพวก theories used to study human behaviours/human activities อย่างพวก behaviourism/constructivism/cognitivism/dialectical ด้วยนะพร้อมกับ the development of geographical study (ตั้งแต่ classical period, greek & roman, dark ages, renaissance, colonial ยัน modern days เลย), the importance and development of geography, spatial perspectives & ecological perspectives in geography, demographic forces, migration at the global & national levels, urban & suburban development, human economic activities that influence the identity of a place, cultural landscape & identity, intro to characteristics of cultures in major regions, thai cultural landscape & identity คร่าว ๆ ก็จะประมาณนี้ แต่ตอนเรียนจริงคือรายละเอียดยิบย่อยจะเยอะกว่านี้มาก ๆ

💎 ใครชอบเรียนสายกึ่ง ๆ cultures, humanities, social studies และ philosophy นิด ๆ ควรมาเรียนวิชานี้ดูนะ พี่ส้มสอนเข้าใจง่ายมาก สำเนียงเป็นอเมริกันฟังง่ายมาก มีอะไรในคลาสคือ discuss ได้หมดเลย พี่ส้มเปิดกว้างมาก ๆ เหมาะกับที่เป็นอาจารย์ IRGA เวลามีคำถามอะไรหรือไม่เข้าใจอะไร จดตรงไหนไม่ทัน ขอให้พี่ส้ม repeat ได้ตลอดเลย พี่เค้าใจเย็นในการอธิบายเพื่อให้เด็กเรียนแบบเข้าใจมาก ๆ พี่ส้มไม่เคยโมโหเลย จะการเมืองไทยหรือการเมืองโลก/ประเทศอื่น ๆ เอย cultures เอย ในคลาสมีเด็ก IRGA อยู่ 2 คนที่ชอบมี heated arguments กัน คนนึงคือเด็กจีน อีกคนคือเด็กแถบอาหรับ และก็จะมีเด็กแอฟริกัน-บริติชอีกคนนึงที่จะคอยออกมาพูดเวลาที่เรียนเกี่ยวกับแอฟริกา, ฝรั่งเศสและอังกฤษ เพราะเค้า moved abroad ตั้งแต่เด็ก ๆ นี่ก็คือนั่งดูและฟังเค้าเถียงกันคือมันส์มากแถมได้เข้าใจ perspectives อื่น ๆ ด้วย เรียนไปเปิดโลกไป 🤘 มี่ลงเรียนกับพี่ส้มนะ พี่เค้าปกติสอน major IRGA แต่พวก gen ed ก็สอนด้วยเหมือนกัน ตัว assessments เค้าจะไม่ได้ยากมาก ๆ แต่ก็คือต้องเรียน ต้องอ่าน ต้องศึกษาเองนอกเวลาบ้าง ไม่งั้นจะทำ task นั้น ๆ ไม่ได้ วิดีโอที่ดูมีตั้งแต่ 20 นาทียัน 1 ชั่วโมงกว่า แต่ด้วยความที่เป็นเด็ก media com และต้องเรียนเองตอนนั้นวิชา jeri ดูวิดีโอ 2 ชม.กว่า ก็เลยชินไปแล้ว 🤣

gif

วิชานี้ใครสายลุยเดี่ยว สามารถเรียนได้นะ friends are not necessary at all ในการมาลงเรียนวิชานี้ เพราะว่างานและสอบเป็นงานเดี่ยวหมดเลย คือพูดตรง ๆ มี่สายลุยเดี่ยวอะ เป็นคนที่เอาตัวรอดเองได้อยู่แล้ว ฟีล i'm an INDEPENDENT, STRONG woman อยากเรียนคนเดียวมากกว่าเพราะสบายใจและสบายตัวมากกว่า ไม่ต้องไปคอยห่วงหรือพะวงเรื่องคนอื่น ไม่ต้องช่วยใครและใครก็ไม่ต้องช่วยเรางี้ ไม่ต้องสนใจว่าถ้าไม่ช่วยคนนั้นคนนี้แล้วเค้าจะมาโกรธเรา ตัดเรื่องที่จะต้องถูก take advantage of me ออกไป ชิวมาก สบายใจไปหมดอะ ไม่รู้มีคนเป็นเหมือนกันมั้ย เพราะนี่เป็นคนช่วยคนอื่นแต่คนอื่นไม่ค่อยจะช่วยเราจ้า เลยต้องเรียนรู้วิธีการเป็นคนเลือดเย็นบ้าง หยุดมี empathy กับคนอื่นก่อนตัวเองและต้อง put myself first ก่อนจะไปช่วยคนอื่นน้า 😉 (judge me, i don't care. i'm here and telling the truth)

เอามาใส่คั่นเฉย ๆ ที่นี่คือตึกของดุริยางค์ 🎼

🙏 criteria การเก็บคะแนนคร่าว ๆ ก็จะประมาณนี้:

  • critical thinking assignments 10% 4 อัน: อันนี้ตัว topic ก็จะ various ไป ที่เราได้ก็คือจะเป็น

  1. เรื่อง industrial revolution ต้องดูวิดีโอและเอาสิ่งที่เค้า mentioned ถึงมาตอบคำถามแต่ละข้อ โดยพาร์ทแรกกำหนดมากสุดไม่เกิน 100 words มีค่าข้อละ 1 คะแนน มี 5 ข้อ และพาร์ท 2 ไม่เกิน 300 words มีค่า 5 คะแนน มี 1 ข้อเท่านั้น เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นของเรา ถามถึงสิ่งที่ประเทศไทยควรมีและควรพัฒนาเพื่อที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้วและ industrialised อันนี้เราได้ 10/10

  2. เรื่อง drafting foreigners buy houses in thailand ต้องเข้าไปอ่าน article ที่พี่ส้มแนบไว้ให้ในไฟล์งานและมาเขียนแสดงความคิดเห็นทั้ง advantages & disadvantages มี่เขียนไป 1 หน้าเต็ม ๆ ประมาณ 630 words ได้ 10/10 เหมือนกัน

  3. เรื่อง stealing africa อันนี้เน้นไปในสิ่งที่เราเรียน + apply กับวิดีโอที่พี่ส้มให้ดูที่ Rüschlikon village ที่เป็นหมู่บ้านคนรวยของสวิสที่ glencore ไปขุดเอา copper มาจากแซมเบีย เจ้าของธุรกิจทำก็รวยเอา ๆ แต่ประชาชนแซมเบียยังยากจนและรัฐบาลยังเป็นหนี้อยู่เลย อันนี้จะเกี่ยวกับเรื่อง “new locational trend” in foreign investment (pull & push factors) ต้องฟังเองในห้อง ถ้าไม่ฟังคือไม่รู้เรื่องจริง ๆ นะ คำถามอื่น ๆ ก็คือแนวทางที่ zambian gov. ควร protect their copper and fair tax revenue from glencore หรือพวก price transferring ต่าง ๆ ที่ glencore ใช้ในการ manipulate prices เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นผ่านพวก belgian investors (พวก companies ใหญ่ ๆ ที่เป็น multinational จะต้องมีเรท EBIT หรือกำไรขั้นต้น ก่อนจะไปขอเรทราคาหลังปรับอัตราแลกเปลี่ยน พอปรับแล้วกำไรสูงขึ้น 1-2% อะ) อะไรประมาณนี้ อันนี้ได้ 9.5/10

  4. เรื่อง russian invasion of ukraine เขียนแบบต้องมี 3 references ขั้นต่ำ ด้าน global economy, global peace & security, global politics & power และ human rights เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นของเราแบบมี ref มา support opinions ต่าง ๆ ตัวมี่เขียนไปประมาณ 940 words คือเต็ม maximum ที่เค้าให้มา จะเป็น thought papers + มีหลักฐานเชิงวิชาการมารองรับในสิ่งที่เราเขียนลงไป อันนี้ได้ 9.5/10 จ้า

  • midterm exam 30%: อันนี้คือข้อสอบแบบเยอะ ๆๆๆ เยอะมาก มี 16 ข้อและเขียนไม่มีขั้นต่ำแต่ maximum 250 words และคำถามเยอะมาก เป็นการถามแบบซ้อนคำถาม part 1 แบบ 1 ข้อมี 3 คำถามย่อยอะ มีทั้งหมด 9 ข้อแต่ข้อละ 1 คะแนนจ้าแม่ พี่ส้มจะเขียนเตือนไว้เลยว่าอย่า skip ให้พยายามตอบให้มากที่สุด ส่วน part 2 มี 7 ข้อ ข้อละ 3 คะแนน คำถามนึงประมาณ 3 บรรทัดได้และขอ maximum 400 words และ part 3 เป็น extra credits มี 3 ข้อ ข้อละ 0.5 จะทำหรือไม่ทำก็ได้ midterm อันนี้เกือบจะสู่ขิตเพราะเครียดมาก มันมีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงครึ่ง สอบ 9.00-11.30 พี่ส้มบอกเค้าทำ midterm เยอะขนาดนี้เพื่อสกัดดาวรุ่งไว้ก่อน 🫣 (หัวจะปวด) เนื้อหาก็คือจะอยู่ที่เรียนมาหมดเลย แต่เยอะและซับซ้อนมาก ๆ อันนี้ได้แค่ 25/30 เพราะว่าทำไม่ทัน ทำทันแค่ 27 คะแนน ก็คือคะแนนหายไปแล้ว 3 คะแนน 🫠

  • final exam อีก 30%: ข้อสอบอันนี้จะเป็น essay format เลย part 1 พี่ส้มมีคำถามให้ 5 ข้อแต่เราต้องเลือกแค่ 2 ข้อมาเขียนตอบ maximum 750 words (1.5 pages)/question ข้อแรกเราเลือก radical vs conservative views of cultures ข้อนี้ลุยไป 724 words และอีกข้อคือ globalisation created interconnectedness among countries around the world ข้อนี้ลุยไป 543 words โดยพี่ส้มจะเขียนไว้ชัดเจนว่าเค้าต้องการ thought papers, put a lot of criticism and apply concepts and theories we discussed in class. references are not needed พอทำ part 1 เสร็จก็ไปทำ part 2 เลย เป็นเรื่อง 12 values ให้เราเขียนแสดงความคิดเห็นของตัวเองและ criticise แบบเต็มที่มาก ไม่ได้กำหนด minimum and maximum words ของมี่ average ส่วนใหญ่คือ 7-9 บรรทัด อันไหนอยากพูดเยอะก็เขียน 16 บรรทัด อันไหนพูดน้อยก็ 4-5 บรรทัด ตัวนี้พี่ส้มจะไม่ปล่อยคะแนนมาให้ดูเด็ดขาด พี่ส้มปล่อยคะแนน midterm & all assignments ยกเว้น final exam จ้า แต่อันนี้แน่ใจว่าได้มาไม่ต่ำกว่า 26 คะแนนแน่นอน เพราะเกรด final คือได้ A มา

- จบรีวิวการเรียนทั้งหมด 10 วิชาแล้วจ้า 😇 -

 

🥳 มาดูเกรดเทอม 2/ay 21-22 กัน เริ่ม! 🧐

เกรดของมี่เอง ในเทอม 2 ของ academic year 21-22 🥰

อย่าไปดูเกรด post-production 😂 ผ่านมาได้แบบนี้คือดีใจมาก ๆ แล้ว อย่างน้อยก็ A 4 ตัว แต่ตอนแรกแอบหวังว่า post-pro จะได้ B แต่สรุปคือไปไม่ถึงฝันจ้า ตอนนี้ระบบ sky บนเว็บไซต์ไม่มีแล้วนะ มีแต่แอพ sky+ จ้า เช็คข้อมูลและลงทะเบียนเรียนง่ายกว่าเดิมเยอะมาก ไม่ต้องคอยกดเองทุกวิชาแล้วด้วย น้อง ๆ เข้าใหม่ไปดู registration tutorial ที่ link นี้ได้เลยจ้า นั่นคือสาเหตุที่ทำให้โฉมของเกรดเทอมนี้เปลี่ยนไปจากบล็อคก่อน ๆ นั่นเอง 🤩

 

สำหรับบล็อคการรีวิว 10 วิชาจุก ๆ ก็จบแล้วน้า ใครเด็ก media com มาอ่านรีวิวได้ ใครเด็กสาขาอื่นที่สนใจ gen ed french & german หรือ human geo ก็มาอ่านได้เหมือนกันนะ 💓 thank you มาก ๆ ค่ะที่เข้ามาอ่านและให้ความสนใจ 🙏 🥰

ใครที่แวะผ่านมาอ่านบล็อคของมี่พอดี รบกวนช่วยกดติดตามหรือกดไลก์เพจให้ด้วยนะคะ 🙏 
ใครสนใจเรื่องการเรียนต่อ MUIC/ต่างประเทศ, เรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสและเรื่องอื่น ๆ สามารถติดตามไว้ได้ค่า 🥹 ช่วยมี่ด้วยยยยยหรือใครอยากทักมาคุย มาเล่าเรื่อง มาถามอะไรก็ทักมาได้เหมือนกันน้าาาา 🤙 แต่ขอให้อ่านบล็อคให้จบก่อนแล้วค่อยมาถามถึงคำถามที่ไม่มีในบล็อคน้า ถ้าไม่อ่านมาก่อนแล้วถามคำถามมาเลยทั้งที่เราเขียนไว้แล้ว ขออนุญาตไม่ตอบนะคะ ขอโทษในความไม่สะดวกค่ะ (ตอบไม่ค่อยไหวค่ะ) 😔
📘 FB page: Mie as a media com student - ชีวิตมี่เมื่อเรียนมีเดียคอม
🎞 Instagram: Miedya_thetraveller
🕊 Twitter: @askmiedyasha

ไว้เจอกันใหม่บล็อคหน้าค่ะ อาจจะมารีวิวการหาที่ฝึกงาน (สปอยล์ได้ final internship offers จาก GDH 559 สาย production กับ BOXX MUSIC สาย creative content มาด้วยแหละ) + รีวิวที่ฝึกงาน (ตอนนี้อยู่ปี 3 เทอม 3 กำลังฝึกงาน 4 เดือนที่ multinational company ในประเทศไทยค่ะ 🤗)

gif

ขอบคุณมาก ๆ ที่ติดตามและอ่านบล็อคนี้ของมี่นะคะ 🙏

 

first posted: 18 may 2022 - 17:00 (UTC+07:00)

updated: 22 may 2022 - 00:08 (UTC+07:00)


621 views0 comments