• Mie Dyasha 🍦

Review : Cambridge Preliminary English Test (CEFR B1) by Mie Dyasha

Updated: Sep 21, 2019

สวัสดีจ้า วันนี้มี่กลับมากับการรีวิวการสอบประกาศนียบัตรวัดระดับภาษาอังกฤษของทางมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ภายใต้องค์กรที่ชื่อว่า Cambridge Assessment English ที่ชื่อว่า ... Preliminary English Test หรือที่ย่อกันว่า PET (ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงแต่อย่างใดนะคะ ^^) หรือ PET B1 นั่นเองค่ะ เป็นระดับ B1 หรือ Intermediate นะคะ มี่เลือกสอบแบบ PET fs หรือ PET For Schools ซึ่งจะเหมาะสมกับเด็กที่เป็นนักเรียนอยู่ค่ะ แต่ยังนับว่าเป็นระดับ CEFR เดียวกันค่ะ ความยากง่ายเท่ากันแน่นอนต่างกันแค่ความเฉพาะเจาะจงหรือ Specific ของเนื้อหาเพียงเท่านั้นค่ะ คือว่า... ส่วนตัวมี่เองได้สอบข้อสอบอันนี้แบบไม่ได้ติวค่ะ และผิดตรงที่ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับข้อสอบไม่ดีด้วยค่ะ (เดี๋ยวจะเล่าทีหลังนะคะว่าทำไม) คนไทยจำนวนมากอาจจะไม่รู้จักการสอบตัวนี้ด้วยซ้ำค่ะ เพราะว่ามันไม่ได้ popular แบบ IELTS ค่ะ แต่ถ้าพูดถึงแง่ความมีชื่อเสียงในต่างแดนอย่างในรัสเซียและสวิตเซอร์แลนด์นั้น... ชื่อเสียงกลับกันเลยทีเดียวค่ะ ประมาณว่าคนไทยรู้จัก IELTS แต่คนรัสเซียและสวิสรู้จักแต่ Cambridge Assessment ค่ะ เพื่อนคนรัสเซียที่เรารู้จักที่ชื่อว่า "มาเรียม" เขาบอกว่าคนรัสเซียนิยมสอบ FCE หรือ First Certificate in English เป็นระดับ CEFR B2 หรือ Upper-Intermediate ค่ะ ถ้าถามว่ามีคนรัสเซียสอบ IELTS มั้ย.. ก็มีค่ะ คือเขารู้จักทั้ง IELTS และ Cambridge ค่ะ และชาวสวิสจะมีระดับภาษาอังกฤษที่สูงมากอยู่แล้ว โดยส่วนมากนิยมสอบ Cambridge English : Advanced (C1) หรือ CAE และ Cambridge English : Proficient (C2) ค่ะ และความเป็นจริงนั้น Cambridge คือองค์กรที่รับผิดชอบการออกข้อสอบของทั้ง IELTS และ Cambridge English Certificate ค่ะ

ภาพรวมของการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ Preliminary English Test B1

มาพูดกันต่อ.. ในส่วนของการสมัครสอบนั้น ตอนแรกมี่ก็ไม่มีความรู้เลยค่ะว่าจะสมัครได้ที่ไหนบ้าง มี่ก็เลยเข้าไปที่เว็บไซต์ของ Cambridge Assessment โดยตรงเลยค่ะ (เว็บไซต์หน้าหลัก ที่นี่)

ภาพด้านบนคือโลโก้ของ Cambridge Assessment ค่ะ และด้านล่างก็คือหน้าจอ Home ของเว็บไซต์ที่มี่ได้ให้ไปด้านบนค่ะ ถ้าสนใจจะศึกษาเกี่ยวกับข้อสอบตามระดับต่างๆนั้นให้คลิกที่ Exams and Tests ได้เลยนะคะ และจะมีข้อมูลของข้อสอบขึ้นมาให้เลือกศึกษาอีกทีค่ะ

ข้อสอบต่างๆมีทั้งหมด 6 ระดับอิงตาม CEFR ค่ะ

ระดับความยากง่ายของข้อสอบจะมีทั้งหมด 7 ระดับตาม CEFR นะคะ (ถ้าใครสงสัยว่า CEFR คืออะไร ให้คลิกอ่านได้เลยค่ะ) ก็คือจะไล่จากระดับ Pre A1 ซึ่งเป็นระดับที่ง่ายมากที่สุดไปจบที่ C2 นะคะ

ระด้บ CEFR ของ Cambridge และเลเวลของข้อสอบ

มี่ขออธิบายโดยการแยกตามระดับข้อสอบแล้วกันนะคะ จะได้เข้าใจกันง่ายขึ้นค่ะ

0) ระดับ Pre A1 : เป็นระดับก่อน CEFR ทั้งหมดค่ะ เรียกว่า Starters หรือ YLE ซึ่งคำนี้ย่อมาจากคำว่า "Young Leaner" หรือน้องๆที่อายุน้อยๆน่าจะประมาณป.1-ป.3 ค่ะ

1) ระดับ A1 (Beginner) : เป็นระดับของผู้เริ่มต้นค่ะ เรียกอีกอย่างว่า Movers หรือผู้ที่กำลังก้าวไปข้างหน้าค่ะ คิดว่าน่าจะระดับประมาณป.4-ป.5 ของไทยค่ะ (ความจริงตอนที่เราอยู่ป.4 มีเพื่อนคนนึงสอบได้ B2 แล้วนะคะ แต่คิดว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่ rare พอสมควรเลยค่ะ) บางที่จะเรียกว่า "Breakthrough"

2) ระดับ A2 (Elementary) : เป็นระดับที่สามารถเข้าใจประโยคที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันได้ การใช้ภาษาจะยังไม่ซับซ้อนมากนัก เรียกอีกอย่างว่า Flyers ค่ะ บางที่อาจเรียกว่า "Waystage"

3) ระดับ B1 (Intermediate) : เป็นระดับปานกลางค่ะ ใช้ภาษาได้อย่างดีแต่ว่าอาจจะไม่ได้คล่องมากเท่าที่ควรจะเป็น แลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานที่ไม่ได้ซับซ้อนมากได้ค่ะ เรียกว่า Preliminary นะคะ บางที่เรียกว่า "Thereshold"

4) ระดับ B2 (Upper-Intermediate) : เป็นระดับปานกลางขั้นสูงค่ะ มีความสามารถใช้ภาษาได้อย่างดี แสดงความคิดเห็นในการประชุมได้ แต่ประโยคก็ไม่ได้ซับซ้อนมากมายเบอร์นั้น เรียกว่า First ค่ะ บางที่อาจเรียกว่า "Vantage" ก็ได้ค่ะ

5) ระดับ C1 (Advanced) : ใช้ภาษาได้ดีพอสมควร แสดงความคิดเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางที่ก็เรียกว่า "Effective Operational Proficiency" ค่ะ

6) ระดับ C2 (Proficient) : ใช้ภาษาได้ดีมาก สามารถเทียบเท่าเจ้าของภาษาได้ สื่อสารได้มีประสิทธิภาพมาก และมีความมั่นใจในการใช้ภาษา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "Mastery" นะคะ

ข้อมูลของการสอบระดับ B1 : Intermediate/Preliminary ค่ะ

พอเราคลิกเข้าไปที่ระดับข้อสอบที่เราจะสอบแล้วก็จะมีข้อมูลแบบนี้ขึ้นมาให้ค่ะ ด้านขวาในกรอบจะเป็นข้อมูลจริงๆเกี่ยวกับข้อสอบก็คือระดับ CEFR, ระดับคะแนน (ถ้าไม่เข้าใจทั้ง 2 อย่างข้างต้นให้คลิกที่ What's this? ได้เลยค่ะ), การสอบมี 2 แบบเหมือน IELTS คือสอบกระดาษหรือสอบคอมฯ แต่ในไทยส่วนมาก 90% เป็นข้อสอบกระดาษค่ะ ข้อสอบคอมฯหาสอบยากมากกว่า, จำนวนกระดาษข้อสอบทั้งหมดมี 3 เปเปอร์และจำนวนชั่วโมงที่สอบค่ะ (สำหรับระดับ Preliminary : เพิ่มเติมที่นี่)


ด้านซ้ายจะมีบอกว่าระดับนี้จะมีบริษัทหรือมหาวิทยาลัยไหนรับบ้าง เด็กที่มีระดับภาษาอังกฤษ B1 สามารถเข้าใจอะไรได้บ้างและเหตุผลที่ควรสอบ B1 Preliminary for Schools



สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะสอบเลเวลไหนดี ให้ลองทำสอบวัดระดับของตัวเองก่อนนะคะ

เข้าหน้านี้แล้วหา Useful Links ด้านขวาและเลือกอันบนสุด

พอเข้าหน้านี้ให้มองตรง Useful Links และเลือกคำว่า Test your English ค่ะ

สำหรับคนที่ยังไม่รู้เลเวลตัวเองว่าควรจะสอบเลเวลอะไรให้มาที่หน้านี้ก่อนค่ะ

หลังจากนั้นจะมีมาให้เลือกถึง 4 แบบด้วยกันค่ะ ถ้าจะสอบแบบธรรมดาให้เลือก General English, เป็นเด็กนักเรียนอยู่ให้สอบ For Schools, สำหรับสายภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจเลือก Business English และสำหรับน้องๆที่เป็นเด็กเล็กๆแบบประถมต้นให้เลือก Young Learners นะคะ


ปล. ถ้าแนะนำจริงๆเป็นผู้ใหญ่สอบแบบ General ดีที่สุดค่ะ เพราะว่าใช้สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ ในกรณีที่จะเรียนต่อปริญญาโทนะคะ ถ้าจำไม่ผิด Business ไม่มีที่สอบเลยในไทยค่ะ แต่ 3 อันที่เหลือมีค่ะ สำหรับนักเรียนมัธยมทั้งต้นและปลายให้สอบแบบ For Schools เพราะเนื้อหามันจะเจาะจงกับการเรียนในโรงเรียนมากกว่า แต่ความยากง่ายก็ยังอยู่ใน CEFR เดียวกัน และได้ใบประกาศนียบัตรเหมือนกันกับการสอบ General ค่ะ จะไม่มีคำว่าเราสอบ For Schools มานะ มันไม่เกี่ยวกันค่ะ

พอเราสอบเสร็จ 25 ข้อมันก็จะประเมินคะแนนของเราออกมาค่ะ เช่น มี่ได้ 22 คะแนน แนะนำให้สอบ FCE For Schools หรือ C1 CAE ค่ะ มี่สอบเป็นแบบ For Schools นะคะ เพราะมี่ยังอยู่ระดับม.ปลายอยู่ค่ะ ละก็จะเป็น Range คะแนนของเขาเลยว่าคะแนนเท่านี้ๆน่าจะสอบข้อสอบเลเวลไหน อะไรประมาณนี้ค่ะ


-------------------------

จบเรื่องการวัดระดับเลเวลเพื่อสอบ Cambridge English จ้า


📝 วิธีการหาศูนย์สอบในประเทศไทยและการจองสอบ 🇬🇧

มาที่วิธีการหาศูนย์สอบกันดีกว่า

ถ้าสังเกตดีๆตรงหน้าที่เข้าไปดูข้อมูลข้อสอบของ B1 จะมีคำว่า "Find your local centre to book your exam" และมีปุ่ม "Book an exam" ให้คลิกลงไปได้เลยจ้า

เข้ามาเพื่อหาศูนย์สอบจ้า

พอเข้ามาที่ Find and exam centre จะเจอหน้าเว็บแบบนี้เลยจ้า ถ้าใครหาไม่เจอก็คลิกที่นี่เด้ออออ

หลังจากนั้นก็เลือกประเทศของตัวเอง ก็คือประเทศไทยหรือ Thailand แต่ถ้าใครอยู่ต่างประเทศแต่อยากสอบก็ให้เลือกประเทศที่ตัวเองอยู่เลยจ้า แต่ไม่แนะนำให้แบบไปเที่ยวประเทศนี้ละไปสอบนะ เพราะว่าเราเองก็เคยถามที่สิงคโปร์เพราะว่ามันมี computer-based แต่เขาไม่ให้ลงทะเบียนด้วยเหตุผลที่ว่า "กลัวใบประกาศนียบัตรมันจะหายระหว่างที่ส่งไปประเทศไทย" และมันจะออกซ้ำไม่ได้หรือถ้าออกได้ก็ยุ่งยากมาก เขาจึงไม่แนะนำให้ทำแบบนี้ เราก็เลยต้องสอบ paper-based ในไทยเอาจ้า และค่าสอบในต่างประเทศจะแพงกว่ามากด้วย ตอนนั้นที่ถาม FCE For Schools ของสิงคโปร์ค่าสอบ 13,000 บาทจ้า ในขณะที่สอบในไทยค่าสอบไม่เกิน 4,000 บาทอะไรแบบนี้อ่ะ จากนั้นก็เลือกข้อสอบที่เราจะสอบ มันจะมีพวก paper-based (สอบกระดาษ รอผลสอบนานกว่า), computer-based (สอบคอม ได้ผลสอบเร็วกว่า แต่หาสอบยากมากในประเทศไทย) และพวก For Schools (สำหรับเด็กมัธยมต้นและปลาย)

ศูนย์สอบก็จะขึ้นมาให้เราเลือกตามจังหวัด

พอเราเลือกเสร็จแล้วก็จะขึ้นมาหน้าตาแบบนี้เลย ส่วนตัวเรากะว่าปีนี้จะสอบ FCE For Schools ด้วย เลยเลือกเป็นข้อสอบ FCE fs จ้า ตอนที่เราสอบ PET fs เราสอบกับ Vantage Siam จ้าราก็เลยติดต่อทางพี่เขาผ่านทางอีเมลล์ก่อนตอนแรก หลังจากนั้นพี่เขาก็โทรมาหาเราด้วยเบอร์ 084-694-4242 หากใครไม่สะดวกติดต่อผ่านเมลล์ก็โทรหาที่เบอร์นี้ได้เลยจ้า หลังจากนั้นพี่เขาก็จะขอไอดีไลน์แล้วแอดเรามาเอง มีคำถามอะไรก็ส่งไลน์ไว้เลย เผื่อมีคนไม่ค่อยสะดวกโทรแบบเรา สะดวกทิ้งข้อความไว้มากกว่า

ตอนนั้นเราก็ลองถาม Normington นะ แต่เขาเป็นศูนย์สอบใหญ่เลยไม่ค่อยเปิดสอบถี่ อย่างตอนนั้นจะสอบเดือนพฤศจิกายน ติดต่อเรื่องไว้ตอนเดือนตุลาคม แต่ Normington เปิดสอบเดือนธันวาคมเลย ส่วน Harrow ลองส่งไปถามแล้วเขาก็รับแต่เด็กนานาชาติโรงเรียนของเขาเท่านั้น ไม่รับคนนอก

จากนั้นหวยเลยมาตกที่ Vantage Siam เพราะพี่เขารับจัดสอบก็ต่อเมื่อมีคนมาสอบพร้อมกับเราครบ 4 คนหรือมากกว่านั้น แต่ตอนนั้นเราสอบคนเดียวไม่มีเพื่อนอ่ะ ทาง Vantage เลยบอกเราตรงๆว่าเขาจะจัดสอบช่วงเดือนพฤศจิกายนนะ แต่ เป็นการจัดสอบให้สถาบันสอนภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า Keaes Academic (คีเอส) ที่เกตเวย์เอกมัย (Gateway Ekamai) ซึ่งพี่เขาต้องติดต่อทางสถาบันก่อนว่าให้คนนอกเข้าไปสอบได้มั้ย หลังจากนั้นพี่เขาถึงจะคอนเฟิร์มมาว่าเราสามารถเข้าสอบได้นะ โดยเราโดนค่าสอบไปเพียง 2,670 บาทเท่านั้น เราก็ทำการโอนเงินไปเลย และก็แค่รอวันที่จะไปสอบเท่านั้นเอง มันก็ง่ายๆแบบนี้แหละ 555555


-------------------------

จบเรื่องการหาศูนย์สอบแล้วจ้า 😜


มาต่อกันที่การรีวิวศูนย์สอบและการทำข้อสอบดีกว่า

ศูนย์สอบที่เรามาสอบ (คีเอส เอกมัย)

เกริ่นก่อนว่าตอนนั้นที่ไปสอบอ่ะ คือเรากะเวลาผิดไง คิดว่าพอลงมาจากบ้านแล้วจะมีคนไปส่งเลย แต่ที่ไหนได้... เราต้องรอแม่อีก 20 นาทีกว่าแม่จะวนกลับมารับที่บ้าน หลังจากนั้นก็ต้องรีบไปที่ MRT สถานีหัวลำโพงละก็ขึ้นไปเปลี่ยน BTS ที่ศาลาแดงละก็นั่งต่อไปที่เอกมัย คือมันวุ่นวายมากละก็เหนื่อยมากด้วย ตอนแรกแบบว่าถอดใจละอ่ะ คิดว่ายังไงก็คงไปไม่ทันแน่ๆ เลยลองถามทาง Vantage เลยว่าไปไม่ทันแล้ว ขอเลื่อนสอบได้มั้ย หรือจะจัดสอบอีกรอบไหนจะได้ลงสอบใหม่ แต่คุณพระ... โชคช่วยจ้า Examiners ทั้ง 2 คนเขาบอกว่าให้รีบมาให้เร็วที่สุด เขาจะรอแล้วก็ค่อยสอบพร้อมกัน ไม่เป็นไร นี่ก็วิ่งสุดแรงเกิดมากเพราะเกรงใจคนอื่นต้องรอเราอ่ะ พอไปถึงทุกคนก็หันมามองเลย ดิฉันอายค่ะ 😭 แล้วก็ขอบคุณและขอโทษทั้ง Examiners และก็ Candidates ทุกคนที่ทำให้ต้องเสียเวลารอเรา


ศูนย์สอบที่นี่ก็โอเคเลยนะ สะดวกมากเพราะว่ามีรถไฟฟ้า BTS มาถึงตรงห้างเลย ศูนย์สอบเป็นสถานที่สอนและติวอยู่แล้วเลยค่อนข้างใหญ่ คนไม่ได้เยอะมาก แอร์ก็เย็นสบายดี แต่เรามองว่าห้องสอบออกแนวอึดอัดหน่อยๆมันเป็นห้องที่ยาวแต่ความกว้างมันแคบมาก มันเลยดูอึดอัดกว่าปกติ อาจจะเพราะห้องนึงสอบแค่ 12 คนด้วยล่ะมั้ง

ลองหาหนังสือมาทำแบบฝึกหัดก่อนสอบ

สำหรับใครที่จะสอบแต่ว่าไม่รู้ว่าจะหาซื้อหนังสือมาทำที่ไหนหรือว่ายังไง เราแนะนำให้ลองสั่งหนังสือจาก Kinokuniya จะไปซื้อเองที่ห้างหรือสั่งออนไลน์ก็ได้จ้า หรือถ้าคิดว่าตัวเองทำได้แล้ว ชิวๆ แต่แค่อยากรู้แนวข้อสอบว่ามีอะไรบ้าง ลองไปที่ลิงก์นี้ดูจ้า ฟรีด้วยและเป็นข้อสอบที่เคยใช้ก่อนหน้าด้วยนะ


ขอเล่าความเด๋อบรมเด๋อของตัวเองก่อนแล้วกัน ....

ตอนที่ทักไปถามทาง Cambridge Assessment เรื่องการให้คะแนน Writing

คือก่อนสอบอะ เราก็พออ่านผ่านๆมาบ้างแหละว่าข้อสอบมีอะไรบ้าง มีกี่พาร์ท มีกี่ชุด เราต้องทำอะไรบ้างในข้อสอบ แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเราวิ่งมาแล้วเหมือนใจมันก็แบบลืมหมดแล้วอะ เก็ทฟีลนี้ปะ แล้วพอเรากังวลมากๆก็ทำอะไรออกมาไม่ค่อยดีตามที่มันควรจะเป็นหรือดีกว่านี้ เราก็เสียดายนะถ้าตอบตรงๆ คือเรายอมรับว่าเราเด๋อและเป็นคนไม่รอบคอบเอง ทำให้ข้อสอบ Reading เราทำครบจริงแต่ Writing อะ เจอความพังพินาศครั้งใหญ่มาก เราเข้าใจว่ามันมีแค่ Task เดียว ก็เลยทุ่มเวลาเต็มที่เขียนกับ Task นั้น จนเวลาใกล้หมดเราก็เลยลืมไปว่ามันมี Task 1 ที่เป็น Task คะแนนน้อยกว่าและก็การ Transformation แนวๆ Interpretation อ่ะ สรุปคือ... มี่ทำไป Task ที่ 2 เพียงเปเปอร์เดียวเท่านั้น ทำให้กระดาษ Interpretation กับ Task 1 นั้นว่างเปล่ (โคตรซวยอะไรเบอร์นี้ แต่ก็ความผิดตัวเอง ทำไงได้ ก็ไม่เช็คให้ดีก่อนเองอ่ะ) เราก็กังวลใจมากจึงตัดสินใจทักไปที่เพจ Cambridge Assessment ในเฟสบุ๊กเอาว่า "ถ้าเราเขียน Task 2 อันเดียวละไม่ได้เขียนอันอื่นจะได้คะแนนอยู่มั้ยแล้วได้เท่าไหร่" คำตอบก็ออกมาแบบภาพเลยจ้า... คือ Task 2 มีคะแนนดิบที่ 15 คะแนนและ Task 1 กับ Interpretation มีค่าคะแนนดิบที่ 10 คะแนน เท่ากับว่าเราได้เสียคะแนนไปแล้ว 10 คะแนนนั่นเอง และ 15 คะแนนก็คือคะแนนสูงสุดที่เรามีสิทธิ์ได้ ทำให้คะแนน Writing มันออกมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็นคือได้แค่ 121 คะแนน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ควรเช็คข้อสอบดีๆว่ามีกี่พาร์ท มีกี่อัน แล้วก็ทำให้มันครบ อย่าสะเพร่าแบบเรา เราหวังว่าเรื่องของเราจะช่วยให้คนอื่นมีความรอบคอบมากขึ้นนะคะ 😖

เกณฑ์การให้คะแนนข้อสอบ Preliminary

พอเราเข้าสอบก็จะสอบเป็น Reading and Writing ก่อน ซึ่งทั้ง 2 พาร์ทนี้จะนับว่าเป็นข้อสอบ Paper เดียวกันไปเลยนะ ไม่ได้แยกแบบ IELTS เหมือนเราจะใช้เวลาทำแต่ละพาร์ทนานเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เขากำหนดคือ 90 นาที แนะนำให้แบ่งเป็น 50 นาทีสำหรับ Reading กับ 40 นาทีสำหรับ Writing นะ เพราะว่าตัว Writing ไม่ได้ยากแบบของ IELTS เลยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเยอะมากอะไรเบอร์นั้น

ตัวอย่างข้อสอบ Reading

- รีวิวการสอบ Preliminary English Test 4 skills จากมี่เอง -

📖 Reading มี 35 คำถาม : 

1. จะเกี่ยวกับการให้ดูรูปแล้วมีโจทย์ว่ามันตรงกับข้อไหน ให้เลือกข้อนั้น คล้ายๆการ interpretation อ่ะ 

2. มีภาพเด็ก 5 คน เขียนว่าอยาไปเที่ยวอะไรแบบไหน แล้วอีกหน้านึงจะเป็น A-H ให้จับคู่กันว่าสถานที่ในข้อ A-H อันไหนที่เหมาะกับแต่ละคนที่มี Description ไว้มากที่สุด ก็เลือกแล้วไปตอบ

3. มีเนื้อเรื่องมาให้อ่านแล้วตอบคำถามว่า Yes, No จากโจทย์จะเขียนไว้ให้ว่าแบบ.. Annie และแม่ของเธอพบว่าการซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องยาก ถ้าใช่ก็ตอบ yes ไม่ใช่ก็ตอบ no (A = Yes, B = No) 

4. เนื้อเรื่องให้อ่านเกี่ยวกับเด็กที่อยากเป็นนักเขียน แล้วก็ทำงานเขียนออนไลน์อยู่

*หลังจากทำ Reading เสร็จ ก็แบ่งเวลาไปทำ part Writing ได้เลย*


📝 Writing ความจริงมี 7 คำถาม :

แต่.... เราพลาดค่ะ นึกว่ามี writing 1 task เท่านั้น..... คือจะมีตัวเลือกให้เขียนระหว่างพาเพื่อนไปเที่ยวกับครอบครัวในโอกาสวันพิเศษ หรือ The interesting day of my life ให้เลือกว่าจะเขียนอะไร กำหนดให้เขียนประมาณ 100 คำ เราก็เขียนหัวข้อพาเพื่อนไปเที่ยวกับครอบครัวจะพาไปที่สวนน้ำ Cartoon Network Amazone ที่พัทยา เพราะว่าสนุกมีสไลด์เดอร์ให้เล่นเยอะ บลาๆ 

ปล. อันนี้เราผิดพลาดเองค่ะ เรานึกว่ามันมี writing แค่ task เดียว เพราะตอนเราดูด้านหน้าคำตอบของ writing task 3 ข้างหน้าเขียนว่าให้เขียน task 3 ข้างหลัง เลยพลิกไป แต่เราก็ไม่เห็นคำถามของข้อ 1-6 ซึ่งข้อ 1-5 จะเป็นการเขียนตอบประโยค ข้อ 6 จะให้เขียนจดหมาย,เมล์ตอบกลับไป ส่วนข้อ 7 และ 8 จะให้เลือกว่าอยากเขียนอะไร แล้ว... เราทำแต่ข้อ 7 ค่ะ เพราะไม่มีคำตอบของ writing พาร์ทอื่นอยู่ในสมองเลย 😭 เราเสียคะแนน writing ไปแล้วแน่ๆเลยค่ะ เห้ออออ มารู้อีกทีก็สายไปแล้ว ออกมาจากห้องสอบแล้ว 😖 แอบโกรธตัวเองเหมือนกันแหละ

*เขียนเสร็จออกจากห้องได้เลย แล้วจะมีเวลาพักเพื่อให้ examiners เตรียมการสอบฟัง*


📻 Listening 35 นาที เวลา transferring คำตอบอีก 6 นาที : 

ก็จะเป็นการเปิดซีดีให้เราฟังแล้วก็ตอบคำถามตามที่เราได้ฟัง แนะนำให้ทำในกระดาษคำถามก่อน เขียนลงไปเลย มันไม่เป็นไร แล้วค่อยมาย้ายคำตอบลงกระดาษคำตอบตอนหลังเหมือนสอบ IELTS อ่ะ ละส่วนมากจะเป็น choices หรือว่าตัวเลือกนั่นแหละ ไม่ค่อยมีการเขียนแบบของ IELTS ส่วนมากก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่จะอยู่อันต้นๆเลยอะนะ, การทำแล็ปวิทยาศาสตร์แล้วมีเด็ก 2 คนคุยกัน อุปกรณ์สำคัญในการทำแล็ปคืออะไร ขาดอุปกรณ์อะไรบ้าง ความคิดเห็นหรือโต้แย้งของทั้ง 2 คนเป็นยังไงบ้าง, การที่ครูสอนเด็กนักเรียนในเรื่องต่างๆ ประมาณว่าพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง นักเรียนแสดงความคิดเห็นออกมาแบบไหนบ้าง นอกนั้นเราจำไม่ได้ละอ่ะ 5555 เป็นคนฟังไปละก็คิดตาม พอออกมาจากห้องก็ลืม ขอโทษทุกคนจ้า แต่ลองไปดูข้อสอบฟังตามที่เราแนะนำได้นะ อาจได้แนวทางมากขึ้นเนอะ


😬 Speaking ประมาณ 10 นาที :

กระดาษที่ผู้คุมสอบจะแจกให้ทุกคนระหว่างรอสอบพูด

เราจะได้รับกระดาษใบนี้มาตอนที่รอสอบพูด คือการสอบพูดของ PET จะเป็นการสอบพูดแบบคู่ ก็คือในห้องนั้นจะมี Examiners 2 คน คนนึงจะเป็นคนถามเราและอีกคนนึงให้พูดตามคำสั่งที่เขาให้ และอีกคนนึงจะนั่งอยู่ตรงมุมห้องเพื่อฟังเราเฉยๆและจดอะไรของเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน 555 เวลาเข้าสอบพูดก็เข้ากัน 2 คนเขาจะให้ผลัดกันพูดอ่ะ ตอนแรกก็เบสิคๆแบบแนะนำตัวเอง คำถามก็จะเกี่ยวกับตัวเราเอง เช่น เรียนชั้นไหนที่โรงเรียนอะไร เรียนภาษาอะไรบ้าง โตขึ้นจะทำอะไร เป็นต้น จากนั้นก็จะเป็นรูปภาพแบบสีอัดมันมาให้เราดูแล้วก็ explain ว่าภาพนี้มีอะไรบ้าง เกี่ยวกับอะไร และเราก็ลอง expect ดูว่าคนในภาพจะทำอะไร ในส่วนที่ 2 จะเป็นสมุดกระดาษในรูปจะมีคนหลายคนทำกิจกรรมหลายอย่างและต่างกันไป ของมี่ได้เป็นการปาร์ตี้ในสวนสาธารณะว่าถ้าเป็นเราจะเลือกทำกิจกรรมอันไหนมากที่สุด จากนั้นก็เลือกมาคนนึงสำหรับเราว่าเราอยากทำกิจกรรมอันไหนมากที่สุด แต่ละคนก็เลือกมา 1 อันและก็ discuss กันถึงภาพ อื่นๆด้วย ให้เราได้คุยกับ Candidate อีกคนนึง ละพอสอบเสร็จก็พูดว่า Thank You ด้วยจ้า


-------------------------

จบเรื่องการสอบ PET แล้วจ้า 😙


มาจนถึงพาร์ทสุดท้ายแล้วก็คือ... การรับผลสอบหรือใบประกาศนียบัตรนั่นเอง

ผลสอบออนไลน์หรือ Statement of Results ของมี่เอง

สำหรับการเช็คผลสอบออนไลน์วิธีการเช็คให้ไปที่นี่ หรือใครที่สมัคร/Register ตัว ID Number กับ Secret Number แล้วให้ไปที่นี่ได้เลย คนที่งงๆว่าเออ.. แล้วเราจะได้ ID Number กับ Secret Number ยังไงอ่ะ? คำตอบก็คือ.. ให้ติดต่อที่ศูนย์สอบของตัวเราเองเลยจ้า แล้วหลังจากนั้นเขาก็จะส่งให้เราเอง

เราก็เอาทั้ง 2 อย่างนี้ไป Registered แต่ว่าตอนเรา Log-in ให้ใส่ ID Number กับ Passwords ที่เราสร้างขึ้นมาใหม่เองจ้า ไม่ต้องใส่รหัสเป็น Secret Number เด้อ เพราะถ้าใส่รหัสผิดมันต้องรอ 30 นาทีถึงจะสามารถ Log-in เข้าอีกรอบได้ ไม่อยากให้เสียเวลารอมันฟรีๆอ่ะ อิอิ

เช็คผลสอบออนไลน์บนหน้าเว็บไซต์

สำหรับมี่เอง มี่สอบปลายเดือนพฤศจิกายน 2018 และก็ติดช่วงคริสมาสต์บวกกับปีใหม่อีกที ทำให้ตอนแรกผลสอบควรออกมาตอน 1 มกราคม 2019 ก็ต้องรออีกประมาณ 2 อาทิตย์คือ 14 มกราคม 2019 แล้วถึงจะรู้ผลสอบของตัวเอง พอเช็คออนไลน์ก็ถือว่าพอทำใจได้อ่ะ เพราะรู้ว่าทำ Reading กับ Writing ไม่ดีแน่ ก็ได้ 135 และ 121 ตามลำดับ แต่พอเห็นคะแนน Speaking แล้วตกใจกับประหลาดใจมากว่าพูดยังไงทำไมได้ 170 คะแนนเต็มหรือ B2 เทียบเท่าคะแนน IELTS 6.0 อ่ะ ส่วน Listening ก็ครึ่งๆกลางๆได้ 145 คะแนนรวมเลยออกมาเป็น 143 คะแนนก็คือ Pass (ผ่าน) เราก็จะได้ใบประกาศฯของเลเวลที่เราสอบเลย

ใบประกาศนียบัตร Preliminary English Test ของมี่เอง 🥰

ใบนี้เราได้รับประมาณช่วงปลายเดือนมกราคม 2019 ในใบก็จะมีชื่อเต็มๆของใบประกาศนียบัตรที่เราสอบได้, ชื่อของเรา, คะแนนทั้งหมดที่เราได้, เดือนและปีที่สอบ, เมืองที่เราสอบ, เลขอ้างอิงและเลขของผู้สอบ สำหรับคนที่สอบได้ไม่ถึงคะแนน 140 จะได้ใบประกาศนียบัตรของระดับ CEFR A2 แทน แต่ถ้าใครสอบได้ Pass with Distinction หรือคะแนน 160+ จะได้เป็น CEFR B2 แต่ว่ามันก็คือ B1 อ่ะ เพียงแต่จะมีข้อความเขียนว่าจริงๆแล้วภาษาอังกฤษก็ระดับ B2 นะ ไม่ใช่ใบ FCE จริงๆ เพราะใบ FCE มันจะมีการจัดเกณฑ์คะแนนด้วย เช่น ผ่าน 161 คะแนนก็ Pass with grade C อะไรแบบนี้แหละ

หน้าตาตัวอย่างของคนที่ลงสอบ B1 แต่ว่าสอบแล้วคะแนนคือ B2

ก็ตามที่เราบอกแหละว่าชื่อใบก็เป็น B1 เพียงแต่มีข้อความมายืนยันว่าความสามารถจริงๆคือ B2 นะ

ด้านหลังก็เขียนเลเวลต่างๆอยู่แล้วตั้งแต่ A2 จนถึง B2 โดยแบ่งแยกตาม Reading and Writing, Listening and Speaking แบบนี้แหละ


10 FACTS ความแตกต่างของการสอบ IELTS และ Cambridge English Certificate (CET) คือ

1) ระบบการให้คะแนนที่ต่างกัน คือ IELTS จะใช้ผลสอบแบบ 9 bandในทุก skills และมีการเอาคะแนนทั้งหมดมาเฉลี่ยกันให้เป็นคะแนนรวมและระดับ CEFR เช่น สอบได้ 6.5 ก็ได้ CEFR B2 ในขณะที่ CET จะใช้ระบบคะแนนดิบน้อยกว่าแต่ว่าเอาไปแปลคะแนนเป็น 100+ ตามระดับ CEFR เช่น A2 คือ 120-139 เป็นต้น

2) การหาสอบ CET จะหาสอบได้ยากกว่า IELTS สำหรับประเทศไทย เพราะไม่เป็นที่นิยมมากนัก

แต่ถ้าใครไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศอย่างในอังกฤษและแคนาดา ไปนานอ่ะ 4 เดือนละอยากสอบอะไรงี้ก็สอบแล้วรอทางศูนย์ส่งผลสอบให้ที่พักของเราก็ได้นะ ถ้าเราจำไม่ผิดที่แวนคูเวอร์ แคนาดามีโรงเรียน EF Vancouver เป็นศูนย์สอบทั้ง IELTS และ CET เลย ในอังกฤษก็ประเทศต้นกำเนิด CET เหมือน IELTS เพราะงั้นในอังกฤษก็หา CET สอบได้ง่ายพอๆกับ IELTS แนะนำว่าถ้าสนใจสอบก็ลองปรึกษาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่เราเรียนอยู่ เขาจะรู้ว่าต้องไปสอบที่ไหน สมัครยังไงจ้า

3) ความพิเศษมากๆของ CET คือ มันไม่มีวันหมดอายุ เพราะมันเป็นใบประกาศนียบัตรที่จะอยู่กับเราตลอดชีวิต แต่ IELTS มีอายุเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น หมดอายุแล้วก็ต้องสอบใหม่

4) ค่าสอบที่ต่างกัน ของ IELTS แบบกระดาษคือ 6,900 บาท ราคาเดียวเท่านั้น แต่ว่า CET จะแยกราคาข้อสอบตามเลเวลที่เราสอบ เช่น เราสอบ PET ราคา 2,670 บาท แต่ราคาข้อสอบจะมีการปรับขึ้นทุกปี

5) ในเมืองไทย ไม่มีสถาบันไหนเลยที่เปิดสอนติวข้อสอบของ CET ถ้าจะเรียนจริงๆคงต้องหาติวเตอร์ส่วนตัวสอนเอา หรือเรียนเป็น General English แล้วก็ไปสอบก็ได้ ในขณะที่ IELTS มีเต็มไปหมด หันไปทางไหนก็เจอ ขายคอร์สกันรัวๆเลยจ้า

6) การวัดระดับ Skills จะต่างกัน ตรงที่ IELTS จะเป็นข้อสอบที่วัดตั้งแต่ B1 - C2 และแบ่งตาม Range คะแนนดิบของเรามาเทียบเป็น Band และ Overall เช่น คะแนนรวม 7.0 เป็น CEFR C1 (Advanced) แต่ของ CET คือเราต้องสอบตามเลเวลปัจจุบันของตัวเอง เช่น ตอนนี้คือ B2 ก็สอบ FCE

7) การสอบพูดจะไม่เหมือนกัน CET จะให้สอบแบบเข้าไปเป็นคู่ให้เราได้ฟังอีกคนนึงพูดและเราพูด เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย แต่ IELTS จะให้เข้าสอบคนเดียวและมีทั้งหมด 3 พาร์ท คือ พาร์ทแรกเกี่ยวกับตัวเอง, พาร์ทที่ 2 ให้พูดตาม Topic ที่ได้ 2 นาที และพาร์ที่ 3 Two-way Discussion

8) เรามีความรู้สึกว่าการสอบ CET มันผ่อนคลายกว่ามาก เพราะ IELTS มันดูกดดันยังไงไม่รู้อ่ะ 55555

อาจจะเพราะว่าคนสอบ CET จำนวนคนมันน้อยกว่า ในขณะที่ IELTS คนสอบเป็นร้อย

9) IELTS มีแบบการสอบ 2 แบบคือ Academic ใช้สำหรับการเรียนต่อต่างประเทศและ General Training สำหรับการไป Work and Holiday ที่ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์หรือการฝึกอบรม และ CET ก็มี 2 แบบคือ General สำหรับผู้ใหญ่และ For Schools สำหรับเด็กมัธยมด้วยเช่นกัน ผู้ใหญ่จะมาสอบ fs ไม่ได้นะจ๊ะ แต่เด็กมัธยมสอบแบบ General ได้

10) การวัดระดับของ CET จะต่างกันคือตั้งแต่ Pre Movers - Preliminary จะเป็นการให้คะแนนแบบ Pass, Pass with Merit, Pass with Distinction เช่น ได้คะแนน 143 คือคะแนน Pass, 156 Pass with Merit, 165 Pass with Distinction (B2) แต่พอเป็น FCE (First : B2) ขึ้นไปจนถึง CPE (Proficient : C2) จะแบ่งคะแนนตามเกรดคือเกรด C, B และ A นั่นเอง

Scale เกรดที่แบ่งตามคะแนนจริงที่เราได้และ CEFR

จะแบ่งคะแนนแบบในภาพเลยค่ะ ถ้าใครได้ 153 ก็ได้ Pass with Merit ไปเลย

สเกลคะแนนแ B1 เมื่อเทียบกับทุกเลเวล

ตามภาพคือระดับ B1 มันจะเอื้อกับระดับ A2 และ B2 ด้วย คือถ้าสอบ B1 แต่คะแนนจริงตกไปที่ A2 เราก็ยังได้ใบ Certificate ค่ะ แต่ว่าได้ของ A2 แต่ถ้าเราสอบแล้วคะแนนคือ Pass with Distinction เราก็ยังได้ใล B1 เพียงแต่มันจะมีข้อความที่เขียนว่า Skills ของเรา Demonstrate แล้วว่าเลเวลจริงคือ B2

ข้อสอบ PET จะมีการอัพเดทใหม่ปี 2020 นะคะ

สำหรับใบประกาศนียบัตรเราก็รอรับที่บ้านอย่างเดียว จะไม่มีการไปขอรับผลสอบที่ศูนย์สอบเด็ดขาดจ้าไม่เหมือน IELTS ที่เราสามารถขอรับที่ศูนย์ได้เน้อะะ โดยใบจริงจะส่งตรงมาจากอังกฤษให้ทางศูนย์สอบและศูนย์สอบก็ทำหน้าที่กระจายใบประกาศฯ ให้กับผู้สอบอีกทีค่ะ ถ้าสอบแบบ Paper ก็รอผลสอบมาส่ง 7-9 สัปดาห์หลังสอบ แต่ถ้าสอบ Computer รอผลสอบมาส่ง 5-6 สัปดาห์หลังสอบค่ะ (ข้อมูลเพิ่มเติม)


แถมพิเศษ!!!!! มารีวิวการสอบวัดระกับภาษาอังกฤษอนนไลน์ฟรีของ EF SET ให้ด้วยจ้า

ผลสอบ EF SET ของมี่เอง ได้ 65 คะแนน ระดับ C1 : Advanced

ที่ได้ Overall C1 : Advanced ด้วย 65 คะแนน เพราะมันวัดระดับภาษาอังกฤษเราคร่าวๆแค่ 2 skills คือ Listening กับ Reading ค่ะ

เลเวลผลคะแนนสอบและคะแนนการฟัง/การเขียน พร้อมคำอธิบายของ CEFR นั้นๆ

สำหรับใครที่อยากทำแบบทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเล่นๆ เราแนะนำให้ลองทำที่ EF SET ก่อนก็ได้นะคะ เพราะว่าฟรีค่ะ (ไปที่เว็บไซต์นี้) สามารถเอาใบประกาศนียบัตรไปใส่ไว้ใน LinkedIn ได้ด้วยนะคะ

คะแนนแบบละเอียดถ้าคลิกเข้าไปดู Certificate ที่โปรไฟล์ของตัวเอง

คำอธิบายของ Scale คะแนนจะละเอียดกว่าบนใบประกาศนียบัตรที่เราใส่ใน LinkedIn ถ้าคลิกมาอ่านที่โปรไฟล์ของตัวเองนะ

มีระดับ CEFR และ IELTS หรือ TOEFL Comparison Table ด้วยจ้า

เรามองว่าเป็นแค่การประเมินคร่าวๆเท่านั้นนะ อย่าไปปักใจเชื่อกับมันมากจ้า เพราะผลสอบ EF SET กับ IELTS หรือ TOEFL มันวัดต่างกันแหละ

เหตุผลที่ควรลองสอบ EF SET

ลองสอบดูก็ดีนะ เพราะว่ามันฟรีไงล่ะ 5555 เอาไปประดับโปรไฟล์ LinkedIn เกร๋ๆจ้าาาา

พอคลิกเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์มันจะมีให้เราเช็คระดับภาษาอังกฤษของตัวเอง 2 แบบ คือแบบ Quick Check (ไม่ได้ใบประกาศนียบัตร) แต่ถ้าสอบแบบ 50 นาที เราจะได้ใบประกาศนียบัตรจ้า


ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่อยากรู้รายละเอียดมากขึ้น :

- English Score หรือคะแนนสอบของ EF SET เมื่อเทียบกับแบบทดสอบอื่นๆ (ที่นี่)

- CEFR หรือการวัดระดับภาษาอังกฤษที่มี 6 ระดับและใช้กันทั่วโลก (ที่นี่)

- FAQ หรือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EF SET (ที่นี่)


สำหรับวันนี้ก็ขอจบการเขียนรีวิวการสอบ Cambridge Preliminary English Test ไว้เพียงเท่านี้ค่ะ

สุขสันต์เทศกาลสงกรานต์จ้า เป็นคนดีและมีความสุข สวัสดีค่ะ 😍

ปล. มีคำถามใดๆที่อยากถามเพิ่มเติมให้ส่งไปที่... FB : Askmiemasi เท่านั้นนะจ๊ะ รอตอบอยู่น้าาา 😘

ปล. 2 เราลงสอบ IELTS แบบ Computer-Delivered แล้วเรียบร้อยสิ้นเดือนนี้ รีวิวมาเร็วๆนี้แน่นอนจ้า

©2018 - present

askmiemasi_th or mie dyasha 🍦

proudly created by mie dyasha