©2018 - Present by Askmiemasi_th (Mie Dyasha).

Proudly created with Wix.com 🍦

  • Mie_Dyasha

Update : 25 Facts 'bout IELTS and reviews from my bestie and mates with IDP Thailand 😍

Updated: Feb 3


ภาพประกอบหนังสือ IELTS ผลสอบเพื่อเป็น Cover จ้า

Heyyyy you guys!! วันนี้ขอกลับมากับ Facts ต่างๆ สำหรับ IELTS และก็รีวิวการสอบ IELTS IDP Computer-delivered จากเพื่อนเราละกันเนอะ เพราะว่าในรีวิว Westminster + IELTS คอมอันก่อนหน้านี้มันมี detail เยอะมากๆ แล้วมันทำให้มีปัญหากับการ update ข้อมูลเพิ่ม เลยจะขอแบ่งๆ มาตรงนี้ละกันน้า เพราะแก้หลายรอบมากกก แต่มันไม่ยอม update ให้ จำได้ว่าแก้ประมาณ 5 รอบอะ จนหัวร้อนมากๆ

สำหรับใครที่สนใจอยากอ่านรีวิว Westminster Pinklao ละก็การสอบ IELTS แบบ Computer-delivered ให้คลิกกลับไปอ่านได้ ที่นี่ เลยน้า เราเขียนเองแหละ ข้อมูลรายละเอียดตรงนั้นหมดเลยจ้าาา


ขอเปิดด้วยรีวิวการสอบ IELTS ของเพ็ตตี้และก็ผลสอบของเพ็ตตี้ละกันน้าาา 😘

ผลสอบ IELTS ของเพ็ตตี้ 🇺🇸

รีวิวการสอบ IELTS ของเพ็ตตี้ (เพ็ตตี้เขียนมาเองหมดเลย ขอบคุณมากๆ น้า)

— บรรยากาศโดยรวม : เราได้ลงสอบ IELTS โดยสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ค่าสอบอยู่ที่ 7,500 บาท สอบกับทาง IDP ศูนย์ใหญ่ (ตึกซีพี) เราเลือกลงรอบเช้า ตื่นเช้ามาเราก้เตรียมตัวไปสอบ แต่ทางศูนย์โทรมาเช้าวันนั้นเลยว่าขอให้เราไปเร็วหน่อยเพราะจำนวนคนสอบน้อย เราเลยต้องรีบไปก่อนเวลาที่ planned เอาไว้ พอมาถึงจะมีห้องให้เรานั่งรอ ซึ่งแน่นอนว่าเราทราบเมื่อเช้า จึงทำให้มาเป็นคนสุดท้าย รอบของเรามีสอบ 3 คน หลังจากนั้นก็ทำตาม process ของการลงทะเบียน ยืนยันตัวตน ก่อนที่จะเข้าห้องสอบละทำข้อสอบอยู่ประมาน 2 ชั่วโมงกว่าๆ และกลับมาสอบ speaking ในรอบ 13.00 แต่มีผิดพลาดนิดหน่อย ทางศูนย์ให้สอบ speaking เลทออกไป โดยรวมถือว่าดี พี่ๆที่คอยดูแล, facility โอเค, มีน้ำเตรียมไว้ให้เราดื่มได้ (ไม่เสียเงินเพิ่ม) 


— การสอบ : IELTS เป็นข้อสอบที่มี 4 พาร์ท เรียงโดย Listening, Reading, Writing, Speaking

🎧 Listening - ข้อสอบ listening จะเริ่มจากยากไปง่าย จะมีเวลาให้อ่านคำถามก่อน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเราต้องโฟกัสให้ดีเลยนะ ไม่งั้นพลาดได้ 

📖 Reading - Passage ใน reading จะเป็นภาษาเชิง Academic ไม่ใช่ reading ปกติ พาร์ทนี้ให้เวลาเยอะ  

📝 Writing - แบ่งเป็น 2 Task; graph and essay. รวม 2 Task ให้เวลา 1 ชั่วโมงโดยรวม 

👄 Speaking - มีคำถามทั่วไป คำถามที่ให้เรา give speech, คำถาม related to speech 


— ความรู้สึก + ผลสอบ : ส่วนตัวเรา เรารู้สึกว่าข้อสอบ IELTS ไม่ได้ยาก แต่ก็ไม่ได้ง่าย อยู่ในระดับกลางๆ ตัวเราเองไม่ได้อ่านหนังสือหรือเตรียมตัวอะไรไปเลย ด้วยความที่ภาษาอังกฤษสำหรับเราคือ first language + เราเรียนที่โรงเรียนอินเตอร์ เราจึงไม่ได้คิดมากกับข้อสอบ IELTS  พอถึงวันสอบ แต่ละพาร์ทผ่านไปได้ดี 

- Listening สำหรับเรา ด้วยความที่เราไม่ได้โฟกัส แค่ฟังเหมือนเวลาคุยกับเพื่อนๆ ทำให้เราขาด informations บางส่วนไป 

- Reading เรายอมรับเลยว่าวันที่เราไปสอบ เราไม่มีสมาธิ ตอนทำ Reading เลยต้อง repeat ต่อ passage ประมาน 3 รอบ (อ่านอย่างเดียว) ยังไม่รวมตอนที่ตอบคำถามแต่ละข้อ

- Writing จริงๆพาร์ทนี้เราค่อนข้างมั่นใจเพราะเราเคยเข้าร่วม competition, เป็น Best writer ในชั้นเรียนของเรา แต่ด้วยความที่เราไม่รู้เกณฑ์คะแนนของมันเลย + เราไม่รู้ว่าพาร์ท writing เป็นพาร์ทที่ให้คะแนนยาก ส่วนตัวรู้สึกเฟลในพาร์ทนี้เพราะคาดหวังกับพาร์ทนี้ไว้สูงกว่านี้ และพาร์ทนี้ดึงคะแนนเราลง

- Speaking อันนี้เราไม่รู้สึกอะไร มีแต่เสียดายตรงที่หัวข้อ speech คือ เคยสอนอะไรให้คนที่เด็กกว่าคุณบ้าง เราดันนึกไม่ออก (ทั้งๆที่เราเคยสอนเด็กๆทั้ง debate, ร้องเพลง, ภาษาอังกฤษ, ว่ายน้ำ) ทำให้พูดได้ไม่เยอะอย่างที่คาดหวัง แต่โดยรวมถือว่าโอเค 


— ผลสอบ : เราได้ overall 7.0 (CEFR : C1 Advanced) แบ่งเป็น

— Listening 7.0 (C1) — Reading 8.0 (C2) — Writing 6.0 (B2) — Speaking 7.5 (C1)

ที่บอกว่าเฟลกับพาร์ท writing เพราะว่า จิงๆเราคาดหวัง 7.0 จาก writing (เราละเลยเอง ไม่ได้เตรียมตัว) หากเราได้ writing 6.5-7.0 เราจะได้ overall 7.5 


— อนาคตจะไปสอบอีกมั้ย? ส่วนตัวเราพอใจกับคะแนนนี้สำหรับการใช้ยื่นมหาลัยในไทยนะ แต่สำหรับมหาลัยในต่างประเทศที่เราดูๆไว้ เราอาจจะต้องสอบใหม่เพื่อให้ได้ 7.5+ (ไม่ได้ require แต่เพื่อความสบายใจจีๆ) 

*เตือน* เราไม่ได้เตรียมตัวไปนะคะ แต่ละคนจะมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษไม่เท่ากัน อย่าคิดว่าเราไม่อ่านอะไรไปสอบยังได้เลย เราแนะนำว่าทุกคนควรเตรียมตัวไปสอบให้ดี, เช็ค criteria, ฝึกฝนอยู่เป็นประจำนะคะ อย่าเอาเราเป็นตัวอย่างนะคะ ไม่ดีไม่ดี อย่าปล่อยปะละเลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเงินสอบฟรีๆ นะคะ 

- ขอบคุณรีวิวจากเพื่อนรัก : เพ็ตตี้ค่าาา (เพื่อนรักจริงๆงับ คบกันตั้งแต่ป.3) 🥰 -


รีวิวจากพิมพ์ เพื่อนที่รู้จักตอนสอบ AFS (ติดตัวจริงฮังการี) แต่แลกเปลี่ยนสวีเดนกับ MPLC 🇸🇪

สวัสดีค่ะ เราชื่อพิมนะ เราจะมารีวิวการเตรียมตัวสอบ IELTS ครั้งแรกของเราเองค่ะ มีทั้งเทคนิคจากที่เราเรียนมากับที่เราลองใช้กับตัวเอง เลยมาแบ่งปันให้อ่านกันค่ะ

มาเริ่มรีวิวการเตรียมตัวสอบกันเลย !!!

🎧 ในส่วนของ Listening - พาร์ทนี้เวลาสอบต้องบอกว่าประโยคที่เราจะได้ยินกับในกระดาษเราจะไม่เหมือนกัน แต่ความหมายเหมือนกัน แต่อาจจะมีการเรียงประโยคใหม่ ใช้คำอื่น ส่วนการฝึกฟังปกติ เราจะฝึกจากฟังเพลงสากลแล้วลองแกะเนื้อร้อง ดูหนังแบบไม่มีซับหรือดูซับให้น้อยลง ไม่ก็ฟังคลิปยูทูปของต่างชาติแล้วลองทำความเข้าใจค่ะ เราจะเน้นฝึกทำข้อสอบจากในยูทูปช่อง The IELTS Listening Test เลยค่ะ มีคลิปให้ฝึกเยอะ แล้วมีเฉลยให้ท้ายคลิป เวลาเราฝึกทุกครั้งก็จะรวมคะแนนไว้ว่าจะได้ประมาณไหน ข้อควรระวังในพาร์ทนี้น่าจะเป็นเรื่องการลืม s, es ท้ายคำ หรือการลืมการเขียนตัวพิมพ์ใหญ่ ในกรณีชื่อคน สถานที่ หรือไม่ก็การตอบตัวเลขผิดค่ะ ส่วนมากจะเป็นเลขพวกที่ลงท้ายด้วย teen กับ ty เช่น thirteen กับ thirty อีกอย่างที่อาจจะโดนหลอกคือ บางทีมีบทสนทนาที่ถามถึงข้อมูลอีกคนนึง แล้วพูดผิดในรอบแรก ฉะนั้นต้องฟังดีๆ เพราะฟังได้แค่รอบเดียว แต่ถ้าบางกรณีที่เราหลุด แล้วไม่รู้จะตอบอะไร ไม่แนะนำให้เว้นไว้ เพราะบางทีเราสามารถเดาคำตอบจากบริบทได้ค่ะ 

* พาร์ทนี้เราแนะนำว่าถ้าอยากได้คะแนนรวมดีๆให้ฝึกพาร์ทนี้เยอะๆเลยค่ะ เพราะถือว่าพาร์ทนี้ได้คะแนนง่ายเมื่อเทียบกับพาร์ทพูดหรือเขียนค่ะ *

📖 Reading - เป็นอีกพาร์ทนึงที่ควรทำคะแนนเยอะๆ ค่ะ หลักๆ คือต้องฝึกจับ main idea ของแต่ละย่อหน้า เช่น กล่าวถึงที่มา ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบ จะช่วยทำให้เราหา topic ของแต่ละย่อหน้าได้อีกเทคนิคที่เราใช้คือ วงพวกชื่อคน ชื่อสถานที่ โจทย์จะมีถามว่า แนวคิดนี้คือของใคร หรือบทความกล่าวถึงสถานที่นี้อย่างไร ซึ่งการวงพวกชื่อเฉพาะก็จะช่วยให้คำตอบได้ไวขึ้น เพราะคำตอบมักจะอยู่แถวๆนั้น ข้อควรระวังพาร์ทนี้คือ ตัวเลือกอาจมีการแปลงประโยค หรือเปลี่ยนคำให้ดูยาก ให้ต่างจากในบทความ แต่ความหมายรวมๆเหมือนเดิม อีกอย่างก็เรื่องบริหารเวลา เพราะบทความแต่ละอันค่อนข้างยาวค่ะ

📝 Writing Task 1 - เป็นพาร์ทที่เราต้องเขียนอธิบาย อาจจะเป็นกราฟ แผนภูมิหรือแผนภาพต่างๆ โดย 1.1 ย่อหน้าแรกเราต้องเขียน introduction ถึงหัวข้อของสิ่งที่เราได้ เช่นแผนภาพที่เราได้กล่าวถึงอะไร ช่วงเวลาที่บันทึกข้อมูลเป็นช่วงปีไหนถึงปีไหน 

1.2 ย่อหน้าถัดมาก็เขียนถึง overall ของแผนภาพ ส่วนมากเราจะเน้นบอกแนวโน้มหรือความเปลี่ยนแปลงของแผนภาพ กรณีแผนภาพมีมากกว่า 1 ภาพ ก็อธิบายว่าข้อมูลถูกแบ่งเป็นกี่ส่วน อะไรบ้าง 

1.3 ย่อหน้าถัดๆไปก็จะเขียนข้อมูลของแต่ละส่วน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแบบใดในช่วงปีไหน แนวโน้มต่างๆ เช่น กราฟในช่วงปีนี้สูงขึ้นจนถึงจุดพีคที่เท่าไหร่ หรือกราฟตกลงจนถึงเท่านี้ ในช่วงปีนี้ 

คำแนะนำเพิ่มเติมจ้า :

*ถ้าได้พวกกราฟ ให้เลือกแนวโน้มที่น่าสนใจ เช่น จุดแรก จุดสุดท้าย จุดพีคสุด จุดต่ำสุด ช่วงที่กราฟขึ้นลงสม่ำเสมอ จุดที่เปลี่ยนแปลงเยอะๆ

*ถ้าได้พวกแผนภาพ เช่น ขั้นตอนการผลิต ให้เขียนอธิบายทุกขั้นตอนให้พอเข้าใจขากแรกสุดไปท้ายสุด

*ถ้าได้แผนที่ เช่น แผนที่ของเกาะหลังการรีโนเวต ให้อธิบายว่ามีอะไรเพิ่มขึ้น ในส่วนไหนของเกาะ อะไรลดลงในเกาะ

*ถ้าได้แผนภูมิวงกลม ให้อธิบายจากข้อมูลจากส่วนที่มากที่สุดไปถึงน้อยที่สุด


ในส่วนของ Task 1 ไม่จำเป็นที่จะต้องมีย่อหน้าสรุปก็ได้ เพราะได้ทำการสรุปย่อๆในย่อหน้าก่อนหน้าแล้ว ข้อควรระวังก็คือเรื่องเวลา เพราะเรามีเวลา 60 นาที ในการทำ task 1 & 2 ให้เสร็จ และเรื่องการเขียนต้องใช้รูปประโยคให้หลากหลาย และถูกต้องตาม grammar ข้อมูลมักเป็นข้อมูลที่ถูกบันทึกในอดีต ฉะนั้นก็เลือกใช้ tense ให้ถูกต้อง อีกอย่างคือเรื่องของคำศัพท์ พยามใช้ให้หลากหลาย ถูกต้อง


📝 Writing Task 2 - เป็นพาร์ทที่คะแนนเยอะกว่า task 1 และมีการถามถึงความเห็นเราด้วย เทคนิคคืออ่านสิ่งที่โจทย์ให้มา แล้วหาข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของโจทย์ และคำถามของโจทย์ ส่วนมากมักจะถามว่าเราเห็นด้วยกับความเห็นข้างต้นหรือไม่ ก่อนเขียน task 2 เราแนะนำให้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เขียนเหมือน mind map ในกระดาษทดไว้จะดีมาก เป็นการวางแผนว่าเราจะเขียนยังไงบ้าง ไอเดียของเรามีอะไรบ้าง หาเหตุผลที่จะซัพพอร์ตไอเดียนั้น แล้วอาจจะขยายความด้วยตัวอย่างเพิ่มก็ได้ เรียบเรียงไว้คร่าวๆ แล้วค่อยลงมือเขียนบทความ จะช่วยให้เรารู้ว่าเราต้องเขียนอะไรในบทความบ้าง ถือว่าช่วยได้เยอะมาก

* ข้อควรระวังคือ เราต้องเขียนในรูปแบบ paraphrase ซึ่งก็คือเขียนเรียบเรียงประโยคใหม่ แต่ยังคงความหมายเดิมไว้ ใช้คำให้หลากหลาย grammar ถูกต้อง และต้องแสดงความเห็นให้ชัดเจน 


👄 Speaking - เกณฑ์ของพาร์ทนี้จะอยู่ที่ Fluency, Pronunciation, Vocabulary และ Grammar

4.1 Fluency - ส่วนตัวเราว่าพาร์ทนี้ให้ฝึกจากการพูดหัวข้ออะไรก็ได้ 1 นาที พูดให้ได้มากที่สุด และพยายามอย่าหยุดนาน แบบอืม..ออ และอย่าตื่นเต้นจนพูดเร็วเกิน ช้าได้ แต่ต้องพูดเคลียร์

4.2 Pronunciation - อันนี้เราฝึกจากการเอาคำที่พูดๆในชีวิตประจำวันมาพูดปรับให้มันชัดขึ้น เช่น พวกคำที่ลงท้ายด้วย s, es, ed, t

4.3 Vocabulary - แนะนำให้ลองนำคำที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน มาเปลี่ยนให้  advance มากขึ้น เช่น good เปลี่ยนเป็น wonderful หรือเวลาพูดลองใช้คำเชื่อมให้หลากหลาย และถูกต้องก็จะช่วยได้ ข้อควรระวังคืออย่าใช้คำที่ง่ายเกินไป เช่น พวก very นี่ลืมๆไปได้เลย ถ้านะใช้ให้ลองเปลี่ยน very cold เป็น extremely cold 

4.4 Grammar - แนะนำว่าเวลาพูด ให้ใช้ประโยคที่แตกต่างหน่อย ใช้ tense ต่างๆกัน และถูกต้องด้วย ข้อควรระวังคือ ให้ไปดูว่าแต่ละ tense ใช้ตอนไหนได้บ้าง เช่น ถ้าเค้าถามถึงอดีต ควรจะตอบแบบไหน อีกอย่างคือถ้ารู้ตัวว่าพูดผิด ให้เราพูดแก้เป็นแบบที่ถูกด้วย ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะอาจจะเสียคะแนน

เวลาสอบพูดพาร์ทแรก ให้ตอบคำถามแบบยาวๆ แทนการตอบแค่คำสองคำ ถ้าขยายความเพิ่มก็จะดี เช่น ถ้าถามว่าเรียนที่ไหน ก็ลองบอกชื่อรร ที่ตั้งรร แล้วรรดังเรื่องอะไร เป็นต้น

ส่วนพาร์ทสองก็จะได้หัวข้อให้พูด มีเวลาเตรียมตัว 1 นาที แล้วพูดให้ได้ 2 นาที พาร์ทนี้แนะนำว่าเวลาพูด พูดให้มั่นใจ มี eye contact พูดให้เป็นธรรมชาติ อย่าตื่นเต้นจนรีบพูดเกินไป กรณีพูดไม่ถึง 2 นาที ให้จบด้วย thank you ก็จะดี เป็นการบอกว่าเราพูดจบแล้ว

พาร์ทสุดท้าย เป็นพาร์ทที่เราต้องแสดงความคิดเห็นและตอบคำถามไปด้วย แนะนำให้ตอบด้วยคำแสดงความเห็นให้หลากหลาย ไม่ใช่เอะอะก็ I think ลองใช้พวก From my perspective,... หรือ For me,... ก็จะช่วยได้

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็หวังว่าจะได้คำแนะนำจากเราไม่มากก็น้อยนะคะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย เพราะเป็นบทความแรกของเราเลย ส่วนใครที่มีแผนกำลังจะสอบ IELTS ก็ขอให้ได้คะแนนตามที่หวังกันทุกคนเลยนะคะ 🥰


- จบรีวิวของพิมพ์แล้ว ขอบคุณพิมพ์มากๆ ที่พิมพ์มาด้วยข้อมูลใส่เต็มจริงๆ ใครที่อยากพัฒนาการ Speaking ให้มาดูของพิมพ์ได้เลยเพราะคะแนนสูงมาก 👏🏻 -


ต่อมาเป็นรีวิวการสอบ IELTS จากมินนี่ เพื่อนร่วมสายฝรั่งเศสที่เลขที่ติดกัน แลกเปลี่ยนที่แคนาดา 🇨🇦

- ทำไมถึงเลือกไปสอบ IELTS แล้วทำไมเลือกสอบกับ British Council? 

Minnie : เลือกไปสอบที่ BC เพราะว่ามีเพื่อนที่เคยไปสอบด้วยกันเคยไปสอบที่นี่ก็เลยเลือกมาสอบ

- พื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นยังไงบ้าง?

Minnie : คิดว่าก็ไม่ได้แย่มาก อยู่ในระดับที่ฟังออก เขียนได้ สื่อสารได้ 

(เผาโดยมี่ : จริงๆ ตอนม.4 ก่อนนางไปแลกเปลี่ยนแคนาดา โรงเรียนพวกเราบังคับสอบ Oxford English นางได้ B2 ทั้ง 3 พาร์ท 55555 ที่เป็น Use of English และ Listening ละ Overall)

- ไปแลกเปลี่ยนแคนาดามาประสบการณ์จากตรงนั้นช่วยในการสอบ IELTS ได้บ้างมั้ย?

Minnie : ช่วยได้เยอะเลยแหละ ถ้าไม่ได้ไปแคนาดา... คงทำพาร์ท speakingไม่ได้เลย ไปอยู่ที่นู่นมันก็บังคับให้เราต้องพูดกับเพื่อนก็เลยได้ฝึก และการเรียนก็เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดด้วย (มินนี่ไปแลกเปลี่ยนอยู่ที่ Garibaldi Secondary School ใน Maple Ridge, British Columbia, Canada จ้า)

- เรียนติว IELTS กับที่ไหน ติวมากี่ชม. โรงเรียนนี้ดีมั้ย อยากแนะนำอะไรบ้าง?

Minnie : เราเรียนแค่ Speaking กับ  Writing ที่ aims ก็โอเคเลยนะ ครูเค้าลูกครึ่งภาษาเลยเป๊ะ เรียนประมาณ 10 ชั่วโมง ส่วนพาร์ท Listening กับ Reading ทำแบบฝึกหัดเอาเองจ้า 

(เผาช่วงที่ 2 : มินนี่เคยขอให้เราแนะนำเทคนิค Reading ให้ คือออนางบอกนางได้คะแนนน้อย แต่จริงๆคือ นางได้คะแนนเยอะกว่าอิชั้นอีกค่าคุณ 5555 มินมินบอกว่าจะเอาคะแนนพาร์ทนั้นเกือบเต็มถึงเต็ม 555)

- รู้สึกว่าการสอบ IELTS ยากหรือเปล่า?

Minnie : ส่วนตัวคิดว่า Reading ก็แอบยากนะ อย่างอื่นก็ฝึกๆไปเรื่อยๆ Speaking นี่กดดันสุด (เออคงจะกดดันจริงแหละ เพราะเห็นตอนรอสอบพูดนี่ส่งข้อความมารัวๆ 555)

- รีวิวข้อสอบแต่ละพาร์ทว่าเจอเรื่องอะไรบ้าง ประมาณไหนทั้ง 4 พาร์ท Listening, Reading, Speaking และ Writing :

Minnie : 

1. พาร์ท Listening : มันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ก็เหมือนๆ คล้ายๆ ในหนังสือที่เคยทำ 

2. พาร์ท Reading : ก็... scan เอา พวกชอยส์ก็ยากอยู่นะ

3. พาร์ท Writing task 1 : เจอเป็น แบบmapให้เปรียบเทียบ และต่อมาเป็น 

Writing task 2 : เป็นเรื่อง Source of energy ระหว่าง Fossil fuel กับ Alternative sources บอกข้อดี ข้อเสีย

4. พาร์ท Speaking : เจอเกี่ยวกับ Water transportation ข้อดี ข้อเสีย และ Water sports ที่อยากลอง ตอนแรกก็ถามทั่วๆไป มีถามว่าชอบวิชาเลขมั้ยด้วย 555 ส่วนสปีคพาร์ท 3 ก็ตามต่อจากเรื่องเกี่ยวกับน้ำนี่แหละ

- คาดหวังคะแนนไว้ที่เท่าไหร่ ทุกพาร์ทแล้ว overall?

Minnie : รอบแรกซัก 6.5 ก็พอใจละ (เจ้าตัวบอก ... คิดว่าน่าจะได้น้อยกว่านั้น)

- ความรู้สึกหลังการสอบ IELTS เป็นยังไง เห็นตอนส่งมาเห็นเครียดมาก 555

Minnie : โล่งใจมากกกกก ตอนรอ Speaking นี่คือกินข้าวไม่ลง 5555 เป็นครั้งแรกที่สัมจริงจังขนาดนี้ กดดันจริง ทุกคนที่ไปสอบก็สภาพเดียวกัน

- ได้คะแนนจริงเท่าไหร่? 

Minnie : สรุปแล้วมินนี่ไปสอบ IELTS 2 รอบค่ะ แต่ว่าได้ 6.5 ทั้งสอบรอบเลย

รอบที่ 1 : overall 6.5 ได้ Listening 8, Reading 6.5, Speaking 6.5, Writing 5.5

รอบที่ 2 : overall 6.5 ได้ Listening 7, Reading 7.5, Speaking 6.0, Writing 6.0

(แต่เราว่าคะแนนก็สวยมากๆ แล้วนะ เพราะว่าสามารถสมัครเรียนต่อที่ออสเตรเลียหรือแคนาดาได้สบายๆ เลย เพราะ 2 ประเทศนี้มักขอ each component 6.0 ด้วย)

ต่อมาเป็น 25 Facts ทั้งหมดเกี่ยวกับ IELTS นั่นเองค่าาา 💻

1. IELTS (International English Language Testing System) เป็นข้อสอบวัดความสามารถทางภาษา ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถของผู้สมัครที่ต้องการเรียนหรือทำงาน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร

IDP : IELTS Australia, British Council และ Cambridge English Language Assessment สามองค์กรนี้ได้ร่วมมือกันออกแบบการทดสอบความสามารถทางภาษาที่เรียกว่า IELTS ขึ้นมา ถือเป็นการทดสอบที่ตรงตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมทักษะทั้งสี่ด้านคือการฟัง การอ่าน การเขียน และการพูด

โดยผลสอบ IELTS นั้นเป็นที่ยอมรับจากองค์กรกว่า 10,000 แห่ง ครอบคลุมทั้งองค์กรภาครัฐ สถานศึกษา และสถาบันชั้นนำใน 140 ประเทศ เช่น ประเทศไทย ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IELTS ยังเป็นบททดสอบภาษาอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการยอมรับจากกองตรวจคนเข้าเมืองในหลายๆ ประเทศ


2. การสอบ IELTS เป็นการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน และผู้สอบจะได้รับใบรายงานผลการสอบโดยแยกเป็นแต่ละส่วนทั้ง 4 ทักษะ ลักษณะของคะแนนในการสอบจะถูกแบ่งออกเป็น 9 ระดับ โดยเริ่มต้นที่ตั้งแต่ระดับที่ 1 ไปจนถึงระดับที่ 9 ซึ่งสามารถวัดระดับความรู้ความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบได้อย่างถูกต้อง คุณจะต้องสอบการฟัง การอ่านและการเขียนในวันเดียวกันทั้งหมดโดยไม่มีการหยุดพักระหว่างการสอบ ส่วนการพูดคุณสามารถเลือกที่จะสอบวันเดียวกันในช่วงบ่ายหรือเลือกสอบในวันอาทิตย์หรือวันจันทร์ในสัปดาห์เดียวกันก็ได้


3. การสอบ IELTS แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Academic (AC) and General Training (GT)

1. เพื่อการศึกษาต่อ (Academic Modules) เป็นการทดสอบความพร้อมเพื่อศึกษาต่อในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญาเอก

2. เพื่อการฝึกอบรม (General Training Modules) สำหรับผู้ที่วางแผนใช้ภาษาเพื่อการฝึกอบรมหรือ ทำงานในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อสอบจะใช้วัดความรู้ภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐาน และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศนิวซีแลนด์ หรือประเทศออสเตรเลีย


4. รายละเอียดการสอบ IELTS ทั้ง 4 ทักษะ มีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

🎧 การสอบการฟัง (Listening) 30 นาที ผู้สอบต้องฟังเนื้อเรื่องจากเครื่องเล่น CD ซึ่งเนื้อหาจะประกอบไปด้วยการสนทนา และบทพูด รวมทั้งการออกเสียงผู้สอบจะได้ฟังเทปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่จะมีเวลาให้ในการอ่านคำถาม และเขียนคำตอบ และในช่วงท้ายจะมีเวลาให้คัดลอกและตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบใน Answer Sheet อีก 10 นาที

📖 การสอบการอ่าน (Reading) 60 นาที มีเนื้อเรื่องให้อ่าน 3 บทความ พร้อมด้วยคำถามที่ต้องปฎิบัติตาม ซึ่งเนื่อหาเหล่านี้ได้มาจากหนังสือ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ในทุกๆ เรื่องเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ได้เจาะจงเฉพาะทางใดทางหนึ่ง รวมทั้ง 3 บทความ จะมีคำถามทั้งหมดจำนวน 40 ข้อ และให้เวลาทั้งหมด 60 นาที ดังนั้นเวลาในการทำจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณข้อละ 1.5 นาที

📝 การสอบการเขียน (Writing) 60 นาที จะแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง ให้เวลา 60 นาที เรื่องแรกคือการเขียนในลักษณะอธิบายข้อมูลที่ให้มาในรูปแบบกราฟ ตาราง แผนผัง เราจะต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ที่เด่นๆ โดยที่ต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำเป็นอย่างต่ำ เรื่องที่สอง คือ การเขียนเรียงความหรือรายงานอย่างเป็นทางการ และเป็นการแสดงความคิดเห็น การหาทางออก ของปัญหาหรือวิจารณ์หัวข้อที่ให้มา โดยต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำ

👄 การสอบการพูด (Speaking) 11-14 นาที แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นการพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป การใช้ชีวิตประจำวัน

- ส่วนที่สอง กรรมการจะมีเวลาให้เตรียมตัวก่อนพูด 1 นาที โดยจะมีบัตรคำถามมาให้ และจะให้เราพูดคนเดียวประมาณ 3-4 นาที

- และส่วนสุดท้ายจะมีลักษณะคล้ายกับการพูดโต้ตอบกันในหัวข้อที่ได้จากส่วนที่สอง

5. ค่าสอบ IELTS จะแบ่งออกเป็น 4 เรทด้วยกัน

1. IELTS Life Skills ระดับ A1, B1 มีแต่การฟังและพูด ประมาณ 18-22 นาที สำหรับคนที่จะขอวีซ่าคู่หมั้นเข้าสหราชอาณาจักร : ค่าสอบจะอยู่ที่ 6,757 บาท

2. IELTS Academic and General Training on Paper (Regular) : 6,900 บาท

3. IELTS Academic and General Training on Computer (Regular) : 7,500 บาท

4. IELTS Academic on Paper or Computer for UKVI สำหรับคนที่จะเรียนต่อที่สหราชอาณาจักรจะต้องสอบประเภทนี้เท่านั้น เพราะจะมีการตรวจสอบความปลอดภัยสูงกว่า (ก็คือแพงค่ากล้องที่ติดอะ) อันนี้คือต่อให้สอบบน Computer ก็จะต้องรอผล 13 วันเท่ากับแบบ Paper เลยน้า : 8,100 บาท

(ขอบคุณข้อมูล 5 ข้อแรกจาก IDP Thailand : เครดิต )


การเทียบระดับ CEFR กับผลสอบ Cambridge และ IELTS

6. IELTS มีทั้งหมด 4 ระดับ CEFR จาก B1 จนถึง C2 จะไม่มีระดับ A1 และ A2

- สำหรับระดับ B1 (Intermediate) : ตั้งแต่เกณฑ์คะแนน 4.0, 4.5 และ 5.0

- สำหรับระดับ B2 (Upper-Intermediate) : ตั้งแต่เกณฑ์คะแนน 5.5, 6.0 และ 6.5

- สำหรับระดับ C1 (Advanced) : ตั้งแต่เกณฑ์คะแนน 7.0, 7.5 และ 8.0

- สำหรับระดับ C2 (Proficient) : ตั้งแต่เกณฑ์คะแนน 8.5 และ 9.0 ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุด


Stafford House บอกว่า IELTS 6.5 คือ the edge between B2 and C1

หลักฐานตอนที่เราถาม Stafford House เค้าบอกว่า 6.5 คือ B2-C1 ตามนั้นจ้า

ของ NZLC ที่นิวซีแลนด์เค้า consider IELTS 6.5 เป็น Advanced จ้า

7. ความจริงแล้วระดับคะแนน IELTS 6.5 เป็น Borderline ระหว่าง B2 Upper-Intermediate และ C1 Advanced เป็นเพียงเกณฑ์คะแนนเดียวที่มีปัญหาเพราะคาบเกี่ยวกันตาม Cambridge's English Chart ข้างบนที่แนบไว้ แต่ในใบผลสอบ IELTS จะตัดสินเป็นระดับ B2 Upper-Intermediate ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษประมาณ 60-70% ตัดสินให้เป็นระดับ B2+ หรือระดับ C1 Advanced เช่น Stafford House แต่ของ EC English จะตัดสินเป็นระดับ B2+ ส่วน NZLC Auckland ที่เราเคยไปนั้นตัดสินให้เป็นระดับ C1 Advanced ค่ะ (คนละระดับกับ 5.5 หรือ 6.0 จ้า)


8. การสอบ IELTS Computer-delivered แบบ Academic และ General Training จะได้ผลสอบเร็วกว่าแบบ Paper เป็นเท่าตัว เพราะใช้เวลาเพียง 3-5 วันทำการก็ได้ผลสอบแล้ว แต่ค่าสอบแพงกว่าปกติ 600 บาท ที่เร็วกว่าปกติก็เพราะว่าคำตอบของ Listening กับ Reading ถูกบันทึกลงคอมไว้แล้วสามารถใช้คอมตรวจได้เลย รวมถึง Writing ด้วย แต่การสอบพูดยังสอบแบบ face-to-face เหมือนเดิม ของเรารอผลสอบแค่ 3 วันกว่าๆ เพราะสอบวันอาทิตย์ละตื่นมาเช้าวันพฤหัสบดีผลสอบก็แจ้งเตือนทาง SMS แล้ว แต่แบบ Paper รอผลสอบ 13 วันหลังสอบตอน 13.00 น.


9. การสอบ IELTS ไม่ต้องเตรียมอะไรไปเลย ยกเว้นขวดน้ำดื่มแบบใส (หากอยากเอาเข้าไปจิบระหว่างสอบ), เสื้อกันหนาว (หากกลัวหนาว) และ Passport หรือบัตรประชาชนแล้วแต่ว่าลงทะเบียนสอบด้วยอะไร แต่เครื่องเขียนไม่ต้องเตรียม เค้ามีให้แล้ว ใช้เสร็จอยากเอากลับบ้านด้วยก็ได้นะ เวลาไม่สบายเอาทิชชู่เข้าไปก็ไม่ได้นะ ต้องขอทางเจ้าหน้าที่เอาละเค้าจะให้ดึงเข้าไปในห้องสอบด้วย


10. เวลาไปสอบแล้วเค้าจะมีการแจ้งผลสอบก่อนสอบ Speaking ว่าจะมารับเองที่สำนักงานหรือจะให้ส่งไปรษณีย์ไทยไปให้ เลือกเอาเองแล้วแต่สะดวก เพราะฟรีทั้งคู่ ไปรษณีย์ของ IDP ไม่มีการคิดเงินเด็ดขาด นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรับข้อความผลสอบผ่านทาง SMS ได้อีกด้วย (ได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เพราะมีชาวต่างชาติมาสอบที่ไทยและกลับประเทศไปเช่นกัน แต่ทาง IDP จะส่งผลสอบให้ผ่าน UPS แบบคิดเงิน)


11. การสอบ IELTS ในไทยในเรื่องของ Writing จะค่อนข้างคะแนนขึ้นยาก เป็นเพราะเหล่า Examiners นั้นคลุกคลีกับคนไทยมานาน จึงสามารถจับจุดอ่อนได้อย่างถูกต้องและหักคะแนนรัวๆ ... มีคนไทยจำนวนหนึ่งได้ไปสอบ IELTS ที่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก จากที่สอบในไทยหลายรอบแล้วคะแนนไม่ขึ้นสักทีได้ที่ 5.5 แต่เมื่อไปสอบประเทศเหล่านั้นกลับได้ 6.0-6.5 หรือมากกว่านั้นอย่างน่าประหลาดใจ ...


12. สำหรับผลสอบ IELTS หากต้องการจะใช้เรียนต่อปริญญาตรี :

- ประเทศไทย 🇹🇭 : สำหรับภาคอินเตอร์อย่างจุฬา, ธรรมศาสตร์, มศว, มหิดล เอาเท่าที่รู้ข้างล่างเลยจ้า

➡️ CU จุฬา : จะขอ Overall 6.5 แต่คณะอย่าง PGS (Politics and Global Studies แนว IR อินเตอร์ดีๆ นี่แหละ) จะขอทุกพาร์ท 6.0 เพราะเป็นปริญญาร่วมกับ University of Essex, The UK 2 ปีแรกเรียนที่ UK และ 2 ปีหลังเรียนที่ CU ด้วยส่วน BALAC (อักษรอินเตอร์) แบบ Safe ก็ 7.0 หรือสูงกว่านั้น

➡️ MUIC มหิดล : จะขอ Overall 6.0 สำหรับ Regular Track แต่จะขอ Overall 6.0 คู่ Writing 6.0 สำหรับ Fast-track (สอบสัมอย่างเดียว ไม่ต้องสอบข้อเขียน) แต่จริงๆ มันก็ค่อนข้างยากนะ เพราะคนบางส่วนได้ Overall 6.5 เช่นเราแต่ตกม้าตายตอน Writing 5.5 ทำให้หลุดไปสอบข้อเขียนอย่างน่าเสียดาย จริงๆ เราอยากให้เค้าดูว่า Overall 6.5 และ Writing 5.5 ก็สามารถเข้า Fast-track ได้เหมือนกันอะ เราเคยเห็นคนได้ Listening กับ Reading 5.5 แต่ได้ Writing กับ Speaking 6.0 ทำให้ Overall ก็ 6.0 ก็ไป Fast-track ได้ เอาตรงเราว่ามันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่เพราะเข้าไปในคณะจริงๆ มันก็มีคลาส ERS ที่สอนด้านการเขียนอีก EC ตั้งแต่ 1-4 อีกซึ่งมันพัฒนาการเขียนอยู่แล้ว จริงปะล่ะ ปัญหามันอยู่ตรง Listening ที่คุณจะฟังอาจารย์ทันมั้ย Reading อีกว่าจะอ่าน Textbooks ไหวมั้ย

➡️ TU ธรรมศาสตร์ : ขอ Overall 6.0 บางคณะอาจมีข้อเขียนเพิ่มเติมอีก เช่น BAS, BIR, BMIR (อันนี้น่าจะตรีควบโท 5 ปีจบ ถ้าจำไม่ผิด) มีข้อเขียนคงเป็นรอบ 3 เพราะอินเตอร์ TU เห็นมีแค่รอบ 1,3 และ 5

➡️ SWUIC มศว : ขอ Overall 5.0 เท่านั้นบางคณะอย่าง BALIC ไม่มีขั้นต่ำเอาแค่แนบไปด้วยก็พอ แต่ถ้าโครงการร่วมแพทย์มศวและ University of Nottingham อันนั้น IELTS 7.0 จ้า เรียนที่ไทย 3 ปี อังกฤษอีก 3 ปี

- สหราชอาณาจักร 🇬🇧 : ถ้า Top Universities แบบ Oxbridge ก็ Overall 7.0 และทุกแบนด์ 7.0 และ A-Level แบบ straight A/A* หรือ IB Diploma แบบคะแนน 38+ (คือเด็กอินเตอร์มันทำได้อยู่แล้วอะ ไอ้ IELTS 7.0 เนี่ย), อีกพวกแบบ High Ranking ก็จะ Overall 6.5 with no elements lower than 6.0 และแบบสุดท้ายคือ Overall 6.5 with no sub-score below than 5.5 ถ้าสายที่ใช้ภาษาสูงๆ แบบ Law, Education, Medical Schools คะแนนก็จะอยู่ที่ 7.0 ทุกแบนด์ หรือ Arts Schools ด้าน Acting นี่ยิ่งหนักเพราะภาษาต้องดีมากๆ คือ Overall 7.5 และ Speaking 7.5

- ประเทศนิวซีแลนด์ 🇳🇿 : U แบบ U of Otago, Canterbury ขอ Overall 6.5 and sub-score 6.0 ส่วน U อื่นๆ แบบ U of Auckland ก็จะขอแค่ Overall 6.0 with no elements lower than 5.5 (แต่เจ้ารู้ใช้มั้ยว่าเด็กที่เข้ามหาลัยนี้คะแนนมันสูงกว่านั้นเยอะ 555555 becuz' it's the 1st ranking uni in NZ, dude)

- ประเทศออสเตรเลีย 🇦🇺 : ที่เจอมาเหมือนกันหมด คือ Overall 6.5 with no sub-score below than 6.0 ถ้าไม่ถึงก็อาจจะต้องไปเรียนปรับภาษากี่สัปดาห์ก็ว่ากันไป เช่น University of Adelaide คะแนนเราคือโดนปรับพื้นฐานภาษา 10 สัปดาห์ แต่โชคดีที่ออสมันเรียนแค่ 3 ปีอยู่แล้ว (ยกเว้นตระกูล Group of Eight ที่บังคับให้เข้า Foundation 1 ปีก่อนถึงสมัครตรีต่อ 3 ปีได้)

- ประเทศแคนาดา 🇨🇦 : เหมือนออสเตรเลียเลยจ้า Overall 6.5 และพาร์ทอื่น 6.0 แต่ต่างกันคือแคนาดาเรียน 4 ปีเหมือนที่ไทย ระดับภาษาเท่าไหร่ก็บวกเพิ่มไป

- สหรัฐอเมริกา 🇺🇸 : ที่นี่ U เค้าที่เห็นมาก็กำหนดแต่ Overall 6.5 นะ แต่ถ้า U แบบ U of California, U of Southern California, NYU จะขอ overall 7.0 ถ้าเอาแบบแข่งกับเด็กคนอื่นได้นะ ส่วน Ivy League ก็.. เอาแบบ competitive หน่อยก็ 7.5++ แต่ส่วนมากพวกเด็กนานาชาตินั้นเรียนหลักสูตรต่างประเทศมาหมดแหละแบบ IB คะแนน 40+, GCSE and A-Level ชนิด Straight A or A*, AP เพราะงั้นก็ไปคิดเอาเองว่าจบฝั่งไทยมาไปแข่งกับเค้าได้มั้ย 5555


13. เวลาไปสอบ IELTS มีกฎต้องฝากกระเป๋าและทรัพย์สินอยู่ละ ไม่ต้องกลัวหาย มันไม่หายแน่ๆ พอให้ละเราก็จะได้แท็กกระเป๋าเอามาเก็บไว้กับตัวตอนเข้าห้องสอบพร้อมพาสปอร์ตหรือบัตรประชาชน ขวดน้ำและเสื้อกันหนาว เท่านั้นแลลลลล


14. คิดว่าต้องมีคนถามแน่ว่าระหว่างสอบแบบ Computer หรือ Paper ดีกว่ากัน ?

ตอบ : สำหรับตัวเราเอง เราถนัดคอมมากกว่าเพราะพิมพ์เร็วกว่าเขียน ส่วน Paper ดีกับคนที่ถนัดการเขียนหรือฝึกทำข้อสอบมาแบบ Original คือทำผ่านหนังสือหรือพวก Paper มา หรือเขียนเร็วกว่าพิมพ์ จริงๆ บอกไม่ถูกอะ ต้องไปลองเอาเอง 55555


15. คิดว่า IELTS 6.5 มันยากมั้ยสำหรับเด็กที่เรียนโรงเรียนไทยมาตลอดและไม่เคยไปแลกเปลี่ยน (หรือไปแลกเปลี่ยนประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก) ?

ตอบ : จริงๆ มันขึ้นอยู่กับระดับภาษาอังกฤษหรือพื้นฐานของแต่ละคนมากกว่า.. ว่าพื้นเราแน่นมั้ย เพราะเท่าที่เจอคือ 6.5 จะเป็นเด็กพวกที่เรียน EP มาแต่บางคน (ต้องเก่งด้วย) ได้ 7.0-7.5 ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก นี่ก็เจอมาเยอะแบบพวก tryna be เก่งอิ้ง มั่นใจว่าอิ้งเก่งมากๆ เพราะได้คะแนนดีอิ้ง (นี่ขอยาดงงแปปว่าตรรกะอะไรฟะ หลักการเรียนอิ้งแบบไทยจ๋ามานั่งท่องศัพท์จำ meaning ไปสอบละหา vocab ถามจริงให้อ่าน passage แบบ 1 หน้ากระดาษนี่จับใจความละหา synonym ได้หรอ ก็ไม่ป่ะ พวกเก่งตามตำราไทยแต่ skill จริงไม่ได้เรื่องก็เยอะแยะ เพราะระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนภาษาอังกฤษแบบแถบสแกนดิเนเวียหรือเยอรมนี) เรียนติว IELTS มาหลายที่ชั่วโมงเรียนสูงมากแบบ 300 ชม.+ แต่ไปสอบจริงตายเลยก็มีได้ 4.5-5.5 อะไรแบบนั้น ไม่ก็แนวๆ เป็นติ่งฝรั่งชอบฟังเพลง... (นักร้องคนหนึ่งที่มีผมสีบลอนด์ สวยๆ ทาลิปสีแดงขึ้นมาก) นี่ก็แอบงงว่าเออเป็นติ่งฝรั่งละช่วยให้ได้ CEFR C1 หรือยังไง ส่วนเด็กบางคนที่ไปแลกเปลี่ยนประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบสวีเดน เพื่อนเราชื่อพิมพ์ไปสอบมาก็ได้ 6.5 (L 6.0, R 6.5, W 5.5 แต่ S 7.5), เยอรมนีมีพี่ที่รู้จักเค้าได้ทุนไปเรียนตรีที่ฮ่องกงละคนนั้น IELTS 7.5 ได้ accepted จากหลายที่มาก U of Toronto ละก็ทุนเต็มจำนวน 4 ปีจาก Chinese University of Hong Kong เค้าเลือกไปฮ่องกง แต่เรื่องของภาษามันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลจริงๆ ก็ต้องเข้าใจว่าคนแต่ละคนเก่งไม่เหมือนกัน บางคนเก่งเลขแต่ไม่ได้อังกฤษ บางคนเก่งอังกฤษแต่ไม่ได้ภาษาอื่น บางคนเก่งวิทย์กับเลขแต่ไม่ได้ภาษาก็มี เพราะฉะนั้นมันก็ปกติถ้ามนุษย์เราไม่ได้เก่งทุกอย่าง มันไม่ใช่ข้อบกพร่องถ้าคุณไม่ได้เก่งไปหมด ไม่ต้องมาทำตัวแบบ act like master in every field but actually master of none (Jack of all trades มากจ่าาาา) อย่าลืมว่าพวกเก่งในตำราเอาตัวไม่รอดในสังคมมันก็เยอะอะ แบบ Life Skills ห่วยแตก เช่น การสื่อสารติดขัดชะงักนึกศัพท์ไม่ออก

ส่วนคนที่ไปแลกเปลี่ยนประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอย่างอเมริกา, แคนาดา, นิวซีแลนด์ก็ใช่ว่าจะได้ IELTS สูงๆ เพราะการไปแลกเปลี่ยนมาไม่ได้ทำให้ได้ IELTS Overall 8.0+ เพราะคะแนนระดับนั้นมันเป็นของ "เด็กที่เรียนอินเตอร์มาตลอดชีวิตและเป็นเด็กที่เก่ง" ค่ะ จริงๆ ไม่มีมหาลัยไหนที่ขอ IELTS เกิน 7.0 เลยค่ะ เพราะความจริงแค่ 6.0-6.5 ก็เพียงพ่อต่อการเรียนต่อแล้ว อย่างตระกูล University of Oxford, Cambridge (Oxbridge) ระดับโลกเค้ายังขอ Overall แค่ 7.0 เองค่ะ แต่โหดกว่าตรงที่ "each element 7.0" ด้วย ซึ่งปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ Writing ล้วนๆ เลยค่ะ ไม่งั้นก็ลองคิดดูถ้าเด็กไปแลกเปลี่ยนกลับมาต้องได้คะแนนแบบ 7+ เด็กไทยไม่เทพอิ้งกันทั้งประเทศละดัน ranking ระดับภาษาอังกฤษของประเทศไทยให้สูงลิบลิ่วแล้วหรอคะ??? (เพราะที่เห็นจากอันดับทุกปีประเทศไทยมีแต่ดิ่งลง) เพราะเราก็มีเพื่อนคนนึงที่ไปแลกเปลี่ยนเมกามา 1 ปี สอบ IELTS ได้ 5.5 และติด PC 2 อยู่ที่ MUIC เพราะจะเข้าที่ MUIC เพราะฉะนั้นประโยคที่ว่า "ไปแลกเปลี่ยนมาควรสอบได้เท่านั้นเท่านี้" "ทำไมไปแลกเปลี่ยนมาแล้วได้คะแนนแค่นี้อะ" ไม่ควรเป็นประโยคที่พูดออกมาให้อีกฝ่ายเค้ารู้สึกแย่อะค่ะ เพราะแต่ละคนพื้นฐานภาษาไม่เท่ากัน


16. การสอบ IELTS ถ้าสอบแบบ Paper จะสามารถแยกวันสอบพูดได้ เช่น สอบข้อเขียนวันเสาร์ แต่อยากสอบพูดวันอื่น เช่น วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันพฤหัส ย่อมทำได้ วิธีนี้เหมาะกับคนที่กลัวจิตตกหลักการสอบข้อเขียนละจะทำให้ Speaking ไม่ดีหรือแบบเหนื่อยละ 3 พาร์ทแรกขอกลับไปชาร์จพลังก่อน

แต่...วิธีนี้ใช้กับการสอบคอมไม่ได้ เพราะสอบคอมต้องสอบ 4 พาร์ทวันเดียวกันทั้งหมด


17. Writing คือพาร์ทที่ยากที่สุดและเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนไทยมากๆ เพราะสอบเท่าไหร่ๆ คะแนนก็ไม่ขึ้นสักที ในขณะที่พาร์ทอื่นขึ้นเอาๆ และจะเป็นมากโดยพิเศษสำหรับคนที่จะเข้า Top Uในต่างประเทศที่กำหนด All bands 7.0 เท่าที่เคยเจอมาก็คือสอบ 8 ครั้งทุกพาร์ทได้แบบ 7.0-8.0 แต่ Writing 6.5 งี้...

ส่วนพาร์ทที่คนไทย (อิงจาก statistics ปี 2017) ทำได้ดีที่สุดคือพาร์ท Listening 6.25, Reading 6.03, Speaking 5.91 และ Writing เพียง 5.46 ได้คะแนน Overall คือ 5.98 แบนด์ที่คนไทยทำได้มากที่สุดคือ 5.5 และ 6.0


18. คนที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาแรกมีคะแนนเฉลี่ย IELTS สูงที่สุดด้วยคะแนน Overall 7.37 ถัดมาเป็นคนเฮเลนิก (กรีซ) ที่ได้คะแนน 6.97, มาเลเซีย 6.89, ฟิลิปปินส์ 6.84 และสเปน 6.81 จาก 9.0 คะแนน


19. มันไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่จะสอบ IELTS ไม่ได้เต็ม ฟีลเหมือนเป็นคนไทยทำไมสอบภาษาไทยไม่ได้เต็ม เพราะคะแนนที่เค้าได้อยู่ที่ 7.5 มากที่สุด รองลงมาเป็น 7.0 ถัดมาคือ 6.5 และ 8.0 ที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน ส่วน 9.0 มีเพียง 1% เท่านั้น


20. จริงอยู่ที่ IELTS สามารถใช้สมัคร Universities ในสหรัฐอเมริกาได้ แต่ยิ่ง U ดังๆหรือ Ivy League เค้า prefer TOEFL iBT ของ ETS มากกว่า IELTS ยกตัวอย่าง Yale School of Drama จะไม่รับ IELTS เด็ดขาดรับแต่ TOEFL iBT เท่านั้น นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไม 55555


21. คนที่พื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีจะได้คะแนนอยู่ที่ 4.0-5.0 ส่วนคนที่ได้ 5.5 แต่พื้นไม่แน่นมากมีสิทธิ์ไปถึง 6.0 แต่ไม่ถึง 6.5 แน่นอน ยกเว้นเป็นคนดวงดีมากมั่วละมั่วถูกตลอด อาจจะมีสิทธิ์แต่มันก็ prove nothing อยู่ดี เพราะถึงคุณได้เข้าไปเรียนหลักสูตรนานาชาติหรือเรียนในต่างประเทศแต่คุณไม่ได้มีความรู้จริงๆ คุณก็เรียนไม่ไหวอยู่ดี สุดท้ายก็จบที่ dropped out of 4-year college programme จบด้วยการวกเข้าฝั่งไทยเหมือนเดิมเสียเวลาฟรีๆ อีก


22. ผลสอบ IELTS จึงเก็บไว้ได้เพียงสองปี เนื่องจากสถาบัน มหาวิทยาลัย หรือองค์ภาครัฐ และเอกชนที่ยอมรับคะแนน IELTS ต้องการผลคะแนนที่มีวันหมดอายุไม่เกิน 2 ปีเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าคุณได้มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษอยู่ในระดับปัจจุบัน


23. คุณสามารถขอ re-mark คะแนนใหม่ได้ ถ้าคุณต้องการขอตรวจคะแนน IELTS ใหม่ และสำหรับขั้นตอนการตรวจคะแนนใหม่จะใช้เวลา 2-21 วันแล้วแต่ว่าขอ request ตรวจกี่สกิล ต้องขอตรวจภายใน 6 สัปดาห์นับจากวันที่สอบบน Test Report Form และจะมีค่าธรรมเนียม 5,100 บาท ถ้าคะแนนขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงจะได้เงินส่วนนี้คืน แต่ถ้าคะแนนไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้เสียเงิน 5,100 บาทฟรีๆ (ขอแบบฟอร์มตรวจคะแนนใหม่ได้ ที่นี่ / ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอตรวจคะแนนใหม่ ที่นี่) ระหว่างนั้นจะไม่สามารถใช้ผลสอบในการสมัครมหาวิทยาลัยได้จ้า


24. การเช็คผลสอบออนไลน์ของแบบ Paper (ผลสอบออนไลน์จะสามารถเช็คออนไลน์ได้ ไม่เกิน 28 วัน หลังจากวันที่เข้าสอบ) เช็คผลสอบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ ที่นี่ สามารถเช็คผลออนไลน์ได้หลังจากวันสอบ 13 วัน เวลาประมาณ 15.00 – 16.00 น. เป็นต้นไป โดยผลสอบออนไลน์จะทยอยออกภายใน 24 ชั่วโมง (ผู้เข้าสอบอาจไม่ทราบผลพร้อมกันทุกท่าน) และคะแนนสอบทางออนไลน์เป็นผลสอบอย่างชั่วคราว และไม่สามารถใช้อย่างเป็นทางการได้


25. IDP มีลิงก์แบบฝึกหัดให้ลองทำฟรี : ที่นี่ โดยมีคำแนะนำว่า "ไอดีพีขอมอบสิทธิพิเศษ! แบบฝึกหัดข้อสอบ IELTS ฟรี! เตรียมความพร้อมก่อนสอบ IELTS ด้วยแบบฝึกหัดและตัวอย่างคำตอบฟรี! เพื่อให้คุณได้ใช้เวลาในการทบทวน และฝึกฝนเทคนิคการทำข้อสอบ"

สิ่งที่คุณจะได้รับ:

- ได้ทำความรู้จักกับรูปแบบของการสอบ IELTS

- เรียนรู้เกี่ยวกับโจทย์และคำสั่งคุณจะต้องทำ

- ฝึกฝนทำข้อสอบตามเวลาจริงทบ ได้ทวนคำตอบและเปรียบเทียบกับเฉลย

สิ่งสำคัญในการทำฝึกข้อสอบ คุณจำเป็นต้องทำข้อสอบในทักษะ การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) ทั้งหมดนี้ในภายในเวลา 3 ชั่วโมง ตามเวลาการทดสอบจริง โดยไม่มีการหยุดพักเพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยในการสอบ

** ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก IDP Thailand ค่ะ ที่นี่ **

--- จบแล้วจ้า ขอบคุณที่มาอ่านกันนะ เป็นคนดีมีความสุข สวัสดีจ่ะ ---

รักส์ทุกคน จงโชคดีกับ IELTS!!!

ปล. มีคำถามอะไรหรืออยากมาช่วยรีวิวการสอบคอมให้ส่งรีวิวได้ที่เพจ Askmiemasi บน Facebook หรือ askmiemimimmi@gmail.com มาได้เลยจ้า เรารออ่านและเป็นกำลังใจให้อยู่นะทุกคน สู้ๆจ้า ฮึบๆ ️❤️ รักทุกคนจ้าาาา