• Mie Dyasha 🍦

Mie's life as a sophomore at MUIC Media Com - part 2 (รีวิวนิเทศอินเตอร์ MUIC ภาค 2) 👩🏻‍🎓

Updated: 6 hours ago

สวัสดีค่าาา ท่านผู้อ่านทุกคนนนนน 🙏

มี่กลับมาอัพบล็อค part 2 ของการเรียน MUIC media com ซึ่งเป็นรีวิวการเรียน part 2 กันค่า ❤️

Mie's life as a(n) MUIC Media Com student & subjects review 📑

วันนี้ก็... 💬

มี่ "วกกลับมา" กับการรีวิวชีวิตของตัวเอง และผู้ร่วมชะตากรรมไปกับเราในฐานะเด็ก MUIC media com (media and communication) หรือ "Media Com" ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University International College) กันอีกครั้งนึง ซึ่งมี่เป็นรุ่น 628 ที่เรียน old curriculum ทำให้ต้องมาเก็บเครดิตนรกด้วยกันนี่เอง 55555 แบบเก็บทั้งเครดิตปี 2 และปี 3 ไปด้วยกัน แต่มันสอนให้พวกเราแกร่งขึ้นจริง ๆ นะ ด้วย course load 20 หน่วยกิตทุกเทอม (5 วิชา เพราะที่นี่วิชาละ 4 หน่วยกิต เรียนแปป ๆ 3 เดือนเดะก็ final เป็นแบบนี้ปีละ 3 ครั้ง ฮิฮิ) ซึ่งกว่าจะจบแต่ละเทอมคือรากเลือด เพราะงานกลุ่มเยอะ, presentation ก็เยอะ บางวิชาใช้วิธีเก็บ final project 70% ก็มีเช่นกัน แต่พอได้เรียนสิ่งที่ชอบ ทำสิ่งที่ชอบ ถึงมันเหนื่อยมากแต่ก็จะผ่านมันไปได้ (แบบเหนื่อย ๆ 555555) ตั้งแต่เทอมแรกจนถึงตอนนี้ อยากบอกกับ 628 (และน้อง ๆ 638 และ 648 ที่ต้องการกำลังใจ) ว่า... "พวกเธอทุกคนเก่งมาก มิสซิสสร เราจะผ่านมันไปด้วยกันให้ได้จย้าาาา ❤️" ใครหมดกำลังใจ ต้อแต้ อยากลาออก เราขอแวะมาเติมกำลังใจให้ทุกคน 🙆🏻‍♀️ ที่เห็นบล็อคนี้เป็น part 2 เพราะว่าก่อนหน้านั้นเคยรีวิววิชาของ media com ตั้งแต่ปี 1 เทอม 1 จนถึงปี 2 เทอม 2 กันไปหมดแล้วเนอะ (แต่ใช้เวลาเรียนจริง ๆ คือ 4 เทอม)

😯 นี่มี่มานั่งเช็ค study plan ของ media com ที่อาจารย์ขวัญให้ไว้ตั้งแต่เทอมแรก คือตะลึงมากที่เก็บ media com core subjects กันครบ 56 เครดิตแล้วอะ ส่วน concentration subjects ยังเหลือกันอีก 4 (จากทั้งหมด 6 เครดิต แต่เทอมนี้มี่จะเรียนอีก 2 เท่ากับเหลืออีก 2 ในปี 3 เทอม 2) และ major elective 2-3 แล้วแต่คนที่ลง (หักของเทอมนี้ก็จะเหลือกัน 1-2) แต่ของมี่เหลืออีก 2 ที่จะต้องลงของเทอมปี 3 เทอม 2 แล้วปี 3 เทอม 3 จะเป็นช่วงที่พวกเราต้องฝึกงานกันขั้นต่ำ 3 เดือนหรือ 400 ชั่วโมงนั่นเอง 😊 แล้วปี 4 ก็จะเป็น gen ed และ media and communication thesis จ้า (สู้เขาาา ชาวมีเดียคอมมมม) ✌️

อะ เกริ่นกันไปแล้วสำหรับเรื่องที่จะมารีวิววิชาของสาขา media and communication ที่ muic มี่ขอมาแปะลิงก์สำหรับบล็อคที่เคยเขียนไปบ้างแล้วที่เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้า muic, รีวิววิชาเรียนของ media com (part 1), บล็อคที่เคยทำที่เป็น project เกี่ยวกับ media com และจะเพิ่มเติมให้สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจจะ transfer จาก muic ไปต่างประเทศ (อเมริกา) ด้วยก็แล้วกันค่า 😎
🎓 ชีวิตของมี่กับการเรียน MUIC Media Com (นิเทศอินเตอร์) ฉบับเด็กเก็บเครดิตนรก (part 1) พร้อมสอนวิธีการเตรียมตัวลงทะเบียน MUIC SKY สำหรับน้อง ๆ ที่เป็นเด็กใหม่่ดและรีวิววิชาต่าง ๆ ของ Media Com (old curriculum) ตั้งแต่ปี 1 เทอม 1 ถึงปี 2 เทอม 2 พร้อมรีวิว gen ed จากเพื่อนที่เรียน BBA (ใครสนใจจะเข้า MUIC หรือ Media Com ห้ามพลาดนะคะ): ลิงก์ 
📚 ประสบการณ์โดยตรงที่มี่สมัครเข้าศึกษาต่อปริญญาตรีที่ Mahidol University International College (MUIC) โดยติด IC ทั้ง 2 รอบโดยรอบแรกใช้วุฒิ GED และรอบที่ 2 คือวุฒิม.6 ในสาขา Media & Communication (MUIC Media Com) หรือนิเทศอินเตอร์: ลิงก์
📑 Mie's EC 2 argumentative essay, topic: "racial discrimination against non-native & non-white migrant teachers in Thailand": link
🗞 Mie's ICMC 204 (research methods & basic stats) group project, topic: "influential factors & cultural perspectives on Oscar-winning films: Parasite and Green Book": link
🗣 Mie's ICMC 205 (media psychology) group project, topic: "rape culture & sexual violence portray in Thai soap operas": link
🖥 Mie's ICMC 202 (media & cultural theory) group project, topic: "have you ever been (cyber) bullied?": link
🇺🇸 สมัคร as a transfer student (undergraduate) จาก MUIC ในฉบับเด็กฟิล์มไปที่ Maryville College (Tennessee) & The University of Idaho (Idaho), USA พร้อมได้รับ financial aid หรือทุนบางส่วนด้วย (แต่มี่ยังเรียนอยู่ที่ MUIC นะคะ): ลิงก์
*สำหรับเรื่องตัวอย่างงาน ให้ดูเป็นแนวทางเท่านั้น ไม่อนุญาตให้คัดลอกหรือก๊อปงานทุกกรณี*
-------------------------------------------------------------------
ส่วนนี้จะเป็นลิงก์เพิ่มสำหรับใครที่สนใจจะอ่านบล็อคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบหรือเพื่อยื่นในการเรียนต่อต่างประเทศหรือหลักสูตรอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยในไทยนะคะ 😊
🎬 การยื่นเพื่อศึกษาต่อในสาขา B.Media.Com Screen Practice & Production และ BA Film & Theatre ที่ Macquarie University (Sydney, Australia) & Victoria University of Wellington (Wellington, New Zealand): ลิงก์
🇬🇧 รีวิวการสอบ IELTS academic ด้วย overall 6.5 (each component 6.5 แต่ writing 5.5), การเตรียมตัวที่ Westminster International และการสอบ IELTS แบบ computer-delivered ที่ IDP Silom: ลิงก์  
📨 25 facts ที่ต้องรู้เกี่ยวกับ IELTS Academic ก่อนสอบจริงและรีวิวการสอบ IELTS จากเพื่อนที่ได้ overall 6.5-7.0: ลิงก์    
🇺🇸 รีวิวการสอบ Duolingo Englist Test ฉบับผู้มาก่อนกาล (สอบตอน 2018 ก่อนที่ DET จะถูกเอามาใช้ในไทยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างแพร่หลายตอนช่วงโควิด) ได้คะแนน 63/100 ในตอนนั้นหรือ 115/160 ในปัจจุบัน *แต่ตอนยื่นจริงที่ MUIC มี่ยื่น IELTS ค่า*: ลิงก์

📚 ก่อนอื่น ขอมาปู basic understanding ให้กับน้อง ๆ

ในเรื่องของการเรียนก่อนแล้วกันจ้า 🥳

ตัวอย่างเทอมทั้งหมดของปีการศึกษา 2021-2022 ✌️

สำหรับเรื่องเทอมการเรียนและการปิดเทอม มี่เคยเขียนไปแล้วในส่วนของ FAQ ของ blog เรื่อง how to apply to MUIC แต่ใครยังไม่อ่าน รบกวนไปอ่านก่อน แต่ถ้าใครอ่านแล้วจะก๊อปปี้มาให้อ่านกันอีกรอบค่า ก็คือ MUIC มันมีเรียนทั้งหมด 3 เทอมถูกมั้ย (เทอมที่ 4 คือ summer แต่มันคือ optional) ของ MUIC ใช้ระบบ trimester ซึ่งเป็นระบบอังกฤษค่ะ (น้องเราก็จะเปิดปิดเทอมพร้อมเรา เพราะเรียนนานาชาติระบบ UK เหมือนกัน แต่ของน้องจะเปิดก่อน 2 อาทิตย์เพราะมี half-term break ด้วย และบางครั้งก็ปิดก่อนเรา 1 อาทิตย์) ระบบเทอมที่นี่มันก็จะวนอย่างนี้ทุก academic year เลยจ้า

🍦เรื่องเทอมเนี่ย บางคนอาจจะงงว่า "อ้าว แล้วแบบนี้เข้ามาเทอม 3 จะตามเพื่อนเทอม 1 ทันยังไง" คือเรื่องเทอมมันไม่เกี่ยวกันค่ะ ถ้าเข้ามาเรียนเทอม 1 ก่อนก็จะจบก่อน เข้ามาเรียนเทอม 2 ก็ต้องเรียนวน 2-3-1 เข้ามาเทอม 3 ก็วนเป็น 3-1-2 ซึ่งเราต้องเรียนตาม study plan ที่อาจารย์แนะนำพร้อมกับเพื่อนที่เข้ามาในแต่ละ entry นั้นกับเรา จะไม่ได้ไปเกี่ยวอะไรกับเด็กเทอมอื่นค่ะ เพราะคุณเข้ามาทีหลัง จะไปไล่ให้ทันแบบเด็กเทอม 1 มันก็ไม่ได้ไง (หลัก logic ง่าย ๆ เลยนะอันนี้ คือคนงงกันเยอะมาก แบบ เอ้า เข้าเทอม 3 ละจะเรียนทันได้ไง แม่ถามมา ตอบไม่ได้อะค่ะพี่ เอ้อ ก็ทบเทอมเอาไงคะ จะบ้าหรอใครจะไปเรียนเอาเป็นเอาตายให้ทันเทอม 1 งง มันไม่ได้ไงงงงง ยกเว้นเทอเป็น media com 628 แบบชั้นไง เทอต้องเรียนเอาเป็นเอาตายให้ทัน 628 เทอม 1 แต่เพราะพวกเทอ 638 onwards, so no worries จ่ะ)

gif

ยกเว้นว่าหลักสูตรสาขาคุณจะเปลี่ยนแบบที่มี่เรียน อาจารย์ก็จะให้ study plan ที่ต่างกันออกมา คือต้องเก็บให้ทันเทอม 1 ซึ่งก็อาจจะหนักหน่อยเพราะต้องเรียน summer ด้วยและเก็บวิชาปี 1-2 ควบกันไป แต่ปกติแล้วคุณเข้าเทอมไหน ก็เรียนตามนั้นกับ study plan ที่อาจารย์ provide ให้พร้อมกับเพื่อนที่เข้ามา entry นั้นกับคุณ ซึ่งปกติแล้วแต่ละเทอมก็มีคนเข้าพร้อมกันกับเราที่ 20-40 คนแล้วแต่สาขาและเทอม ยังไงก็ไม่ได้เข้ามาคนเดียวแน่ ๆ อะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไป overthinking ล่วงหน้า ระบบการเรียนมหาลัยมัน free และก็ individual อยากลงอะไรก็ลง อยากเรียนอะไรก็ลง จะเรียนกับจารย์คงไหนก็ลงไปเลย แต่ถ้าจะไปกับเพื่อนก็แค่วางแผนไปด้วยกันดี ๆ ก็แค่นั้น ว่าจะไปลง section ไหน วันอะไร เรียนกี่โมง ก็จอบอ จบ ไม่ต้องไปทำอะไรให้มันยุ่งยาก ก็แค่นั้นแหละะะะ เอ้อ 😅

🍦เรื่อง study plan ถ้าหลักสูตรไม่เปลี่ยน plan นั้นก็แค่ guidance ว่าคุณต้องเรียนอะไรบ้าง

1) สำหรับคนที่สมัครเข้ารอบที่ 1 (เมษา) และ 2 (สิงหา) ที่เริ่มเรียนตอนกันยา:

▶️ จะเข้าเรียนเทอม 1 เดือนต้นกันยาจะจบช่วงต้นเดือนธันวา (ปกติจะก่อน 15 ธันวา)

▶️ เทอม 2 เริ่มต้นเดือนมกราจะจบช่วงต้นเดือนเมษา (ก่อนสงกรานต์)

▶️ เทอม 3 เรียนปลายเดือนเมษาจบช่วงปลายกรกฎาในปีถัดไป

อันนี้ก็คือไล่เทอม 1-2-3 แบบปกติเลย ตามปฎิทินตัวอย่างข้างบน

2) สำหรับคนสมัครเข้ารอบที่ 3 ประมาณเดือนตุลาแล้วเข้าเรียนเทอม 2 ที่เริ่มตอนเดือนมกรา:

▶️ ต้นเดือนมกราจะจบช่วงต้นเมษา (นับเป็นเทอมที่ 1)

▶️ เทอม 3 เรียนปลายเดือนเมษาจบช่วงปลายกรกฎา (นับเป็นเทอมที่ 2)

▶️ กลับมาเรียนเทอมที่ 1 ของปีการศึกษาถัดไป ตอนกันยาจนถึงช่วงต้นธันวา (นับเป็นเทอมที่ 3)

อันนี้คือไล่เทอมเป็น 2-3-1 ตามปฏิทันตัวอย่างข้างบน

3) สำหรับคนสมัครรอบที่ 4 เดือนมกราเข้าเรียนเทอม 3 ที่เริ่มตอนเดือนเมษา:

*หรือเด็กม.6 สมัครตอนเทอม 2 แต่ขอ postpone มาเข้าเทอมนี้หลังจบม.6

▶️ เริ่มเรียนเทอม 3 ตอนปลายเดือนเมษาจนถึงปลายกรกฎา (นับเป็นเทอมที่ 1)

▶️ กลับมาเรียนเทอมที่ 1 ของปีการศึกษาถัดไป ตอนต้นกันยาจนถึงต้นธันวา (นับเป็นเทอมที่ 2)

▶️ เรียนเทอมที่ 2 ต้นเดือนมกราจบช่วงต้นเมษา (นับเป็นเทอมที่ 3)

อันนี้คือไล่เทอมแบบ 3-1-2 ตามปฏิทินตัวอย่างข้างบน

4) summer sessions (*optional) ช่วง summer ระหว่างเดือนสิงหาและกันยา 1 เดือนเต็ม

จะเรียนได้ 1-2 วิชา (4-8 เครดิต) ลงแล้วไม่มีสิทธิ withdraw ออกนะ แต่แค่เรียน 1 วิชาก็ตายแล้ว เพราะเรียนเกือบทุกวัน อย่างตอนนั้นที่เราเรียน media SEA ก็คือเรียนอาทิตย์ละ 3 วัน วันละเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ตาราง summer ที่ผ่านมาคือเห็นแบบเรียน 5 วันเลยก็มีเหมือนกัน เรียนวันละ 2-3 ชั่วโมงก็แล้วแต่วิชาจ้า

🍦ที่ MUIC จะเรียนเป็น 3 เทอม เทอมละ 12 weeks (ประมาณ 3 เดือนต่อเทอมรวมตอนสอบกลางภาคและปลายภาคแล้ว) ในการเรียนการสอน เท่ากับเรียนปีละ 36 weeks ส่วน summer จะลงหรือไม่ลงก็ได้ (ถ้าอาจารย์บังคับ ก็ต้องลง แต่ถ้าไม่บังคับ ก็ชิว ๆ)

ช่วงปิดเทอมทั้งปีจะหยุด 12-13 weeks (ประมาณ 3 เดือน) มี่ไม่รู้นะว่าอีก 3 อาทิตย์จาก 52 อาทิตย์มันหายไปไหน 55555 เวลาที่ปิดเทอมนานที่สุดและสั้นที่สุดจะแบ่งยังไงคือ

- ช่วงระหว่างเทอม 3 กับเทอม 1 จะหยุดประมาณ 6 weeks (สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาจนช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยา)

- ช่วงระหว่างเทอม 1 กับเทอม 2 จะหยุดประมาณ 4 weeks (สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนมกรา)

- ช่วงระหว่างเทอม 2 กับเทอม 3 จะหยุดประมาณ 2-3 weeks (จะเป็นช่วงสงกรานต์จนถึงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษา)

ตามภาพที่มี่แนบไว้ให้ข้างบนจะเป็นตัวอย่างหลักสูตรของ 638 onwards

ให้คลิกขวาที่ลูกศรเพื่อไปดูหลักสูตรของ 628 เพื่อเปรียบเทียบกันจ้า

มี่ขออธิบายตามรุ่นที่มี่เรียนก่อนแล้วกัน เพราะว่าเข้าใจมากกว่าของหลักสูตรใหม่ และก็แม่นกว่า เลยคิดว่าถ้าเขียนของรุ่นมี่ไปก่อน แล้วพอน้อง ๆ อ่านแล้วมีตรงไหนที่มันคล้าย ๆ กันกับของ 628 จะได้ assume ได้ว่า "อ้อ อันนี้ของ 638 คล้าย ๆ กับอันนั้นของ 628 นี่นา" เข้าใจกันใช่มะ 5555 ส่วนของ 638 มี่ก็จะพยายามอธิบายตามที่เข้าใจ (ตอนถามเพื่อน) มาก็แล้วกันค่า 😄

📚 สำหรับรุ่นที่มี่เรียน (รุ่น 628):

🧬 General Education หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "Gen Ed/เจ็นเอ็ด" - 52 credits:

จะเป็นวิชาปูพื้นฐานทั่ว ๆ ไปที่จะเรียนก่อนเข้าวิชา core หรือวิชา major โดยปกติแล้วจะต้องเรียนในปี 1 ก่อน แต่ด้วยความที่หลักสูตรของ major มี่จะเปลี่ยนสำหรับ 638 onwards ทำให้พวกเราต้องรีบเรียนและเก็บวิชาของ media com core subjects ก่อน และจะไปเก็บ gen ed ตอนปีหลัง ๆ แทน (ปีที่ 4) เพราะว่า gen ed ยังคงเป็นเหมือนเดิม ถึงแม้จะเปลี่ยน category ไปบ้างแต่ก็จะไม่วุ่นวายเท่าวิชา core นั่นเอง สำหรับวิชา gen ed ก็จะมี category หรือหมวดหมู่วิชาที่ยิบย่อยลงมาที่ต้องเรียนหรือเก็บให้ครบ in order to fulfil graduation requirements นั่นเอง โดยของมี่ต้องเก็บทั้งหมด 180 credits คือถ้าขาดอะไรไปก็อาจต้องเรียนทีหลังหรือเรียนนานขึ้น เพราะยังจบไม่ได้เนื่องจากเครดิตไม่ครบทุกตัวที่ require นั่นเอง สำหรับสาขา media com (628) นั้นต้องเก็บ gen ed ทั้งหมด 52 credits ด้วยกันจ้า

  1. English Communication (เรียกสั้น ๆ ว่า EC/อีซี) - 16 credits: ตัวนี้คือวิชาที่เด็กส่วนมากที่ยื่น IELTS แบบ fast track หรือเด็กที่สอบ regular เข้ามาแล้วได้ EC 1 หรือเด็กที่เรียน ERS ก่อนก็ต้องเรียนหมด โดยจะต้องเรียนแบบเป็นสเต็ปโดยไม่สามารถหยุดได้ โดยจะเรียนตั้งแต่ EC 1 (descriptive writing/journalistic essay), EC 2 (argumentative essay & argumentative presentation) ไปจน EC 3 (public speaking) ส่วน EC 4 จะเป็นวิชาเสรี คืออยากเรียน topic อื่นที่สนใจก็ได้ แต่แล้วแต่ว่าที่อยากลงมันเปิดไหม เช่น introduction to linguistic, creative writing, language & culture, poetry, drama ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าแค่ EC 1-3 เราก็ได้เก็บกันไป 12 จาก 16 เครดิตแล้ว บวกกับ EC 4 อีกแค่ 1 ตัวก็คือชิวไปเลย (ส่วนตัวมี่เรียนถึง EC 3 แล้วขอพักก่อน มันเอียนหลักการเขียนและ presentation ของภาษาอังกฤษมากแล้วอะ 55555 คือเราก็ทำและสอบของวิชาอื่นโดยใช้หลักการของ EC ด้วยมันเลยเหมือนต้องทำแบบ repeatedly จนมันเบื่อไปเอง ขอไปเก็บ gen ed อื่นก่อนแล้วกัน) แต่สำหรับใครที่สายเทพจัดสอบ TOEFL ITP และ Writing Essay ของ MUIC แล้วติด Advanced English Track เลยก็จะได้เรียน ICCM 111 & ICCM 112 (Advanced English Communication I & II) ซึ่งพวกสายเทพจัดทั้งหลายนั้นคือเด็กอินเดีย, เนเธอร์แลนด์หรือสวิสนั่นเอง ซึ่งตัว Advanced English เนี่ย ต่อให้ยื่น IELTS writing มา 7.0 ก็ไม่มีสิทธิ์ได้เรียน เพราะคุณไม่ได้สอบ regular track หรือข้อสอบสุดหินของม. เข้ามานั่นเอง

  2. Natural Sciences (เรียกสั้น ๆ ว่า nat sci/แนทซาย หรือ ICNS) - 8 credits: วิชานี้ที่ media com ต้องเรียนคือ basic mathematics (เรียกกัน basic math) 1 ตัว และวิชาวิทย์ ๆ อีก 1 ตัว จำพวก general geology, computer essentials, science of food, essentials of marine life หรือ intro to astronomy ซึ่งหมวดนี้มี่ยังไม่ได้เก็บสักตัว เพราะรอไปเก็บตอนปี 4 จ้า

  3. Humanities (เรียกสั้น ๆ ICHM หรือ human/ฮิวแมน) - 16 credits: วิชาแบบภาษาต่างประเทศ ภาษาที่ 3-5 ของแต่ละคนและวิชา arts อะ ของ media com บังคับเก็บ intro to photography เท่ากับของอันนี้ 4 credits หรือ 1 ตัวแล้วต้องเก็บที่เหลืออีก 3 ตัวหรือ 12 credits กับ pathway to college success (เป็นวิชาแบบแนะแนวว่าต้องเรียนหรือทำยังไงให้เรียนจบอะ แต่ถ้าจำไม่ผิด 638 ไม่มีเรียนแล้วมั้ง เป็นวิชา non-credit) ส่วนวิชาอื่นที่เราจะเก็บในหมวด humanities คือ French โดยเราได้เริ่มเก็บตั้งแต่ pre-intermediate I, II และ III เท่ากับแค่นี้ก็จะครบของ ICHM พอดีจ้า

  4. Social Sciences (เรียกกันว่า so sci/โซซาย หรือ ICSS) - 8 credits: วิชานี้จะเป็นแนวสังคม สำหรับเราคือวิชาน่าเรียนเยอะมากกกกก ที่เราสนใจก็จะเป็นพวก soviet & russia since 1825, the European Union นี่แหละ แต่ว่ามันยังไม่เปิด เลยกะว่าจะรออีกสักหน่อยเพราะสนใจมากกก

  5. Health Sciences and Physical Education (สั้น ๆ คือ PE/health sci) - 4 credits: นี่ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันเรียน media com แล้วฉันต้องเรียน PE 5555 เป็นคนเกลียดพละมากอะ ไม่ชอบอย่างแรง คือชอบเล่นกีฬาอะไรที่มันไม่ค่อย common ละชอบเล่นคนเดียวไง (แบบ inline, figure skating, surfskate หรือพวก recreational sports อะ ช่วยเปิดหน่อย) เลยกะว่าจะลง health education (2 credits), self defense (1 credit) และ badminton ไม่ก็พวก selected topics in sports ไปเลย (อีก 1 credit) อันนี้ลงไม่เคยทัน คาดว่าต้องไปเรียนตอนปี 4 แทนนะ

🎬 มาต่อกันที่ Major Courses หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "Major/เมเจอร์/วิชาสาขา" - 120 credits:

หมวดนี้ของแต่ละสาขาวิชาก็จะแตกต่างกันออกไป เพราะว่าเป็นวิชาเจาะจงของสาขาที่เลือกเรียน โดยจะมีทั้ง

- core courses (วิชาพื้นฐานของสาขา เก็บทั้งหมด 56 credits หรือ 14 ตัว เป็นวิชารหัสหลักแบบ 1xx และ 2xx)

- required courses (วิชา concentration ที่เราเลือก ของ 628 จะมี journalism กับ creative content ส่วนตัวเราเลือก creative เก็บทั้งหมด 24 ตัวหรือ 6 วิชา)

- elective courses (เป็นวิชาที่สนใจ โดยจะเก็บกัน 4 ตัวหรือ 16 credits เช่น film production, acting, directing เป็นต้น)

- และตัวสุดท้าย compulsory electives 24 เครดิต โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงแรกและหลังคือ internship หรือการฝึกงาน 12 credits และ media thesis ตอนปี 4 อีก 12 credits

🗣 รีวิววิชาเรียน media com core ตั้งแต่เทอม 1, 2 และ 3 part 1 ตอนปี 1 เทอม 3-ปี 2 เทอม 2 และ summer วิชา media SEA พร้อมรีวิว gen ed จากเพื่อนที่เรียน BBA Marketing 628: ลิงก์ 
  1. Core Course (สั้น ๆ ว่า core/คอ หรือที่เราชอบแซวคือ core ขาดบาดตาย) - 56 credits: หมวดนี้คือ amazing มาก เพราะฉันเก็บครบหมดแล้วภายใน 4 เทอมแรก 5555 ก็คือมีเขียนรีวิววิชารวม ๆ ไปแล้วของ 3 เทอมแรก ที่เรียนไปคร่าว ๆ ก็จะเป็นจำพวก intro to media com, media psychology & audience analysis, media & cultural theory, creative writing for communication, man & arts, popular entertainment, visual communication, audio communication หรือ media ethics (วิชานี้โหดมาก เป็นตัวเดียวที่เราได้ C เหอะ ๆ) อะไรประมาณนี้แหละ ก็จะเป็นวิชาปูพื้นฐานเกี่ยวกับ media com และเป็น foundation ที่สามารถใช้ต่อยอดกับสาขาที่สนใจในอนาคตได้ด้วย แนะนำให้ตั้งใจเรียน, ทำงานทั้งกลุ่มและเดี่ยวให้ดี, ทำ presentation, ตอบคำถามอาจารย์, ไม่เข้าใจอะไรให้ถามและตั้งใจทำ quiz ให้ดี ๆ ด้วย เพราะยังเก็บพวก B, B+, A ไม่ยากนัก (ถ้าตั้งใจ)

  2. Required Courses (Concentration Subjects) หรือสั้น ๆ concen/คอนเซ็น - 24 credits: อันนี้ก็จะเน้นมาเป็นพวกงาน arts แล้วเพราะมี่และทั้งกลุ่มเลือก creative content กันหมดเลย วิชาที่เรียนก็จะเป็นพวก southeast asian creative content, visual storytelling, art of storyboarding, textual analysis, literature as a source of media content และ movement and human body อย่างเทอมที่ผ่านมา southeast ก็คือจะเรียนเรื่องเกี่ยวกับ SEA แล้วพวก culture ต่าง ๆ แล้วที่สนุกที่สุดก็คืออาจารย์ให้ทำ media project เป็น documentary ขั้นต่ำ 10 ไม่เกิน 12 นาทีแล้วของกลุ่มเราทำเรื่อง "curry" หรือว่าเรื่อง "เครื่องแกง" ว่ามันมีผลต่อการใช้ชีวิตของคนใน SEA ยังไงบ้าง (เดี๋ยวอธิบายเพิ่มเติมตอนรีวิววิชา) ส่วน visual storytelling อันนี้คือมี่ทำโปรเจคเป็น picture essay, presentation slides และ interview columns ของย่ากับแม่ที่เราไปสัมภาษณ์เค้าเพื่อทำ project นี้ขึ้นมา แต่ถ้าใครเลือก journalism ก็จะไปเน้นหนักเรื่อง mass com, mass media & public policy, writing & presenting in mass com & journalism, integrated broadcasting production, convergence journalism ก็คือมาสาย mass com, journalism และ writing อะแหละ

  3. Elective Courses (Major Electives) - 16 credits: จะมีให้เลือกพวก film/tv production, directing, acting, marketing, critical studies, writing อะ อย่างของมี่เองเลือก film production แบบ production ล้วนเลยคือตอนแรกนึกว่าจะไปสาย directing สรุปมาเปลี่ยนใจตอนสุดท้ายวุ้ย 5555 ก็จะเรียนทั้งหมด 4 ตัวพอดี โดยตัวแรกที่มี่เรียนเป็น film screenwriting หรือเรียนการเขียนบท (script), เขียน synopsis (เรื่องย่อ), การวาง character, การฝึก free writing, การเขียน treatment (การเขียนแบบโดยรวมว่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร ทำอะไร เกิดอะไรขึ้น จะโชว์ซีนนี้ยังไง เช่น montage) ซึ่งอาจารย์เคคือดีมาก (ใบ้: เป็นคนทำงานที่ HBO & Netflix Asia) และอีก 3 วิชาที่ต้องเรียนคือ film pre-production, film post-production, cinematography ด้วย ถ้าจำไม่ผิดอาจารย์เคจะสอนพวก production หมดเลย ยกเว้น cinematography ที่อาจารย์แซมจะเป็นคนสอน

  4. Compulsory Courses (3-month-internship & media thesis project) - 24 credits: อันนี้มี่ขอเขียนแบ่งออกมาเป็น 2 ช่วงแล้วกัน

- 12 credits แรกคือการฝึกงาน 3 เดือนตอนปี 3 เทอม 3 แบบ full-time: เทอมนี้จะไม่มีเรียนเลยเพราะต้องฝึกงานขั้นต่ำให้ได้ 400 ชั่วโมง แต่ของ FAA media com นี่เตือนก่อนว่า "ต้องหาที่ฝึกงานเอง" ซึ่งเราว่าดีเพราะว่าได้ฝึกไปในตัวด้วย (ฝึกไว้หางานเอาเองจริง ๆ ในอนาคตอะ) จะได้ที่ไหนอยู่ที่ผลงาน, résumé, related experiences/previous experiences, skills และผลการเรียนล้วน ๆ เลย จริง ๆ ถ้าที่ไหนอาจารย์มี connection สามารถไปคุยกับเค้าได้ เพราะเค้าก็อาจจะช่วยแนะนำให้ แต่เราว่าไม่ยากเกินความสามารถแน่ ๆ (ที่ต่างประเทศคือต่อให้ทางมหาลัยมี career centre เค้ามีบอร์ดงานแนะนำให้ดูก็จริง แต่เราต้องสมัครเอง ส่งเอกสารเอง สกรีนงานเอง และจะได้ไม่ได้ก็อยู่ที่ portfolio ล้วน ๆ เลย)

- 12 credits หลังจะเป็นการทำ media thesis ตลอดปีการศึกษาสุดท้าย: จะได้ทำงานและสร้างผลงานของตัวเองจริง ๆ เป็นปี 4 โดยเรียนเทอมละ 1 ตัวตลอด 3 เทอม เมื่อจบก็จะเป็น 12 credits พอดีซึ่งตัวนี้คือ media thesis หรือว่า thesis exhibition ที่ต้องสร้างผลงานเก็บเป็น portfolio นั่นเอง (ถ้าไม่ทำ ก็จะไม่จบไปโดยปริยาย) โดยแบ่งเป็น ตัวแรก: media & communication degree project (research & preparation), media & communication degree project I (ขั้นตอน shooting, editing ตั่ง ๆ) และตัวสุดท้ายคือ media & communication degree project II (จะเป็นการโชว์ผลงานหรือ media thesis exhibition เลย อาจารย์จะตัดเกรดจากหลายปัจจัย เช่น ยอดคนดู อะไรงี้ด้วย) ส่วนมากก็จะทำผลงานกันกับเพื่อนตั้งแต่ 2-5 คนหรืออาจจะมากกว่านี้ก็ได้ แต่มี่ว่าสัก 3-5 คนคือกำลังดี


และส่วนสุดท้าย (ที่แคปไม่ถึงตรงภาพที่แคปให้ดู) คือ...

- "Free Electives" หรือ ฟรีอิเล็ก/Free Elect อีก 8 credits หรือ 2 วิชา: ส่วนนี้มี่คิดว่าจะเก็บเป็นวิชาภาษาที่สนใจอีก 1 ตัว ก็คือ "German" หรือว่าภาษาเยอรมันนั่นเองค่ะ ใครชอบวิชาวิทย์อยากเก็บเพิ่มก็ลงแนทซาย ใครชอบวิชาสังคมก็ไปเก็บโซซาย ใครที่สนใจอยากลงวิชาเฉพาะของสาขาที่เรียนก็สามารถลงได้ เช่น ของ media com เลือก major electives เป็น film production แต่สนใจ film criticism, genre studies ก็สามารถไปเลือกเป็น free elect ได้ เพียงแต่ว่าตอนลง concentration & major electives จะต้องลงวิชาที่สนใจเผื่อเอาไว้ มิเช่นนั้นทาง FAA และ media com จะไม่อนุญาตให้มาลงตอนหลังนั่นเองค่ะ เพราะทาง FAA ต้องดู capacity และพวก registrable courses ด้วย

🍦ซึ่งอันนี้ที่มี่รู้มาก็คือ "ถ้าใครเรียน MUIC แต่สนใจจะไปเรียนวิชาของคณะอื่นใน MU หรือมหิดลก็สามารถทำได้เช่นกัน" เช่น ถ้าใครอยากเรียน Korean หรือภาษาเกาหลีแต่ว่าที่ MUIC ไม่มีก็สามารถขอ advisor ไปลง LAMU (ศิลปศาสตร์ MU) ในวิชาภาษาเกาหลีได้เช่นกัน หรือใครสนใจวิชาแปลก ๆ นิดหน่อยแต่ออกน่ารักมากกว่าของ MU อย่าง "วิชาการอยู่ร่วมกันกับสัตว์อย่างปลอดภัย" ของเทคนิคการแพทย์ MU ก็สามารถขอ advisor ไปลงได้เช่นกันจ้า

🚫 แต่ของ media com (628) งี้ถ้าใครชอบเลขมาก ๆ จะไปลงวิชาแบบ

- ICNS 101: Introduction to Mathematics

- ICNS 102: Principles of Mathematics

- ICNS 103: Fundamental Mathematics

จะไม่สามารถลงได้นะ เพราะในหลักสูตร not allowed จ้า (น่าจะด้วยความที่ตอนนั้นไม่ขอ SAT Math แบบที่สาขา BBA ขอ)


💬 ศัพท์น่ารู้สำหรับการลงทะเบียนใน SKY:

- section (sec): หรือที่เรียกว่า "เซค" ก็คือวิชาในมหาลัยจะมีเปิดเป็นช่วงเวลาและวันหลาย ๆ อัน โดยจะเลือกตามที่วางแผนเอาว่าจะเรียน sec ไหนก็จะลงอันนั้นแล้วเรียนใน specific time ตลอดจนกว่าจะหมดเทอม เช่น sec 01 เรียนพุธ 13.00-17.00

- register: การลงทะเบียนแบบปกติตามวันเวลาที่ SKY จัดไว้ให้ตามรุ่นและเทอมที่เข้ามา

- add/drop: เพิ่มหรือลดวิชาเรียน หรือการเปลี่ยนเซคถ้าเซคที่จะเอายังมีที่ว่างเหลืออยู่

- withdraw (WD): ถอนวิชาออกเพราะคิดว่าวิชานี้เรียนไม่รอดถึง final แน่ ๆ แบบคะแนนเก็บไม่ถึง ตกกลางภาค เรียนไปยังไงก็ตกแต่ไม่อยากได้เกรด F เลยถอนก่อน


จบสำหรับเรื่องการอธิบายหลักสูตรของ media com 628 ซึ่งเป็นตัวอย่างของมี่เอง 😊

📚 สำหรับรุ่นที่น้อง ๆ จะได้เรียน (รุ่น 638 onwards):

🧬 General Education - 38 credits:

อันนี้มี่ว่าเหมือนของ 628 ที่เขียนไว้ข้างบนแหละว่ามันเป็นการปูพื้นฐานเหมือนกัน แต่มันจะต่างตรง category หรือหมดวิชากันซะมากกว่า ตัวอย่างที่มี่ยกมาจะเป็นของ media com 638 onwards นะคะ แต่ของ media com 638 จะบังคับทั้งหมด 168 credits (ซึ่งน้อยกว่า 628 ประมาณ 12 credits)

การเก็บ EC (English Communication) ของ 638 💬
  1. English Communication (EC) - 12-16 credits: อันนี้เหมือนของ 638 มั้ง คือใครที่เข้ามา GC ต้องเก็บ EC 1-3 และต่อ EC 4 อีก 1 ตัวเป็น 16 credits, ใครที่ได้ ERS ต้องผ่าน ERS ก่อนแล้วเข้า GC Track ส่วนใครสายเทพได้ Advanced คือเรียน Advanced Oral Communication I & II ได้เลยแล้วต่อ EC 4 ได้เลย (EC 4 ที่ว่าคือวิชาเลือก) ซึ่งก็จะได้ 12 credits แต่ถือว่าผ่านแล้ว

  2. Life Appreciation - 4 credits: อันนี้มี่ไล่ดูแล้วรู้สึกว่าเหมือนวิชาการใช้ชีวิตหน่อย ๆ ปะ มีทั้ง PE คือพวกกีฬา, วิชาแบบ tea studies (เรียนเรื่องชางี้ปะ), food for health, stargazer อะไรแนว ๆ นั้นอะ เหมือนเอาวิชาหมวดวิทย์ (nat sci) ไปรวมกับ PE เลยอะ

  3. Global Citizenship - 4 credits: เหมือน humanities และก้ำกึ่งกับ sosci หน่อย ๆ แหะ เช่น fashion & society, วิชาภาษาต่าง ๆ และก็ intro to asian philosophy อะไรแบบนี้

  4. Critical Thinking - 4 credits: อันนี้เหมือนแนวสายวิทย์และเลข และแนวศิลป์ที่ใช้ critical thinking หน่อย เช่น physics for CEO, practical mathematics, drawing as visual analysis, cinematic languages and its application และ is democracy good?

  5. Leadership - 4 credits: น่าจะวิชาที่สอนให้มีสกิลความเป็นผู้นำ, การเข้าใจผู้อื่นและทักษะที่ใช้ในการเข้าสังคมและการทำงานในอนาคตมากขึ้นแฮะ เช่น the scientific approach & society, business event essentials, professional development หรือ skills in dealing with people across cultures ประมาณนี้

  6. Digital Literacy - 4 credits: วิชาที่สอนให้คนมีทักษะการคิดเรื่อง media literacy อะ การกลั่นกรองสิ่งที่พบเจอผ่านโลกอินเตอร์เน็ต เช่น digital search literacy, skills for a digital world, everyday connectivity และ media literacy: skills for 21st-century learning ด้วย เพราะปัจจุบันเราขลุกกับอินเตอร์เน็ตและโซเชียล เพราะฉะนั้นก่อนจะเชื่ออะไรก็ควรกลั่นกรองด้วย

  7. GE Electives - 2-6 credits: เหมือน free electives ของ 628 แต่อันนี้คือดีหน่อยว่าจะเรียนแค่ 1 ตัวที่เป็น 2 เครดิตหรือจะเรียน 4 credits 1 ตัวและ 2 credits อีก 1 ตัวหรือจะเรียน 2 เครดิต 2-3 ตัวก็ได้ จะลงอะไรก็ได้ อันนี้ไม่มีข้อห้ามอะไรแล้ว

🎬 มาต่อกันที่ Specific Courses - ไม่น้อยกว่า 102 credits:

ประกอบไปด้วย

  1. Core Courses - 56 credits: อันนี้เราว่าเหมือนของรุ่นเรานะ เป็นวิชาปูพื้นฐานของสาขา เก็บ 56 credits เท่ากัน แต่บางรายชื่อวิชาไม่เหมือนกันและบางวิชาน่าจะเนื้อหาต่างออกไปจากเดิมด้วย แต่ที่เรียนเหมือนกันที่เราเห็นคือ intro to media com, man & arts, audio communication, media and communication regulations & ethics, media & cultural theory, research methods & basic stats, basic acting แล้วก็ media psychology ที่เหลือคือไม่คุ้นเลย งงมากว่าคืออะไร 😅

  2. Major Required Courses - 16 credits: หมวดนี้เป็น concentration มีให้เลือก 3 สายโดยมี integrated media communication เพิ่มมาด้วยนอกเหนือจาก journalism กับ creative content ดูแล้วเรียนน้อยกว่าของเรา เรียนแค่ 4 วิชา คล้าย ๆ กันแต่มีการปรับเปลี่ยนบางวิชาออกไปด้วย แต่โดยรวม ๆ แล้วยังคล้าย ๆ กันบ้างจ้า

  3. Major Elective Courses - 12 credits: เหมือนของเราเหมือนกัน แต่เก็บเครดิตน้อยกว่าโดยจะเรียนแค่ 3 วิชา และมีการปรับเปลี่ยน/เพิ่ม track มา เช่น dance and choreography, digital media production, communication management ก็คือจะมีตัวเลือกที่มากขึ้นและหลักสูตรที่ออกมาแนวประยุกต์กับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น

  4. Compulsory Elective Courses - 18 credits: จะแยกออกมา 2 ช่วงเช่นกันจ้าคือ

- professional internship - 8 credits: ฝึกงาน แต่อันนี้เราไม่รู้ว่าต้องฝึก 3 เดือนเท่ากับของเราไหมนะ

- thesis ปี 4 - 10 credits: media thesis I (research & preparation) 4 เครดิต, media thesis II (producing, execution & operation) 4 เครดิตและสุดท้ายคือ media thesis exhibition อีก 2 เครดิต

เพิ่มเติมเรื่อง I-Design ของ MUIC Media Com 📚

⌨️ ส่วน I-Design อันนี้ของรุ่นเราไม่มี แต่อ่านแล้วแบบน่าเรียนมากเลยอะ ก็คือน้อง ๆ จะต้องเรียนกัน 20 หน่วยกิต โดยจะเป็นคอร์ส minor, certificate หรือคอร์สอื่น ๆ ของโปรแกรมอื่นใน MUIC, MU ทั้งระดับปริญญาตรีและโทก็ได้ หรือสถาบันที่เป็น partner กับทั้ง MU หรือ MUIC ก็ได้เช่นกัน แต่ต้องได้รับการ approve จากทาง Curriculum Administrative Committee 😯 (สุดปังงงง จึ้งมาก)

มาว่ากันต่อถึงเรื่อง minor ...

ตัวอย่าง French minor ของ MUIC

😊 เรื่อง minor ไม่ใช่เรื่องบังคับที่ต้องมีค่ะ แล้วแต่ว่าพึงพอใจอยากเรียนแบบไหนมากกว่า อยากจะเรียนแค่ major อย่างเดียวแล้วจบก็ได้ หรือจะเรียน minor เพิ่มก็ได้ ใครใคร่เรียนก็เรียน ใครไม่อยากเรียนก็แล้วแต่ แล้วแต่ความสนใจและความไหว/ความสตรองของตัวผู้เรียนเองค่ะ (ปกติ media com คน minor น้อยเพราะมันยุ่งยากวุ่นวายนี่แหละ)

🙆🏻‍♀️ ปกติแล้วถ้าใครเลือกที่จะ minor จะได้รับ extended trimesters มาโดยอัตโนมัติอีก 2 เทอม เท่ากับจะได้เวลาเพิ่มเป็น 4 ปีการศึกษา 2 เทอม หรือทั้งหมด 14 เทอม (แบบ trimesters) ซึ่งถ้าจบภายในระยะเวลาที่กำหนดจะมีสิทธิ์ได้รับ honour ปกติ

📚สำหรับเรื่องการ minor ของแต่ละสาขา เราแนะนำให้น้อง ๆ ที่สนใจจะเรียน minor เข้าไปอ่าน minor overview ก่อนว่ามีวิชาอะไรที่น่าสนใจหรือตรงกับความสนใจของน้อง ๆ หรือเปล่า ซึ่งแต่ละสาขาวิชาก็จะมีหลักการ minor ที่แตกต่างกันไป เราแนะนำให้น้อง ๆ เข้าไปหา faculty members ที่ดูแลเรื่องการ minor หรือติดต่อ MyMUIC เพื่อสอบถามเรื่อง minor จะดีกว่าว่าต้องติดต่อใครบ้างและทำยังไงถึงจะ minor ได้ ยกตัวอย่างเช่น:

- สมมุติว่าเราจะ minor in French 🇫🇷: ถ้าใครมีพื้นฐานภาษาที่สนใจมาแล้วสามารถไปขอทำ placement test ได้เลยแล้วอาจารย์จะจัดระดับที่ appropritate ให้ตัวผู้เรียนเอง อย่างของมี่เอง มี่สอบได้ระดับ 4 หรือ pre-intermediate French I ก็จะสามารถเริ่มเรียนได้ที่ระดับ 4 เลย โดยมี่จะเก็บ 3 ตัวหรือ pre-intermediate French I, II และ III ในหมวดหมู่ humanities พอจบแล้วก็จะเข้า minor โดยจะเก็บได้แค่เทอมละตัวแบบ subsequential order เท่านั้น โดยของมี่จะเริ่มเก็บ minor ตอนปี 4 สำหรับ 3 ตัวแรกและได้ 2 ตัวหลังสำหรับ extended trimesters 2 เทอมอีกที โดยแต่ละตัวจะเป็น prerequisite ของตัวถัดไป สำหรับใครที่ไม่มีพื้นฐานภาษานั้น ๆ มาเลยแต่อยาก minor ก็เท่ากับว่าต้องเก็บตั้งแต่แรกคือระดับ 1-6 (elementary 1-3 และ pre-intermediate 1-3) ทั้งหมด 6 ตัวก่อน ในหมวด humanities หรือ free electives แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยเข้า minor อีก 5 ตัว เท่ากับต้องเก็บทั้งหมด (6+5) 11 ตัวจ้า

*โดยคนที่จะ minor ภาษาต่าง ๆ (ที่ MUIC มีภาษาจีน, ญี่ปุ่น, เยอรมัน. สเปนและฝรั่งเศส) จะไม่สามารถมาเก็บรวดเดียวตอน extended trimesters ได้นะคะ ต้องค่อย ๆ เก็บไปเทอมละตัวเท่านั้น

ตัวอย่าง IR (International Relations) Minor 🗣

🤝 อย่างของ IR อันนี้ก็คือบังคับว่าต้องเรียน ICIR 101 Approaches to International Relations and Global Affairs มาก่อนเพื่อเป็น foundation ตัวแรก แล้วหลังจากนั้นก็จะต้องเลือกวิชาจากใน list ของ minor มาอีก 4 วิชาหรือ 16 credits ก็คือเลือกเอาจากอัธยาศัยและความสนใจของตัวเอง เพราะ IR minor ขอ 20 credits เท่านั้น ก็คือบังคับ ICIR 101 1 ตัวและเลือกเองอีก 4 ตัวนั่นเอง โดยอันนี้จะสามารถไปอัดตอน extended trimesters ได้ อาจจะแบ่งเป็น 2 เทอมก็ได้ เช่น เรียน ICIR 101 เทอมแรกและวิชา ICIR เลเวล 1xx-2xx อีกตัว (แต่อันนี้จะไม่ถึง minimum credits แต่ถ้าเรียน minor อย่างเดียวจะขอ approve จาก advisor ได้) และเรียนระดับ ICIR เลเวล 1xx-4xx อีก 3 ตัวในเทอมถัดไป (อันนี้จะครบ minimum 12 credits พอดี) หรือถ้าใครสายโหดจัด ชั้ลเป็นคนเทพ จะลงรวดเดียวแบบเทอมเดียว 5 ตัวครบ 20 หน่วยกิตเลยก็ไม่มีใครว่า (ถ้าเธอไหวนะ 5555) 😅

✌️ยังไงก็ตาม ขอเน้นอีกรอบว่าถ้าน้อง ๆ คนไหนสนใจจะ minor ในสายต่าง ๆ ให้ถามและ consult กับอาจารย์ที่น้อง ๆ สนใจจะ minor ด้วยจะดีที่สุด (เช่น จะ minor IR ให้ถามอาจารย์ที่ดูแลเรื่อง IR minor) เพราะว่าเค้าเข้าใจ situation ของน้องและประสบการณ์ตรงของเค้าจากการที่เขาทำ minor มาหลายปีจ้า ส่วนของ major ที่น้อง ๆ เรียน ให้ถาม advisor ของน้องเอง...แนะนำให้ถามเรื่อง policy หรือ restrictions ของ division ก็พอว่ามันจะมีอะไรที่มาขัดหรือขวาง minor เราไหม แล้วจัดตารางเรียนให้ดีให้มันสามารถเอาวิชาที่จำเป็นสำหรับ major และ minor ให้มันไปด้วยกันได้แบบไม่เดือดร้อนอะ

😊 ยังไงหาทางติดต่อ faculty members เอาเองนะคะ แนะนำให้ติดต่อไปทาง email นะคะ เพราะตอนเราสนใจเรื่อง minor เราก็ติดต่อ prof เองเหมือนกัน เราทำได้ คนอื่นทำได้ น้องก็ต้องทำได้ค่า อย่าถามเราเรื่อง minor บ่อย ๆ เช่น "พี่ อยาก minor ต้องติดต่อใครอะ" หรือ "พี่ minor นี่ทำยังไง" เพราะเราจะไม่ตอบนะคะ เนื่องจากลิงก์ข้างบนที่พี่ provided ให้มันมีคำตอบอยู่แล้วนะ (คือความสนใจของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน จะให้เราสามารถตอบได้ทุก minor มันก็เป็นไปไม่ได้ไง เอ้ออออ) ถือว่าอธิบายตรงนี้เคลียร์แล้วนะคะ โตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ต้อง independent และทำอะไรด้วยตัวเองเยอะ ๆ อย่า depend on คนอื่นตลอดเวลาค่า

- จบเรื่องการปู basic understanding ของ MUIC ทั้งหมดแล้ว จะต่อกันที่เรื่องรีวิววิชาละนะจ๊ะ -

ต่อกันที่...

💬 รีวิววิชาต่าง ๆ ที่มี่เรียนไปในเทอมที่ผ่านมา 🇺🇸

🎥 ภาพที่ให้ดูก็คือการเรียนแบบ online วิชาต่าง ๆ และการไปออกกองทำสารคดีกับทีมดุ๊กดุ๋ย 🐥


สำหรับวิชาที่มี่ได้ลงเรียนในเทอม 3 ปีการศึกษา 2020-2021 ซึ่งจริง ๆ ถ้านับแบบเทอมเดียวกันต้องเป็นปี 2 เทอม 1 แต่ใน study plan เป็นปี 2 เทอม 3 เลยขอนับเป็นเทอม 3 แล้วกันจ้า โดยเทอมนั้นทั้งเทอมไม่ได้กลับม. เลย เรียน online ล้วน ๆ 😭 ก็คือ

  1. ICCM 106 Intermediate English Communication III (Public Speaking) หรือ EC 3 🇺🇸

  2. ICMC 207 Entertainment Management, Marketing and Finance (Ent Management) 💵

  3. ICMC 223 Southeast Asian Creative Content Analysis: From Ethno-Historiography Perspectives (Southeast/Southeast Asian Creative) 🎥

  4. ICMC 225 Visual Storytelling 🖼

  5. ICMC 313 Film Screenwriting ✍️

ซึ่งทั้งหมดนี่ก็ 20 credits พอดี จบเทอมนั้นเลยได้มารวมกับเครดิตเดิมเท่ากับทั้งหมด 80 credits แล้ว เพราะของเราคือต้องเรียนทั้งหมด 180 credits ซึ่งก็มาประมาณเกิน 1 ใน 3 แล้วนั่นเองจ้า 😉

Feedback จากอาจารย์ Mary ใน First Speech ของมี่เอง 🙆🏻‍♀️

🇺🇸 ประเดิมเริ่มแรกด้วยวิชา EC 3 หรือ public speaking (ICCM 106) ของเทอมที่ผ่านมาเลยจ้า:

มี่เลือกเรียนกับอาจารย์ Mary จ้า (ซึ่งเทอมที่มี่เรียนเป็นเทอมแรกที่อาจารย์แมรี่มาสอน EC 3 ด้วยแหละ) คลาสนี้ก็คือจะเรียนเป็นพวกการใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการหรือ academic english ที่ใช้ในการทำ presentation อย่าง informative และ persuasive speeches นั่นเอง และนอกจากนี้ก็จะได้เรียนการพัฒนาสกิลที่สำคัญในการพูดในที่สาธารณะอย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพต่อการพูดต่อหน้ากลุ่มคน (จำนวนน้อยและมาก) สำหรับคลาสที่มี่เรียนก็คือเรียนกัน 20 คน แต่คือเป็นการเรียนคลาสเล็กที่สนุกมาก ๆ ตอนแรกมี่เป็นคนที่เคยแบบ nervous กับ public speaking มาก ตอนเข้ามาครั้งแรกก็ได้แต่คิดว่า 'วิชานี้ต้องเป็นนรกสำหรับ introvert และคนที่เกลียด public speaking แน่นอน' มันเลยทำให้มี่แบบ anxious ละ panic ไปในเวลาเดียวกัน แต่พอเรียนมาเรื่อย ๆ ก็เห็น improvement ของตัวเองว่ามันดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากความรู้สึกของมี่เอง, feedback จากอาจารย์และเพื่อน ๆ ด้วย สำหรับวิชานี้จะมีทั้ง both individual & group speeches เลย คือมีทั้งแบบทำกลุ่มและเดี่ยว คือสอนให้รู้จักการทำ individual speech และการทำ group speech ด้วย (เช่น ทักษะการทำงานร่วมกับเพื่อนในทีม) เรื่องการเก็บคะแนนถ้าเป็น speech ปกติก็จะเก็บ 15-20% และมี 2 impromptu speeches 10%, 2 quizzes 10% และ reflective journal and participation อีกอย่างละ 5% เดี๋ยวของ break down ลงมาแต่ละ assignments ละกันจ้า พอเริ่มเรียน EC 3 ไปนาน ๆ เราคุ้นชินกับมันแล้วกลับกลายเป็นรู้สึกสนุกกับวิชา EC 3 ไปเลยซะอย่างงั้น มันช่วยพัฒนาสกิลการพูด, ความมั่นใจในการพูด, การแก้ไขปัญหาหากพูดข้ามพอยท์ไป และการลำดับความคิดจริง ๆ อะ 😃

เปิดที่เรื่องการทำงานกลุ่มก่อนแล้วกันจ้า ❤️

ตอน submitted งานใน turnitin 😊

👯‍♀️ group speeches: สำหรับงานกลุ่มที่เหมือนจะเป็นงานคู่ซะมากกว่า เพราะส่วนมากก็คือ pair up กันซะ 2 คน ส่วน 3 คนมีแค่ 2 กลุ่มเองมั้ง (ถ้าจำไม่ผิดนะ)

🍦 มี่เองไปคู่กับจินจู ซึ่งจินจูเป็นลูกครึ่งไทย-เนปาลแต่น้องพูดไทยไม่ได้เพราะน้องไม่ได้โตที่ไทย น้องโตที่เนปาล (เรียนหลักสูตรแม่แบบของอังกฤษ) กับไมโครนีเซีย (เป็นเกาะทางประเทศแถบ Oceania ข้างซ้ายของฮาวาย) ก็เลยคุยกันเป็นภาษาอังกฤษล้วนแต่เดี๋ยวอาจจะคุยกันเป็น english & french ในอนาคต 55555 ซึ่งจินจูเป็นเพื่อนของมี่ที่มาจาก EC 2 (ชั่ย ผู้ร่วมชะตากรรมของวิชาอาจารย์วอลเตอร์ 5555) จินจูเรียน bio sci แล้วปรากฎว่าคุยกันไปคุยกันมาเรามีแพลนจะ minor in French ด้วยกันทั้งคู่ แล้วแบบมี common things อะไรหลายอย่างคล้าย ๆ กัน ก็เลยกลายเป็นสนิทกันเฉยเลย เลยตัดสินใจมาลง EC 3 ด้วยกัน (และเทอมนี้ก็ลงฝรั่งเศสด้วยกัน) มี่มองว่าจินจูเป็น partner ที่ดีมาก ๆๆๆ เค้าใส่ความตั้งใจในการทำงานลงไปในงานที่เราทำด้วยกันจริง ๆ เป็นการทำงานกลุ่มแบบงานกลุ่มจริง ๆ ไม่ใช่แค่ให้ใครคนใดคนนึงมาแบก ซึ่งนี่คือเหตุผลว่ามี่ดีใจมากที่มี่เจอและเป็นเพื่อนกับจินจู

💬 ซึ่งปกติเวลาทำงานคู่ (กลุ่ม) ของวิชานี้ก็จะแบ่งเป็น 2 งานของวิชานี้:

🌊 1st informative speech (ทีมเราทำเรื่อง "gen Z and marine issues") - 15%: อันนี้เป็นงานกลุ่มอันแรกเลย โดยตัวมี่จะเป็นคนที่ทำพวก introduction, การจัด format ของ outline & script, การทำ slides และจัด reference ทั้งหมด ส่วนเรื่อง body structure จินจูเป็นคนพิมพ์เร็วมาก จะไปพิมพ์พวก topic ก่อน แล้วมี่ค่อยหาข้อมูลแล้วเอามาเพิ่มเติม แต่มี่จะทำมาแนวแบบการ describe to inform มากกว่า ส่วนเรื่อง stats หรือพวก evidence จินจูจะเป็นคนทำ เพราะจินจูหา stats เก่งมากและพอยท์สำคัญของจินจูคือ strong มาก, ในส่วนอื่น ๆ ของ body structure ก็คือต้องคุยกันก่อนว่าจะเอาสโคปข้อมูลประมาณไหน แล้วอันไหนที่จินจูรู้มากกว่าเรา ๆ ก็จะถามเค้า ให้เค้าอธิบายให้ฟัง ซึ่งต้องพูดเลยว่าจินจูเป็นคนที่เก่งเรื่องการอธิบายด้วย เค้าอธิบายออกมาให้มันย่อยง่ายในสายตาเด็กที่ไม่ได้เก่งวิชาวิทย์และ marine biology และจินจูไม่ทำให้ตัวมี่เองหรือคนฟังรู้สึกแบบทำไมฉัน dumb จัง แต่เป็นฟีลที่เค้า describe และ tell a story ให้เราฟังออกมาจาก personal experiences คือจินจูโตที่ mainland (เนปาล) เค้าบอกว่าเค้าก็ไม่เคยรับรู้ปัญหาตรงนี้ของประเทศในหมู่เกาะมาก่อน จนได้มาอยู่ที่ไมโครนีเซีย แต่พอเค้าย้ายมาไมโครนีเซียแล้วเค้า active กับการแก้ปัญหาของ marine issues ของที่นี่มากเพราะเค้าเห็นความคิดของ locals (ที่เป็น boomers) ว่าโค่ดอันตรายเลย ที่ตอนนั้นเค้าไป diving ที่ห่างชายฝั่งออกไปหน่อยแล้วแพขยะลอยมาเยอะมาก เห็นเค้าบอกว่าเป็นกิโลได้ boomers ที่ไปด้วยก็จะบอกให้ 'ก็แค่รอให้แพขยะมันผ่านไปแล้วค่อยลงไปดำน้ำสิ' ในขณะที่จินจูกับเพื่อน gen z อื่น ๆ ที่ไปด้วยกันเค้าคิดกันไกลกว่านั้นว่า 'แล้วถ้ามันเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ มันไม่มีทางลดลงแน่มีแต่เพิ่มขึ้น แล้ว marine biology ตรงนี้จะเป็นยังไงต่อ จะแก้ marine issues กันยังไง?' ซึ่งตรงนี้จินจูถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ informative speech ได้ impact มากกกก, เรื่อง transition นี่แล้วแต่ว่าใครคิดออกละชอบอันไหนมากกว่า, ส่วน supporting details เราจะช่วยเพิ่มเติมให้ถ้าหาเจอและมัน match กับ main topic และช่วย screen หา reference เพิ่มเติมที่จะมาเป็น evidence ของ speech พวกเราด้วย ส่วน conclusion จะช่วยกันเขียน อย่างงานนี้จินจูสรุปเสร็จก่อนเราอีก ในเรื่องของ slides และการ submit งานใน turnitin & classroom มี่จะเป็นคนทำเองทั้งหมด แล้วจินจูจะเป็นคนมาเช็ค slides เรื่อง text ให้มันกระชับอีกที (จินจูบอกว่ายูเรียน media com ยังไงก็ทำ slides ดีกว่าเด็กสาย bio sci แบบไอ ละจินจูก็พูดแบบติดตลกว่า 'โลกของเด็ก bio sci เหมือน colourblind เพราะสไลด์ major เรามีแต่ black & white slides' 😂)

❤️ ถ้าเรียน EC 3 อาจารย์แมรี่ (และจารย์คนอื่น) จะให้ส่ง draft ก่อนวันที่ต้องพูด final speech จริง (*optional นะ ถ้าขี้เกียจก็ไม่ต้องเข้า แต่ถ้าอยากได้เกรดสวย ๆ มี่แนะนำให้ทำนะคะ) ซึ่งสำหรับ speech กลุ่มจะจำกัดที่ 3-4 นาทีต่อ 1 group member คือถ้าทำ 2 คนก็จะได้ 6-8 นาที ถ้าทำ 3 คนก็จะได้ 9-12 นาที ถ้าพูดเกินกว่านั้นจะโดน time penalty หรือการหักคะแนนเมื่อพูดเกินเวลาที่กำหนด ถ้าใครอยากได้ feedback ไปปรับปรุงหรือติดอะไรที่ speech มันยาวไป พิมพ์กันกับเพื่อนใน outline เพลินเกินไป (ทีมเราล่อไป 2500 words ทุกรอบจ้า 5555 แบบ productive มาก ซึ่งปกติถ้า speech ประมาณ 6-8 นาที แค่ 1500 words ก็คือเยอะแล้ว) พอลองพูดละมันเกินเวลา ทำให้ไม่รู้ว่าควรจะตัดตรงไหนออกไป การที่เข้าไปคุย 1-1 meeting กับอาจารย์แมรี่จะดีมากเพราะจารย์ให้ guidance และ feedback เช่น 'your introduction is strong enought to gain the audience's attention' แต่ปัญหาของกลุ่มเราส่วนมากจะอยู่ที่ body paragraph ที่มักจะยาวเกินไป อาจารย์แมรี่ก็จะไฮไลท์ให้ว่าตัดตรงนี้ออกดีกว่าหรือ paraphrase ใหม่หน่อยอะไรงี้ แล้วเราก็จะสามารถแก้ปัญหา red flags ได้อย่างถูกต้อง จากนั้นพอแก้ outline และ script หมดแล้ว เราก็จะเข้า zoom มาเพื่อซ้อมพูดและจับ timer กันนั่นเองว่าต้อง speed ประมาณไหนถึงจะไม่โดน time penalty พอถึงวันพูดจริงก็ต้อง submit ทั้ง outline, script และ slides ด้วยใน classroom และ turnitin (เช็ค similarity กับ plagiarism ว่าก๊อปงานใครมาแล้วไม่ได้ให้ credits ใน reference มั้ย) พอพูด speech ที่เตรียมตัวกันมาเสร็จ อาจารย์แมรี่ก็จะให้พวก feedback มาอีกรอบพร้อมกับ graded ว่าได้เท่าไหร่ ปกติแล้วถ้าเรียนกับแมรี่ ไม่เกิน 2 วันจะได้ทั้ง feedback ใน private comment และ graded ใน classroom เลย

แน่นอนว่าทีมเรา A ต้องมาสำหรับ 1st informative speech ก็คือได้ 90/100 ค่าาา 😃

📰 the final speech: 2nd informative speech (ทีมเราทำเรื่อง "digital media literacy in uncertain times") - 20%: เป็น final speech สุดท้ายหรือคล้าย ๆ การสอบ final แต่มาในรูปแบบของ presentation โดยตอนแรกเรากับจินจูจะทำ persuasive เพราะ final เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำ "informative speech" หรือ "persuasive speech" ซึ่งตอนแรกพวกเราเลือก persuasive speech แต่พอาจารย์แมรี่อ่านจากข้อมูลที่เรามีอยู่และการทำ outline แล้วแมรี่เลยบอกว่ามันเหมาะกับ informative speech มากกว่า พวกเราก็เลยต้องเปลี่ยน format กัน โดยเปลี่ยนและลบข้อมูลบางอย่างออกไป การทำงานรอบนี้ก็เหมือนกับการทำงานด้วยกันรอบแรก เพียงแต่รอบนี้มี่จะเป็นคนช่วย provide ข้อมูลที่เกี่ยวกับ media literacy มากกว่าเพราะว่ามี่กลับไปอ่านเนื้อหาที่เคยเรียนของ major อีกรอบแล้วเอาข้อมูลจากสิ่งที่เคยเรียนจาก media com มาประยุกต์ใช้กับการหาข้อมูลของ topic นี้ด้วย (ส่วนตัวมี่ว่าของ major มันดู reliable กว่า แต่ก็หาข้อมูลเพิ่มเติมจาก internet ด้วยตามปกติ) และการทำ slides กับการจัด format ก็ยังคงเป็นหน้าที่ของเราเหมือนเดิม แต่จริง ๆ สนุกมากกกก จินจูก็หาข้อมูลมาแบบจัดเต็มไม่แพ้กันเลย (โดยเฉพาะ stats and evidence) "พอ present เสร็จเราสบายใจกันมาก ๆ เพราะว่ามันเหมือนปลดล็อคแล้ว วิชานี้จบแล้ววว" ผลออกมาก็คือ...

ก็คือ... ได้ 95/100 หรือว่าระดับเกรด A อีกเช่นเคยจ้า 🥰

🍦ส่วนเรื่องการเรียนคอร์สนี้ในเรื่องของงานเดี่ยวและการสอบ มี่ขอสรุปเป็นลิสต์สั้น ๆ แล้วกัน (ไม่อยาก spoil เยอะเกินไป 555):

👧🏻 personal speeches 2 งานด้วยกันนนน:

- personal speech (life percentage reminders on our dreams) - 15%: อันนี้จะเป็น topic ให้เลือกคนที่เราสนใจหรือเป็น famous people ใน field ต่าง ๆ แล้วมาพูดเกี่ยวกับคนเหล่านั้นว่าเขา inspire เรายังไง, มีผล/ประโยชน์กับเรายังไงทั้งในด้านชีวิตและการเรียน EC 3 และสามารถทำให้เราไปถึงเป้าหมายของเราได้ยังไง ก็จะเรียงแบบ introduction, body, conclusion และก็พวก clincher statement เพื่อจบแบบสวย ๆ ให้ audience ประทับจัยยยย งานนี้มี่ได้ 84/100 (B) ซึ่งก็เหนือความคาดหมายเหมือนกัน เพราะเป็นครั้งแรกและตื่นเต้นมากกกก เปิด slides ผิด ๆ ถูก ๆ 5555

- persuasive speech (should we educate people about racism and racial discrimination issues?) - 20%: อันนี้มี่ทำ question of policy: the passive agreement speech type และใช้ problem-solution pattern คือบอกปัญหาและวิธีแก้ มี่พูดถึงหัวข้อนี้เพราะ COVID-19 fueling anti-asian and xenophobia globally และพวก asian hate crimes ด้วยและก็ควรทำยังไงเพื่อที่จะ educate เด็ก ๆ ที่อยู่ในโรงเรียน ผ่านพวก pathos: a case study about COVID-19 and racism, logos: why racism should be taught in schools and classrooms และก็ใส่พวก refutation และ conclusion ด้วย สำหรับ speech นี้มี่โดน time penalty หนักมากเพราะด้วยความที่เราเตรียมข้อมูลมาเยอะมากบวกกับตื่นเต้นเลยพูดเกินเวลาจาก 7 นาทีไปที่ 8 นาที เกินไปนาทีกว่า ๆ เลยทำให้จากคะแนนที่ตอนแรกได้ 89 (B+) เหลือ 84 (B) เพราะแมรี่ลบคะแนนที่พูดเกินไป 5 คะแนนจ้า 😅

อาจารย์ Mary เห็น format งานของมี่ดีก็เลยของานไปใช้และแสดงให้เพื่อน ๆ ในคลาสดูด้วยว่าควรจัด format งานยังไง (เป็นความภาคภูมิใจของการเรียนคอร์สนี้มาก 5555) ❤️

เห็นปะ "draft of final speech (Mie's example) คือภูมิใจมั่ก ตัวอย่างงานฉันเองค่าาาาา 😂😂😂❤️

สำหรับ assessments เก็บคะแนนอื่น ๆ ของ EC 3 จะมีแบ่งมาเป็น 4 categories จ้า:

อาจารย์ Mary กับ comments ของเพื่อน ๆ ในคลาสกับ 2nd impromptu speech ของมี่ ✌️
  1. 2 Impromptu Speeches - 10%: จะเป็นการที่ได้หัวข้อมาแล้วเตรียมตัวพูดสดเลย แบบไม่มี script โดยปกติอาจารย์จะให้เวลาดูคำถามในคลาสที่เรียนใน 10 นาทีแล้วต้อง brainstorm ว่าจะพูดอะไรอีก 20 นาทีหลังจากนั้นถ้าโดนสุ่มก็คือต้องพูดเลย (อาจารย์แมรี่จะมีเว็บที่ random ชื่อให้แล้วมานั่งลุ้นกันว่าใครได้) โดยขั้นต่ำของ impromptu speech ต้องอยู่ที่ขั้นต่ำ 2 นาทีและมากสุด 3 นาที ถ้าพูดน้อยกว่ากำหนดก็จะโดนหักคะแนน ถ้าถึง 3 นาทีปุ๊บยังพูดไม่จบก็จะโดนบอกให้ stop ซึ่งอันแรกที่มี่สอบมี่เป็นคนเกือบสุดท้ายแล้วเพื่อน ๆ ดูพูดกันดีมาก ๆ บวกกับมี่ค่อนข้างตื่นเต้นแล้วเสียงสั่นด้วยเลยได้มา 83/100 (B) ส่วนอันที่ 2 มี่หวยลงคนแรกจ้า 555 บวกกับปสก. ก่อนหน้าที่ตื่นเต้นละคะแนนสามารถดีกว่านี้ได้ ละเป็นหัวข้อที่ถนัดเรื่องเอาเงิน 100 USD ไปทำอะไรดีถ้าฉันจะให้คุณ พูดไปที่ประมาณ 2.40 นาที ปิดจบอย่างสวยงาม ก็เลยได้มาเลย 92/100 (A)

  2. 2 Quizzes - 10%: 1st quiz ของมี่เป็น lucas video คือต้องไปดูว่าชื่อเราได้บทจากหนังสือบทที่เท่าไหร่ ก็ต้องไปอ่านบทที่อาจารย์ assigned ให้ก่อน ตอนนั้นของมี่ได้ question of policy เกือบ 20 หน้า มี่ก็ต้องไปอ่านมาแล้วสรุปสิ่งที่จะพูดเพื่ออธิบายให้เพื่อนและอาจารย์ฟัง, ทำ slides และอัดวิดีโอ presentation ผ่านแอพ loom แล้วค่อยไป submit link ใน classroom อีกที ส่วน 2nd quiz มี่ได้ทำ speech analysis คือฟัง TED talk และ analyse วิธีและเทคนิคการพูดของ speaker ซึ่งงานที่ 2 จะเป็นงานคู่กับเพื่อนอีกคนที่เราไม่รู้จัก (random ให้) และคำถามเยอะมาก บวกกับทีมเราพิมพ์กันยาวด้วยเลยตอบได้ไม่ครบทุกข้อค่ะ ซึ่งงานแรกมี่ได้ 87 (B+) และงานที่ 2 ได้ 84 (B)

  3. Reflective Journals (5 in total) - 5%: ก็เป็นการเขียน 250-300 words (แต่เราเขียน 500-600 555) เพื่อ reflect สิ่งที่เรียนกันไปในแต่ละ topic ทั้ง personal collage, informative, impromptu, participation และ public speaking course reflection ว่าเรียนแล้วได้อะไร สำคัญยังไง ประเมินตัวเองยังไงบ้าง อะไรประมาณนี้ (ถ้าน้องคนไหนเรียน EC 1 & 2 มาแล้วจะคุ้นกับ reflective อยู่แล้วแหละ)

  4. Participation - 5%: ส่วนนี้คือการเข้าเรียนในคลาสและ participate ใน activities หรือการทำงานต่าง ๆ ถ้าเข้าเรียนครบ อาจารย์ถามแล้วตอบได้หรือแสดงความตั้งใจระหว่างเรียน การได้ 5% ก็ไม่ยากเลยจ้า ซึ่งอันนี้ต้องทำออกมาในแนว reflective journal และ evaluate ตัวเองด้วยว่าตัวเองเหมาะกับคะแนนระดับไหน แบบมี่คือเขียนอธิบายเลยว่ามี่คิดว่าตัวเองเหมาะกับ 95% 55555 (และอาจารย์แมรี่ก็ให้ด้วยนะ 55555 😂)

final course grade ของมี่ใน EC 3 กับอาจารย์ Mary 🙆🏻‍♀️

🥳 พอเกรดออกมา ตอนแรกเห็น 89 ก็คือดีใจมาก ๆ เพราะมันเหนือความคาดหมายมาก แต่พอนั่งดูนาน ๆ มันก็เป็นฟีลที่มีผิดหวังนิดนึงนะ เพราะว่าอีก 1 คะแนนก็จะได้ A แต่ได้ 89/100 ซึ่งอาจารย์แมรี่บอกว่า "you have the 4th highest score in class" 😃 แต่พอมองไปมองมา เห้ย...ตั้งแต่แรกเราไม่ได้หวัง A ไว้เลยหรือเปล่า? เพราะความรู้ที่ได้กลับมาในเรื่องการเตรียม speech/public speaking/different types of speeches หรือการ gain attention, การพัฒนาสกิลการพูดหรือลำดับความคิดของตัวเอง, การฝึกเรื่อง non-verbal communication: body language/action/gestures/eye contact, ความมั่นใจใน public speaking, กล้าเผชิญหน้ากับ mistakes ที่เราอาจจะ make ตอนที่เราพูดให้ audience ฟังและการ correct it myself นั่นคือสิ่งที่สำคัญมากกว่าเกรด A สำหรับเราซะอีก (คือที่บ้านเราไม่ได้ซีเรียสเรื่องเกรดเลยอะ เค้าบอกให้เรียนเอาที่ไหว แต่เปิดเทอมทีไรคือเราก็อยากทำให้มันดีที่สุดแหละ)

🥺 ซึ่งสำหรับบางเรื่องที่น้อง ๆ มาอ่านบล็อคเราละงงว่า "พี่มี่ ที่พี่พูดมาอะ มันคืออะไรนะ?" เพราะยังไม่เคยเรียนเกี่ยวกับ public speaking ตามที่มี่เล่าไปข้างบน ถ้าถึงเวลาที่ต้อง enrol class นี้แล้วก็จะได้เรียนเนื้อหาต่าง ๆ ของวิชา EC 3 ตามที่เราอธิบายมาให้ฟังคร่าว ๆ เองนั่นแหละ (แต่อาจจะมีปรับเปลี่ยนเนื้อหาบ้าง เป็นปกติแต่ overall มันก็จะประมาณนี้แหละ) ไม่ต้อง overthink หรือกังวลมากเกินไปล่วงหน้าจ้า เพราะถ้าตั้งใจเรียน, เข้าคลาส, ส่งงานตรงเวลา (ทั้ง draft และ final version), ขอ feedback จากอาจารย์ตอน 1-1 meeting, ไม่ขาดสอบในวันที่กำหนดและถามคำถามเมื่อไม่เข้าใจ assignments, things you need to do before the next class อะไรงี้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรแหละ ซึ่งแต่ละ topic น้อง ๆ จะได้เริ่มเรียนไปทีละ step และคอยเก็บคะแนนไปเรื่อย ๆ ด้วย ✌️

😎 สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่มาอ่านรีวิวของเราตอนเรียน EC 3 กับอาจารย์ Mary แล้วอยากเรียนด้วย (ถ้าจำไม่ผิด Mary สอน ERS, EC 1, EC 2 ด้วย แต่สำหรับ EC 3 แล้วแต่เทอมว่าอาจารย์พอหรือไม่พอ ถ้าไม่พออาจารย์ Mary อาจจะมาช่วยสอน แต่เปิดแค่ 1 section) พี่มี่ขอแนะนำให้มาลงเรียนกับอาจารย์ Mary เลยจ้า 55555 คือเราเรียน ERS กับอาจารย์ Joe คนนั้นก็ดีแบบใจดีมาก, เรียน EC 1 กับ Sarah คนนี้ก็สอนดีเหมือนกันแบบ feedback เยอะ, Walter ก็ดีแบบฝึกการ self-learning (การเรียนแบบอเมริกาเลย อาจารย์แค่พูด ๆ เป็นไกด์ให้แล้วต้องหาอ่านและ reseasrch กันเอง), Mary ก็ดีแบบดีมาก ๆ ในทุกแง่มุมคือเค้า approachable และ dedicated มาก ๆ (จริง ๆ เราแพลนจะเรียนกับแมรี่ตั้งแต่ตอน EC 2 แล้วแต่ว่ามันชน media com เรา ;_; เลยต้องเปลี่ยน sec) น้อง ๆ คนไหนอ่านรีวิวแล้วได้เรียนกับ Mary ฝากบอกจารย์ว่า Mie คิดถึงอาจารย์ Mary ตอนที่ได้เรียนด้วยคือสนุกมากกกก หวังว่าอาจารย์จะสบายดีค่า ❤️


- จบรีวิว EC 3 กับอาจารย์ Mary -

🎬 รีวิววิชาของ media com (concentration & major elctives) ปี 2 และปี 3 😎

ภาพนี้คือภาพที่เราไปออกกองและทำงาน ICMC 223 "curry" group จ้าาา 🙆🏻‍♀️

เริ่มกันที่วิชาอาจารย์ขวัญหรือ ICMC 223 ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า southeast asian creative content เลย...

🎥 วิชานี้จะเป็นสไตล์เดิมของอาจารย์ขวัญเลย ก็คือ 6 อาทิตย์แรกจะเรียนและทำ presentation เชิง academic และ creative แต่ 6 อาทิตย์หลังจะเป็นการ pre-production, shooting & producing และสุดท้าย post-production หรือ editing และเสนอผลงาน documentary 12 นาทีในตอน final presentation ซึ่งจะเป็นงานกลุ่ม 6-7 คน (เรื่องพีค ๆ เยอะมากเพราะกลุ่มเราดวงตก ได้สมาชิกทั่นหนึ่งที่ bossy และ annoying มาก จนไม่สามารถทำงานกันในแบบที่อยากจะทำได้)

👩🏻‍🏫 ช่วงที่เรียน lecture ก็โอเคเลยแหละ เพราะอาจารย์ขวัญจะสอนเป็นสไตล์เค้าเลย เข้าใจง่าย เพียงแต่ textbook เรื่อง cultural & historical context จะค่อนข้างเยอะหน่อย (อ่านเยอะ ๆ จะมึน ๆ 555) เพราะเป็นวิชาที่เรียนเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของ SEA (southeast asia นะ ไม่ใช่ทะเล จำได้เคยเห็นมีมนึงที่คนในอาเซียนมาด่าประมาณว่า "คนไทยโง่ที่สุดใน SEA" ละมันไปมีคนไทยแปลว่า "คนไทยโง่ที่สุดในทะเล" SEA นี้คือ southeast asia ไม่ใช่ทะเลเว้ยแกกก อย่าไปทำให้คำครหาชาติอื่นที่ด่าเราเป็นจริงสิ 55555) ว่าเป็น melting pot ของวัฒนธรรมต่าง ๆ ละก็เรื่อง communality, animism, culture and authenticity, SEA art & culture อะไรทำนองนี้ (ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวจารย์ให้ pdf มาอ่าน)

🥘 มาถึงตอนทำงานกลุ่มเราทำเรื่อง "curry" หรือเครื่องแกง โดยจะเป็นหัวข้อที่เราต้องทำเพื่อ midterm presentation และ final media product อย่าง documentary ด้วย ซึ่งก็จะต้องพูดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา, ความสำคัญของเครื่องแกงกับวัฒนธรรมการกินของประเทศใน SEA, ความแตกต่างของแต่ละประเทศในแง่มุมของเครื่องแกงที่หลอมลวมให้ unique, การปรับเปลี่ยน curry จากทางอินเดีย (ที่ได้รับมาจาก british navals ช่วงอาณานิคม) ให้เหมาะกับภูมิศาสตร์ เช่น ถึงภาคใต้มีต้นมะพร้าวมาทำกะทิได้ แต่ทำไมแกงภาคใต้ถึงไม่ใส่กะทิ แต่กลับเป็นแกงที่มีรสชาติเผ็ดร้อนมากกว่าภาคอื่น ๆ (อันนี้เป็นเพราะเรื่องอิทธิพลการรับเอาวัฒนธรรมการทำแกงของทางมาเลเซียที่ได้จากอินเดียและโปรตุเกส บวกกับภาคใต้ทางพวกปลาและอาหารทะเลที่มีกลิ่นคาวมากกว่าเนื้อสัตว์อื่น เลยใช้พริกแกงกลบกลิ่นเอา), การพลิกแพลงจากการใส่นมวัวของแกงในอินเดียมาเปลี่ยนเป็นกะทิแทน เพราะพันธุ์วัวในไทยกับอินเดียที่ต่างกัน และวัวไทยผลิตปริมาณน้ำนมได้น้อยกว่าในช่วงสมัยก่อนที่ยังไม่สามารถ transport นมวัวได้เหมือนสมัยนี้ และ conclusion อะไรทำนองนี้แหละ ข้อมูลมันเยอะมาก จำได้ไม่หมด 😂

📽 สำหรับเรื่องการยืมอุปกรณ์หรือ equipments และ studios ของ FAA (ลิงก์): ก็จะสามารถขอยืม/จองได้จาก division เลย แต่ต้องจองไว้ก่อนในระบบพอได้ confirm แล้วถึงไปเอาอุปกรณ์จากที่ IC ซึ่งการจองอุปกรณ์ก็ต้องเข้าไปจองในระบบโดยใช้รหัสนักศึกษาอีกที โดยเรื่องของถ้าจะขอยืมใช้นอกสถานที่ จะขอยืมได้สูงสุด 5 วันเท่านั้นหลังจากนั้นถ้าจะต่อเวลาก็ต่อได้แต่ว่าต้องเอาของกลับมาให้เค้าเช็คและยืมต่อ จะค่อนช้างเสียเวลานิดนึงแต่ก็ได้อยู่ ซึ่งพอเข้ามาเรียนก็จะรู้เองว่าจองหรือ request ยังไงจ้า (เป็นระบบโสตของ FAA) แต่ว่าช่วงนี้โควิดถ้ามีทำ production อะไรก็ยังสามารถขอยืมได้นะ (แบบวิชาอาจารย์ขวัญ) แต่จะซับซ้อนหน่อยคือต้องลงทะเบียนก่อน ลงทะเบียนแล้วต้องส่งข้อมูลรถ (เลขทะเบียน, ยี่ห้อและสี) และช้อมูลเพื่อนที่เป็นคนขับรถไปเอาของ ซึ่งข้อมูลตอนไปรับและคืนของจะต้องหมือนกัน ถ้าสมมุติข้อมูลเรื่องรถไม่ตรง อาจารย์ก็อาจจะไม่ให้ยืมได้เพราะม.ไม่ได้เปิดตามปกติ (อาจารย์เจอรี่จะค่อนข้าง strict มาก ถ้าทำไม่ถูกคือเค้าไม่ให้ยืมจริง ๆ นะ ละเค้าจะบอกว่า 'help me help you, i'm not your secretary' ซึ่งก็จริง) จะเข้ามามหาลัยอาจารย์ก็ต้องทำเรื่องติดต่อประสานงานกับทาง FAA และพี่ ๆ รักษาความปลอดภัยไว้ก่อนด้วย เพราะฉะนั้นจะขอยืมทั้งตอนปกติหรือตอนกลับม.ก็ทำให้ถูกตามกฎของเค้าด้วยจ้าจะได้ไม่เสียเวลาไปฟรี ๆ น้า 😁

⌨️ ตอน midterm และ final ก็ จะแบ่งออกมาเป็น 2 ช่วง โดยครึ่งแรกจะเป็นการ present ผลงานเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำไปกับกลุ่มเรา และช่วงหลังคือเอาสิ่งที่เราดู presentation หรือผลงานของเพื่อนในเซคและ take notes เมื่อต้นคลาสมาทำ written exam โดย midterm จะเก็บจาก presentation กลุ่ม 20 คะแนน+individual quiz อีก 20 (40 ตอน midterm) และ final จะเป็น 40 คะแนนของ documentary+10 คะแนน final quiz จ้า

1. ช่วง presentation & documentary: จะเป็นงานภายในกลุ่มที่ต้องจัดการทำกันนอกเวลาเองเพราะเป็น assignment อย่างหนึ่ง อย่าง presentation ก็คือ 20 นาทีที่ต้องนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของ curry และประยุกต์สิ่งที่เรียนมาใช้ โดยอันนี้พวกเราต้องทำแบบ recorded presentation คือสไลด์ต้องทำไว้ก่อน แล้วทำ script จากนั้นมาอัดเสียงทีหลังพร้อมตัดต่อ พอทำเสร็จก็จะต้องโพสต์ลิงก์ไว้ใน youtube พอถึงเวลา present ก็จะต้องส่งลิงก์และ report ให้อาจารย์ใน zoom เพราะอาจารย์ขวัญบอกว่า live presentation มันจะมีปัญหายิบย่อยมากกว่าเลยแก้ปัญหาเลย จะได้ไม่ต้องมีปัญหาแบบเน็ตหลุด ไฟล์หาย บลา ๆ อันนี้คือ writer กลุ่มเราคือสมาชิกทั่นนั้นที่ bossy มากแล้วนางใช้ fancy words เยอะเกินความจำเป็นมาก ๆ ละไม่ใช่คนไทยด้วย ขอให้อธิบายภาษาอังกฤษมันก็พูดแต่เหมือนมันเป็นภาษาอังกฤษที่เราฟังกันแล้วไม่เข้าใจอะ มันจับใจความไม่ได้เลยเพราะมี fancy words ทุกบรรทัด (อันนี้คือไม่มีใครในกลุ่มฟังเข้าใจเลย เราเคยลองให้เพื่อนเราอีกคนที่ได้ IELTS 7 มาฟัง มันบอกเป็น 2 นาทีที่ English เหมือน foreign language)

🎥 ส่วนของ documentary: ก็คือจะมี 1-1 session กับอาจารย์ในคลาสกลุ่มละ 30 นาทีช่วง 6 อาทิตย์หลังเพื่อปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นตอนทำงานและวิธีแก้งานหรือขอคำแนะนำจากอาจารย์ feedback หน่อยค่าให้ออกมาเป็นแบบที่ perfect ที่สุด และวีคสุดท้ายก็คือนำเสนอผลงาน documentary 12 นาทีเลย อย่างของกลุ่มเราทำแกงฮังเล, แกงเหลืองไหลบัว, แกงเขียวหวานและแกงอ่อม ก็คือต้องมีตอนเตรียมตัวไปสัมภาษณ์ร้านอาหารต่าง ๆ ที่ขายแกงที่เราสนใจ และจะได้ข้อมูลที่ insight ของเค้ามาด้วย ส่วนแกงเชียวหวานจะเป็นแกงเดียวที่เราจะต้องทำเองสไตล์ homecook และสาธิตวิธีทำ กลุ่มเราทำ asmr ตอนทำแกงเขียวหวาน ส่วนมี่เป็น sound คือมันแบบฟัง sound ตอนทำแกงเขียวหวานคือ soooo satisfying 5555 ก็ใช้เวลาแพลนงานและ shooting กันอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์เต็ม ๆ ไปเก็บสัมภาษณ์กับพวกซีนที่จะใช้ และไปที่สะพานข้าง ๆ สะพานพุทธด้วยเพื่อที่จะเก็บ sunset shot กันคือสวยมากแต่สะพานน่ากลัวมากคือสั่นตลอดเวลา เหมือนมันจะถล่มลงมาอะ

ทีมดุ๊กดุ๋ยอะเกนจ้าาาา 😎

🙆🏻‍♀️ ซึ่งกลุ่มเรา "นัท" คือคนที่เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วทั้งขับรถ/producer (ตัวจริง ไม่ใช่ตัวปลอม)/ทำแกงเขียวหวานและอีกมากมาย, "ท็อป" คือสายมึน ๆ แต่จะเป็น asst. cameraman และขับรถเมื่อจำเป็น, "กัส" จะเป็น interviewer และผู้ดำเนินรายการ คือสัมเจ้าของร้านหมด/แกะบทสัมภาษณ์ภาษาไทยออกมาให้และช่วยเช็คการแปลของมี่อีกทีนึง, "น้องที" จะเป็น editor คือมันก็ edit ไปเล่นเกมไป แต่งานตัดออกมาดีมาก (แอบสายมีมอะ ปั่น ๆ หน่อยตอนทำ history ของ curry น้องทีไปหามีมมาใส่ 5555) 🤣ซึ่งต้องบอกว่าน้องทีทำงานดีมาก เพราะตอนคุยกับจารย์ขวัญ จารย์บอกว่า "ตัดยังไงก็ได้ให้ audience ดูแล้ว crave for curry dishes แบบดูแล้วหิว สอบเสร็จต้องไปหาแกงมากินเลย" ซึ่งเราว่ากลุ่มเราก็ทำ purpose ออกมาได้ดีมากเพราะมันมีคนหิวจริง ๆ 5555 ส่วนตัวมี่เองจะเป็น sound แต่มีตอนนึงที่ท็อปต้องขับรถนัท (ตอนนั้นมี่ยังขับรถไม่แข็ง) แล้วเราต้องไปถือกล้องไล่ถ่ายกัสกับนัทบนตุ๊ก ๆ คือกล้องนัทหนักมาก 15-20 นาทีวางกล้องปุ๊บคือมือสั่นเลย 555 ละก็ทำซับ eng ในยูทูปไว้ด้วย

this is น้องที editor ประจำกลุ่มดุ๊กดุ๋ย 😎 ในภาพคือเรากับทีแย่งกันถืออุปกรณ์การถ่ายทำ 555

2. ช่วงปลายก็จะเขียน individual quiz ออกมาเป็นแนว essay: ด้วยตอน midterm คะแนนมัน 20 คะแนนจึงมีคำถาม 2 ข้อ คำถามอันนึงจะเกี่ยวกับของกลุ่มตัวเอง และอีกคำถามจะเกี่ยวกับงานของเพื่อนที่ดู โดยที่เราจะต้องเลือกคำถามที่อาจารย์ design มา และมาตอบเป็นแนว essay ถ้า midterm จะอยู่ที่คำถามละไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 (ซึ่งแน่นอนว่ารอบนั้นมี่พิมพ์ไป 4 หน้ากระดาษ A4 สำหรับ midterm นั้น) และสำหรับ final จะมีแค่คำถามเกี่ยวกับกลุ่มของตัวเองอย่างเดียว อาจารย์ให้ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 ซึ่งตอนนั้นมี่ส่งไปอีก 1 หน้าครึ่ง เป็นอันจบสิ้นไปด้วยดี ✌️

พวกเลาว์เก่งมากเลยค่ะ มิสซิสสร ❤️

🤨 ช่วงบ่นคนที่เป็น troublemaker:

พอมาถึงช่วงงานกลุ่มก็คือกลุ่มเราปกติมีกัน 5 คน แต่อาจารย์ขอ 6-7 คนเพราะงานค่อนช้างหนักกลัวจะไม่ไหวกัน แต่อนิจจังซวยตอนหาสมาชิกกลุ่มเพิ่มอีก 1 คนคือสมาชิกปลิวไปหมดแล้วละเหลือพวกเรากัน 5 คน โอ๊ะ โป๊ะเช๊ะ ได้คนที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า 'คนในสาขาไม่อยากร่วมงานด้วย' มากที่สุด (มันมีตอนนึงที่นาง replied หาคนที่สมาชิกกลุ่มยังขาด ละกลุ่มนั้นคือหาคนเพิ่มเลยทันใดทันที โค่ดปั่น 5555) คือนางเยอะมาก bossy ขั้นสุด ตอนเข้ามาในกลุ่มตอนแรกก็แบบ "i'm really really good at researching" ละทีเคยทำงานกับมันมาก่อน (ซึ่งก็ทั่นนั้นมีปัญหากับกลุ่มก่อนหน้าโดยไปฟ้องอาจารย์ว่าเพื่อนไม่ทำงานทั้งที่คนอื่นพยายามทำแล้วแต่มันลบงานเค้าหมดอะ) นางพูดกับทีว่า "no offence but your researching skill sucks" (โอเค มั่นใจเกินไปแล้วหนึ่ง เพราะเคยทำงานกับทีมาก่อนตอนที่มีปัญหานั่นแหละ) ตอนทำงานกลุ่มใน zoom คือ "บังคับทุกคนให้เปิดกล้องและเปิดไมค์ให้หมด" (มันอึดอัดมากนะเอาดี ๆ ยูไป intrude privacy คนอื่นเค้าปะ พอพวกเราบอกว่าไม่อยากเปิด มันก็เอาอีกละ "i don't care as long as we got our work done, so just do your work" เพราะปกติในกลุ่มเราคุยกันก็ไม่ค่อยเปิดกล้องอะ เปิดแต่ไมค์ พอบอก มันพูดว่า "c'mon guys, just fu*king turn your camera on"), พอไม่พอใจงานเขียนใครใน doc คือลบส่วนนั้นทิ้งเลย (ก็คือ ที่ถูกใจที่สุดคือที่ตัวเองเขียน อะนะ) ละพอมาถึงตอนทำ shooting จริงสมาชิกทั่นนั้นไม่ต้องมากับพวกเราค่ะ ดูแลแค่เรื่อง writing พอแบ่งสัดส่วนงานชัดเจน นางก็คือไม่ adaptive เลยว่ามันอยู่ในสถานการณ์โควิดแล้วมี่ติดต่อร้านอาหารภาคใต้ไปแล้วหลายร้าน (บางร้านหยุดเพราะโควิด ให้ delivery อย่างเดียว) มันไม่ได้แกงส้มตามที่นางต้องการแต่ได้แกงเหลืองแทน นางก็คือจะเอาแกงส้มให้ได้จ้า (คือจะไม่ยอมแก้งานเขียน) พวกเราทุกคนพยายาม communicate แล้วว่ามันไม่ได้ แต่จริง ๆ แกงเหลืองกับแกงส้มคือแกงเดียวกันต่างกันแค่อันไหนของภาคกลางเรียก อันไหนของภาคใต้เรียก (เจ้าของร้านอาหารภาคใต้ชื่อดังแห่งหนึ่งบอกมา) นางไม่ adaptive แบบมาก ๆๆๆ ละเป็น centre of the universe ขั้นสุดและก็ไม่ยอมแก้ script อะไรเลยสักอย่าง inform นางก็แล้วว่าแก้หน่อย นางก็คือ ignore our texts หรือตอบกลับมาแบบกวน 👣 ว่า "it's not my responsibility per the agreement" ซึ่งนางสถาปนาตัวเองตั้งแต่เริ่มแรกเลยอะว่าตัวเองเป็น "portfolio writer, scriptwriter & producer" แล้วทำไมไม่แก้งานเขียนคะ พอถึงวันจริงที่นัทต้อง narrate documentary ไม่งั้นจะทำ documentary ไม่เสร็จแล้วมันก็ไม่แก้ พอตามก็คือตอบแต่ "i don't care" เรากับนัทเลยสวนมันกลับไปเลย มันก็ตอบคำเดิมว่า "i don't care" (default setting ความกวน 👣 มีแค่นั้นเรอะ 555) สุดท้ายมี่กับนัทเลยต้องมานั่งแก้งานและ paraphrase ใหม่เพราะภาษาอังกฤษของสมาชิกทั่นนั้นมีปัญหา fancy words เยอะมากถึงขนาดที่อีกกลุ่มนึงพูดว่า "midterm presentation กลุ่มเราตอน narrate คือดูงง ๆ นะ" เออ งงดิ ไม่มีใครเข้าใจว่า writer มันเขียนอะไรอะ บวกกับสิ่งที่มันเขียนคือเหมือนเป็น OCD นั่งย้ำแต่เรื่องเดิม ๆ เป็น circular reasoning แล้วคือเราต้องมานั่ง paraphrase ภาษามันใหม่กันหมด ซึ่งเสียเวลาชีวิตมาก แถมเพิ่มความเครียดให้ทั้งที่จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องมา พอมาก่อนวันส่ง portfolio writing ก็ไม่มีวี่แววว่าจะแก้ สุดท้ายพวกเราต้องนั่งแก้กันเองยันตี 3 ของวันนั้นอะ เห้อะะะ ยังมีเรื่องราวอีกมายมากที่เล่าไม่หมด นี่คัดมาให้แต่อันเด็ด ๆ ค่ะ 😈

(ใครเจอนางก็ระวังให้ดี ๆ เพราะได้ความปวดหัวเพิ่มขึ้นอีก 1250% แน่นอนค่ะ)


- จบการรีวิว southeast asian creative content งับบบบ -

มาต่อกันที่วิชาที่ 3 จ้า....

ภาพรวมวิชานี้ก็พวก marketing 💵 CR. ภาพจาก unsplash

รีวิววิชา ICMC 207 Entertainment Management, Marketing and Finance (Ent Management) 💵

🍦วิชานี้อาจจะรีวิวสั้นหน่อย เพราะว่ามันเยอะมากแต่ overview มันไม่ได้ซับซ้อนมากมาย ก็คือมันจะเป็นหลักการ entertainment management เรื่องการจัดการ finance และการทำบัญชีด้าน entertainment และเกร็ดความรู้เรื่องการทำบัญชีของกองอะไรแบบนั้น ละก็ marketing ที่เราต้อง diversified ความเสี่ยงเกี่ยวกับพวก social media marketing, creating long term loyal relationships, customer-perceived value, product quality & service, marketing process, การทำ budget spreadsheet, business model, sales & marketing, project kickoff, human resources, service business ละก็เรียนพวก case study ของ netflix, nike, under armour อะ บางอย่างก็จะเป็นพวก basic ของ business model ด้วย อาจารย์ก็จะมีพูดเรื่อง cryptocurrency ให้ฟังด้วย พร้อมข้อมูลที่ถือว่า insightful มาก ๆ เพราะอาจารย์ specialised ด้านนี้มาโดยเฉพาะเลย ทำงานและให้คำปรึกษามาหลายบริษัทใหญ่ ๆ ของประเทศไทยและบริษัทแนว MNC จ้า เรื่อง case study จะหนักหน่อยเพราะต้องดูวิดีโอเยอะมากแบบติดกันประมาณ 1.30-2 ชั่วโมงอะ ละบางทีคือมัน too much info มันก็จะ overload อะ แบบ where was i? i don't remember what i need to understand anymore 😂

💵 อาจารย์ที่สอนเราคือ "อาจารย์ George" เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน จบตรีจาก private college ในอเมริกา แต่มาเรียน MBA ที่ Sasin (CU) และ Kellogg (Northwestern U) และก็อยู่ไทยมาหลายปีแล้ว (⚠️ spoiler alert: ตอนแรกเราเข้า zoom ไปครั้งแรกละเห็นห้องทำงานแล้วว่าทำไมคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน สมอง generate ข้อมูลอยู่พักนึง... อ้าว!! นี่คือแฟนครูขวัญ!!!) เพราะฉะนั้นคือหลักการทำ final project ของวิชาอาจารย์ขวัญและอาจารย์จอร์จเค้าก็จะคล้าย ๆ กันเลยคือตอน final presentation เราต้องทำ project อันนึงขึ้นมาและ pitching idea ขาย product เราว่าขายยังไงให้คนซื้อ? แบบต้อง create, plan, test, pitch Media Com value propositions ช่วง 6 สัปดาห์แรกคือแพลนก่อนแบบ theory ละ 6 อาทิตย์หลังต้อง test และ pitch idea ออกมาจริง ๆ อย่างกลุ่มเราทำ imthip (อิ่มทิพย์) หรือ food & dessert mystery boxes เพื่ออำนวยความสะดวกคนที่อยากทำอาหารแต่ขี้เกียจเตรียมเอง หรือหาความแปลกใหม่ช่วงอยู่บ้านเบื่อ ๆ เพราะ covid เราก็จะต้องทำ content ลง tiktok หรือทำยังไงก็ได้ให้โปรเจคเราและ business model มันเวิร์คที่สุด พอ test เสร็จ เห็นพวก engagement อะไรงี้แล้วก็ต้องทำ slides, สรุปผลแล้ว pitch idea กลุ่มเราภายใน 5-7 นาที จากนั้นทำ recorded pitching idea presentation แล้วโพสต์ลิงก์ลงใน youtube ซึ่ง final week จะต้องส่งลิงก์ในกลุ่ม (ซึ่งจารย์จอร์จเล่นใหญ่มาก คือรวม 3 เซคเลย ประมาณ 19 กลุ่มที่ต้องดู) จากนั้นก็จะต้องมาจัดลำดับทั้งหมด 19 กลุ่มว่า "เราคิดว่า business model อันไหน work ที่สุด?" โดยต้องจัดตามจริงแบบไม่ bias ช่วยเพื่อนหรือเข้าข้างกลุ่มตัวเอง แล้วต้องเอาไปกรอกตอนทำ final quiz ว่าเราเรียงลำดับยังไงบ้าง ถือว่าหนักมั้ยมันก็หนักอยู่เพราะ final week มันก็หนักหลายวิชาอะนะ 555 ละอาจารย์จอร์จคือตลกมากอย่างนึงคือทุกคลาสก่อนจบจะต้องพูดว่า "who wants to troll me? this is your chance to troll me!" (พูดเสร็จต้องยิ้มแฉ่งใส่ 5555)

📝เรื่อง quiz: จารย์จอร์จพูดเลยว่า "I don't mind if you chat with your friends, open book, open mind or anything. However, if you copy something from the internet or answer something that gets me thinking that it's your friend's idea or that's plagiarism... you could get zero or an F for your quizzes." (อย่างที่บอก MUIC serious เรื่อง plagiarism อย่าหาทำ) เอาเป็นว่าถ้าใครตั้งใจเรียนและตอบคำถามหรือ participate ในคลาสตลอด ยังไงก็จะพอเก็ท business model ที่อาจารย์เค้าสอนอยู่แล้ว แต่วิชานี้ไม่ได้ถึงขนาดต้องเป็น essay แบบของอาจารย์ขวัญ (ไม่รู้สิ วิชาอาจารย์ขวัญเราติดการเขียนเป็น essay ไปแล้วอะ) แต่สามารถเป็น 2-5 paragraphs ได้แบบตรงตัว ไม่ต้องเกริ่นอะ ถ้าใครสามารถ apply personal experience กับสิ่งที่เรียนและ business model ลงไปได้ก็คือได้อยู่แล้วขั้นต่ำ B แต่ถ้าทำได้ดีมาก ๆ ก็คือ A เลย โดยปกติอาจารย์จะให้เวลา quiz ประมาณ 2-2.30 ชั่วโมง โดยจะมีทั้งแบบ short & long answers ประมาณ 5-7 ข้อ แต่ก็มีเรื่องให้อธิบายเยอะอยู่พอสมควรเลยแหละ และสุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้ 🥳


- จบรีวิว ent management แล้วค้าบ -

วิชาที่ 4 มาต่อกันที่....

🙏 จารย์แจ๊คเป็นคนที่แบบ nice มากกกกแบบมาก ๆๆๆๆ (น่าจะสไตล์คนออสซี่ เฟรนด์ลี่ คุยเล่นได้ แต่ respectful) เราชอบตรงที่เข้าจะตอบกลับตรง comments เด็กทุกคนที่ส่งงานเลย แบบชมงาน ขอบคุณที่ส่งงาน ซึ่งจริง ๆ เราต้องขอบคุณเค้ามากกว่าเพราะเค้าต้องอ่านและประเมินผลงานเด็กด้วยอะ 🥺

รีวิววิชา ICMC 225 visual storytelling จ้า (อาจารย์แจ๊คอีกเช่นเคย)

🖼 วิชานี้จะเป็นวิชาแปลเป็นภาษาไทยก็คือ "การเล่าเรื่องด้วยภาพ" ซึ่งก็จะเรียนพวก the evolution of visual storytelling, silent film, visual journalism, animation, documentary/independent/sci-fi film,

ละก็ hollywood blockbuster ทำนองนี้แหละ มีตัวอย่างพวกหนังสั้น, บางซีนจากหนัง sci-fi ให้ดูด้วยนะ จารย์แจ๊คเป็นอาจารย์ที่หา sources เก่งมากละน่าสนใจด้วย (ถึงบางอันดูละเราแอบหลอน ๆ หน่อย มันแบบเก่าอะ ละภาพขาวดำอีก 5555) แต่ออกมาแนวเรื่อง visual storytelling อะ (ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ได้มากกว่านี้ 5555) ก็จะมีพวกเรื่อง abstract, serendipity, story, theory เรื่อง photography มาด้วย ซึ่งวิชานี้จะไปหนักที่ตอน final project โดยมีคะแนนรวมที่ 80% โดย 70% จะเป็น final project และอีก 10% คือการเก็บ midterm presentation (work-in-progress) ซึ่งตัวมี่เองทำเรื่องความงามของผู้หญิงในช่วงอายุที่มากขึ้น (40+) ซึ่งมี่ทำแยกเป็น 3 ไฟล์ ไฟล์แรกเป็น picture essay ให้อาจารย์ click through อย่างเดียว 43 รูป, ไฟล์ที่ 2 เป็นไฟล์ presentation จะเป็นเนื้อหาและ stats ต่าง ๆ อีก 31 หน้า ใส่ academic ref 7, visual storytelling ref อีก 3 อันและไฟล์สุดท้ายคือไฟล์ที่สัมภาษณ์แม่กับย่า จัดและแปลสัมภาษณ์แบบ interview columns อีก 24 หน้า (รวมกันไปก็หลักร้อยหน้า 5555) และอีก 20% คือ 10% แรกเป็น in-class participation กับ class attendance ส่วน 10% ที่เราได้ทำอีกอันเป็น in-class assignment ซึ่งทำเป็น silent film ไม่เกิน 60 วินาที สุดท้ายตอนปั่นงาน final ตอนแรกนึกว่าจะไม่ทัน สรุปคือมี่ส่งงานนี้ไปก่อนกำหนด 2 วัน ก็คือคนอื่นส่วนมากจะ submit งานในเวลาคลาสแต่เราส่งก่อน ก็เลยไม่ต้องเข้าคลาส final นั้นเลย บวกกับไม่มีคำถามอะไรแล้วด้วยเพราะอีเมลปรึกษาอาจารย์แจ๊คมาตั้งแต่วีคแรก ๆ 55555 เกรดวิชานี้ออกมาก็คือ A ค่า worth it!


- จบรีวิววิชา visual storytelling 🙆🏻‍♀️-

มาที่วิชาสุดท้ายของปี 2 เทอม 3 แล้วน้าาาา 🥺

ตัวอย่าง script ของ ICMC 313 ของงานคู่ที่เป็นงานของท็อปกับมี่ ⌨️

⌨️ เรื่อง lecture คลาสนี้ต้องบอกว่าอาจารย์เคเป็นคนที่ใส่ใจกับ slides และการสอนของเค้ามากจริง ๆ slides เค้าแต่ละรอบอัดแน่นไปด้วย text และตัวอย่าง short films ซึ่งไม่มีต่ำกว่า 80 หน้าทุก lecture classes เนื้อหาที่เรียนก็จะเป็นพวก ideas, short film, theme & key messages, plot, character-driven, character development, conflict, characters' arc, flashback, montage, dialogue, backstory, relationship จริง ๆ มีมากกว่านี้แต่ไม่อยากเขียนหมดเดี๋ยวน้องไม่ตื่นเต้นกัน 5555 ประมาณนี้เลย ละตัวอย่างหนังที่จารย์เลือกมาแต่ละเรื่อง มี่ว่ามันดี ๆ ทั้งนั้นเลยอะ (ส่วนมากเป็น short films จาก vimeo เช่น sirene) ถ้าเป็นซีนหนังก็จะเป็นแบบฉลาดเกมส์โกง ละก็หนังของบงจุนโฮ ตอนเรียนก็จะมีพวก activities ให้ทำและส่งในเวลาคลาส เช่น freewriting เพื่อฝึก brainstorming และก็มีพวกการ analysis short films ให้ทำเป็นคู่เพื่อฝึกการ analyse ซีนหรือความหมายและสิ่งที่เราเรียนด้วย (มีมากกว่านี้แต่จำได้แค่เท่านี้ 5555)

อะ จัด final draft มา 🥺

📝 วิชานี้เป็นวิชาที่แบบเกือบเสียน้ำตาเพราะเหนื่อยไปมากที่สุดละเพราะว่าคือโดนแก้งานหนักมากกกกกก จนมันกลายเป็นฟีลที่ "เห้ย พยายามขนาดนี้ยังไม่พออีกหรอ" มันแบบเกือบ mental breakdown เลยอะ กลายเป็น obsessed กับการแก้งานวิชานี้ไปเลย ซึ่งคนที่สอนเราคืออาจารย์เคเป็นวิชาที่เอาอาจารย์จาก the industry มาเลยจริง ๆ อาจารย์เคเป็น screenwriter ของ HBO and n etflix asia โดยเค้าจะมีทั้ง lecture classes และ 1-1 session มาเป็น private mentor ให้ synopsis/treatment/script ของแต่คู่เลย แบบเขียนบทของตัวเองจริง ๆ (ใช่! อาจารย์ให้จับคู่ เราคู่กับหน่องท็อป ด้วยความที่ท็อปมันเก่งด้านตรรกะมากกว่าเรา ก็เลยจะเห็น charecter จากหลาย dimensions มากกว่าเรา คือแบบเห็นหลายด้านละท็อปมันชอบ interpret สิ่งต่าง ๆ ออกมาอะ เก่งเรื่อง character developing มากกว่าเราด้วย แต่ให้น้องมาเขียน dialogue คือมันไม่ได้เลยอะ อ่านแล้วคือมึน ต้องถามมันว่าจะเขียนอะไร เดี๋ยวเราเขียนเอง 555) แล้วในคลาสมีประมาณ 30 คนเท่ากับเป็น 15 คู่โดยประมาณ ละตอนไหนที่มี 1-1 meeting คือสงสารอาจารย์เหมือนกันเพราะอาจารย์เหมือนจะไม่ได้กินข้าวเลยอะละต้องไกด์แนะนำแต่ละคู่ด้วย ตอนแรกคือเราท้อแท้มากจริง ๆ แบบส่งในคลาสเหมือนคู่อื่นมันก็ไม่พอโดนแก้อีก สมมุติคู่อื่นส่งกันปกติ 5 รอบ พวกเราต้องส่งกัน 10 รอบ มี่ก็เลยตัดสินใจว่า "ฮึบ เอาวะไอ่มี่ แก้ก็แก้ จะมานั่งเครียดทำไมว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่ดี เอาเวลาเศร้ามาแก้งานดิแก อาจจะดูดพลังและเวลานอนตัวเองแต่ก็ยังดีกว่า mental breakdown ถ้าอาจารย์เค้า guide คู่เรามาขนาดนี้แล้ว ถึงเค้าบอกว่าส่งรอบ 2 มาในวันเสาร์เป็น optional จะทำไม่ทำก็ได้ เราก็จะแก้เพราะถ้าจารย์เค้าแนะนำมาแล้ว แก้เถอะ อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้การทำงานด้าน screenwriting ด้วย" หลังจากนั้นเป็นต้นมา อาจารย์ติอะไรเราก็จะไม่เศร้าหรือเครียดแล้ว เราก็จะจด feedback ไว้แล้วเอากลับมาแก้ใหม่ให้หมด จนกว่ามันจะเป็น the best version ที่พวกเราทำได้ ณ เวลานั้นเลย ละพอมาถึงตอนที่ทำ script แล้ว เรากับท็อปเลยตกลงกันว่าจะซื้อแอพ final draft ใช้เพื่อเขียนบท (ซึ่งของมี่ ป้าเป็นคนซื้อให้เพราะเห็นใช้ในตอนเรียนและงานในอนาคตทั้งสาขาที่จะเรียนต่อและต้องใช้ตอน thesis ด้วย)

ขอบคุณคับอาจารย์ 🙆🏻‍♀️

😎 ที่เราประทับใจอาจารย์เคมาก ๆ คือเค้าเป็นคนที่ถ้านักศึกษาส่งงาน อยากได้ feedback เค้าก็จะให้ feedback กลับมา ซึ่งถ้ามีตรงไหนที่แก้จากอันก่อน เราจะต้องไฮไลท์ไว้ให้อาจารย์ดูด้วยว่าแก้หรือ edited ตรงไหนออกไป แล้วมีตอนนึงที่แก้งานแล้วมี่ส่งผิดที่ ไปส่งใน muic moodle ซึ่งถ้าเป็นงานแก้ต้องส่งไปในเมลอาจารย์แทนเพราะอาจารย์บวกเวลาเพิ่มให้จากคู่อื่นที่ต้องส่งวันจันทร์มาเป็นวันพุธแทน แล้วพอเราส่งผิดที่เลยทำให้อาจารย์ไม่เห็นไฟล์งาน อาจารย์เลยนัดวันอาทิตย์มาเพื่อให้คำแนะนำ (ซึ่งเค้าจะไม่ทำก็ได้ เพราะวันอาทิตย์คือวันหยุด แต่เค้าก็ช่วย guide จริง ๆ) จน meeting สุดท้ายก็คืออาจารย์ก็ชมว่าบทดีขึ้นมาก ๆ เลยแล้วก็ขอบคุณที่คอยส่งงานและแก้งานเพิ่มตลอด (มันเป็นฟีลที่แบบ เออ paid off แล้ว อย่างน้อยก็ได้กำลังใจเพิ่ม)

✌️พอมาตอน final ก็คือส่งงานทั้ง 3 งานที่เป็นงานที่เราพัฒนามาดีที่สุดแล้วพร้อมกันทั้ง synopsis, treatment และ script เลย ซึ่งพอแก้กันมาหลายวัน มันก็เหนื่อยสะสม ตอนกดส่งใน moodle ก็คือดีใจมาก 5555 ได้พักสักที 😂


- จบรีวิววิชา film screenwriting ซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายแล้ว -

พอจบก็ปิดเทอมและก็รอเกรดออกซึ่งก็จะได้ปิดเทอมกัน 6 อาทิตย์เต็ม ๆ ซึ่ง chillax จนว่างเกิน 😂

ผลการเรียนเทอมที่ผ่านมาของมี่เองค้าบ แหะ ๆ 😍

ก็คือ... สบายใจละ แค่นั้นแหละ แค่รู้ว่าที่พยายามมามันมีความหมายก็โอเคแล้ว ❤️ i'm not the best but this is the best version of me 😃

ตอนนั้นออกกองวิชาจารย์ขวัญละ 2 ทุ่มไม่กลับบ้าน เลยดูคอนพี่ bowkylion 😂

ก็คือตอนนั้นมีคอนเสิร์ต online ฟรีของสโมนักศึกษา MUIC (IC party night) ถ้าจำไม่ผิดมีพี่โบกี้กับอีกวงนึง (จำชื่อไม่ได้) ละเราลงไว้ว่าจะดูของพี่ bowkylion ละวันนั้นดึกอะ 2 ทุ่มยังไม่กลับบ้านเลย ก็เลยนั่งรอป๊าอยู่บ้านนัท ละร้องเพลงกับดูคอนเสิร์ต online ไป... "โอ้ย เจ็บไปทั้งหัวใจทำไมอยากทน เริ่มใหม่อีกกี่หนนะคนใจร้าย 🥺" อยู่กับเพื่อนคือท็อปกับนัท 555 เหมือนคนบ้าเลย อกหักทิพย์ 5555555 (นัท: ใครก็ได้เอามี่ไปเก็บที 5555) 😂 ถ้าสโมของ IC เห็นข้อความนี้ แบ๊บ รอบหน้าขอคอนเสิร์ต online คูมอิ้งค์กับ serious bacon หน่อยค่าาา (จริง ๆ serious bacon เคยมาจัดคอนมหิดลแล้วตอนช่วงเทอม 1 หรือ 2 ปี 2020 ที่เรากลับม.กันได้ คอนเสิร์ตจัดอยู่แถวยานแม่ - ยานแม่คือมหิดลสิทธาคารจ้า) เลาว์อยากร้องเพลงลบไม่ได้ช่วยให้ลืม, เกี่ยวกันไหม, ยังรู้สึก, SNAP, สายตาหลอกกันไม่ได้, เผลอหรือตั้งใจ, ดีใจด้วยนะ อยู่หน้าจอคอมในบ้าน จัดมาหน่อยค่าาา อยากได้คอนเสิร์ตไว้แก้เครียด 😎

🙆🏻‍♀️ สามารถติดต่อหามี่ผ่านทางช่องทางเหล่านี้ (ฝากกดไลก์หรือติดตามหน่อยค่าา) ได้เลยนะคะ:

- Direct Message (DM): หรือว่าหาสัญลักษณ์แชทสีชมพูและม่วงทางซ้ายของ website นี้ (เป็นเว็บของมี่เองโดยตรงค่ะ) แล้วทิ้ง message ได้เลยค่า

- FB page: Mie as a media com student – ชีวิตมี่เมื่อเรียนมีเดียคอม (link)

- Instagram: Miedya_thetraveller

- Twitter: - mie dyasha - (@askmiedyasha) ไม่ค่อยเล่น แต่ก็มี retweet บ้างค่ะ

*แต่รบกวน "ไม่" ส่ง messages ทุกช่องทาง ช่วง 19.00 หรือ 1 ทุ่มเป็นต้นไปจนถึง 9.00 ของอีกวันนะคะ เพราะว่าบางที pinging me มาเยอะ ๆ แล้วมันเตือนจนรบกวนเวลาส่วนตัวของเราค่ะ (i need to get some time for myself and i really hope you are not intruding on my privacy or personal time too much) ขอจริง ๆ ค่าเพราะว่าเราต้องนั่งปั่นงานพวก reading materials เยอะจริง ๆ ละก็พอส่ง messages มาแล้วก็รอหน่อยค่า อย่าส่งมาตามเยอะ ๆ ค่าาาาา 😃


ขอบคุณที่ตามอ่านรีวิววิชา muic part 2 กันจนจบค่า หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับน้อง ๆ พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่เคยขอรีวิววิชา media com & ec 3 และอธิบายเรื่องหลักสูตรของ muic กับเราไว้นะคะ มี่ไม่มีอะไรให้ฝากมากมายแล้วแหละ มีแค่ฝากกดไลก์กับติดตามเพจ 🥺


ปล. มี่ขี้เกียจกด shift ค่ะ เลยพิมพ์ ๆ ภาษาอังกฤษไปเลยเพราะมันไม่ได้เป็น formal blog/academic essay ค่ะ สรุปก็คือความขี้เกียจชนะพี่ค่ะ ข่อมค่ะ 😎

ภาพจากมุมของสะพานพุทธจากสะพานพระปกเกล้า 🌒

ขอทิ้งท้ายไปด้วยภาพท้องฟ้าสวย ๆ และออกส้ม ๆ จาก sunset บนสะพานพระปกเกล้าหน่อยแล้วกันนะคะ ขอให้เป็นวันที่ดีและท่านผู้อ่านทุกท่านปลอดภัยจากโควิดค่าาาา 🙏

Written: 15 Sep 2021, 02.47 AM (indochina time)

Updated: 17 Sep 2021, 15.19 or 3.19 PM (indochina time)